11 เมืองเสี่ยงเผชิญภาวะ “ขาดแคลนน้ำดื่ม”

Dripping tap

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, 1 ใน 4 ของเมืองใหญ่ทั่วโลกเผชิญภาวะ "ความบีบคั้นทางทรัพยากรน้ำ"

หลังมีการเปิดเผยผลการศึกษาหลายชิ้นที่คาดการณ์ว่า นครเคปทาวน์ ของแอฟริกาใต้จะกลายเป็นเมืองใหญ่แห่งแรกของโลกที่ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำสำหรับการบริโภค ล่าสุดก็มีการเปิดเผยรายชื่อเมืองใหญ่อีก 11 ประเทศ ที่อาจประสบปัญหาแบบเดียวกัน

วิกฤตขาดแคลนน้ำจืดสำหรับการบริโภคของนครเคปทาวน์ มีสาเหตุมาจากฝนตกน้อยต่อเนื่อง 3 ปี รวมทั้งความต้องการใช้น้ำที่เพิ่มสูงขึ้นจากจำนวนประชากรที่เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง คาดว่า ปัญหานี้อาจเกิดขึ้นภายในเดือน มี.ค. นี้

วิกฤตที่เคปทาวน์กำลังเผชิญเป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งของปัญหาขาดแคลนน้ำที่บรรดาผู้เชี่ยวชาญเคยเตือนมานาน เพราะแม้ว่าราว 70% ของพื้นผิวโลกจะปกคลุมด้วยน้ำ แต่กลับมีเพียง 3% เท่านั้นที่เป็นน้ำจืด

ปัจจุบันคาดว่า ประชากรโลกกว่า 1,000 ล้านคนขาดแคลนน้ำดื่มน้ำกินทั้งปี และอีก 2,700 ล้านคนประสบปัญหานี้อย่างน้อยปีละ 1 เดือน ผลการสำรวจเมืองใหญ่ 500 เมืองทั่วโลกเมื่อปี 2014 คาดว่า 1 ใน 4 ของเมืองเหล่านี้เผชิญภาวะ "ความบีบคั้นทางทรัพยากรน้ำ" (water stress)

การประมาณการณ์ขององค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ระบุว่า ความต้องการใช้น้ำจืดของคนทั่วโลกจะมีมากกว่าปริมาณน้ำที่มีอยู่ 40% ภายในปี 2030 จากหลายปัจจัยประกอบกัน คือ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ, การกระทำของมนุษย์ และการขยายตัวของจำนวนประชากรโลก

นอกจาก เคปทาวน์ แล้ว ยังมีอีก 11 เมืองใหญ่ทั่วโลกที่กำลังตกอยู่ในภาวะเสี่ยงที่จะเผชิญปัญหาเดียวกัน

Sao Paulo drought

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, แหล่งกักเก็บน้ำที่แห้งเหือดของเซาเปาโล ในช่วงปัญหารุนแรงที่สุด

1 . เซาเปาโล

นครเซาเปาโล เมืองศูนย์กลางทางการเงินของบราซิล และเป็น 1 ใน 10 เมืองที่มีประชากรมากที่สุดในโลก เคยประสบปัญหาเดียวกับนครเคปทาวน์มาแล้วเมื่อปี 2015 หลังจากบรรดาแหล่งกักเก็บน้ำหลักของประเทศมีปริมาณน้ำต่ำกว่าระดับที่ควรเป็น 4%

ในช่วงปัญหารุนแรงที่สุด เซาเปาโลมีน้ำเหลือให้ชาวเมือง 21.7 ล้านคนใช้ได้ไม่ถึง 20 วัน ส่งผลให้ตำรวจต้องคอยอารักขารถจ่ายน้ำเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการการปล้นสะดมขึ้น

เชื่อกันว่า ปัญหานี้เกิดจากภัยแล้งที่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ของบราซิลระหว่างปี 2014-2017 แต่คณะผู้แทนยูเอ็นในเซาเปาโลวิจารณ์ว่าเป็นเพราะทางการไม่มีแผนการลงทุนและรับมือกับปัญหาอย่างเหมาะสม

วิกฤตขาดแคลนน้ำของเซาเปาโลที่คาดว่าจะสิ้นสุดลงในปี 2016 ได้ยืดเยื้อมาถึงเดือน ม.ค. 2017 ซึ่งแหล่งกักเก็บน้ำหลักของประเทศมีปริมาณน้ำต่ำกว่าระดับที่ควรเป็นถึง 15% ทำให้เกิดความไม่แน่นอนถึงอนาคตเรื่องน้ำสำหรับการบริโภคในมหานครแห่งนี้อีกครั้ง

Polluted lake in Bangalore

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, บังคาลอร์ ประสบปัญหามลพิษรุนแรง ทำให้ไม่มีน้ำตามทะเลสาบใดเลยที่สามารถนำมาใช้ดื่มกินหรือใช้อาบได้

2. บังคาลอร์

เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นของเมืองทางภาคใต้ของอินเดียแห่งนี้กำลังเผชิญกับโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วจากการที่บังคาลอร์ก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางด้านเทคโนโลยีของประเทศ ทำให้เมืองแห่งนี้ต้องพบกับความยากลำบากในการจัดการระบบน้ำดีและน้ำเสียของเมือง

สถานการณ์น้ำของบังคาลอร์เลวร้ายลงอีกจากระบบท่อส่งน้ำประปาที่เก่าคร่ำครึและจำต้องได้รับการปรับปรุงอย่างเร่งด่วน โดยรายงานจากรัฐบาลกลางอินเดียระบุว่า ปัญหานี้ทำให้เมืองสูญเสียน้ำดื่มไปกว่าครึ่งโดยเปล่าประโยชน์

เช่นเดียวกับจีน อินเดียก็กำลังประสบปัญหามลพิษทางน้ำ และบังคาลอร์ ก็ไม่ต่างกัน ผลการศึกษาพบว่า 85% ของน้ำตามทะเลสาบในเมืองสามารถใช้ประโยชน์ได้เฉพาะด้านชลประทาน เช่น ด้านการเกษตร และใช้หล่อเย็นในงานอุตสาหกรรมเท่านั้น โดยที่ไม่มีน้ำตามทะเลสาบใดเลยที่สามารถนำมาใช้ดื่มกินหรือใช้อาบได้

3. ปักกิ่ง

ธนาคารโลกนิยามคำว่า "ขาดแคลนน้ำ" เอาไว้ว่า การที่ประชากรในพื้นที่หนึ่งได้รับน้ำจืดไม่ถึง 1,000 ลูกบาศก์เมตรต่อคนต่อปี ทว่าในปี 2014 ชาวกรุงปักกิ่งกว่า 20 ล้านคนกลับได้รับน้ำจืดเพียง 145 ลูกบาศก์เมตร

จีนมีจำนวนประชากรเกือบ 20% ของประชากรโลก ทว่ากลับมีปริมาณน้ำจืดในประเทศเพียง 7% ของทรัพยากรน้ำจืดทั้งโลก การศึกษาของมหาวิทยาลัยโคลัมเบียในสหรัฐฯ ประเมินว่า ปริมาณน้ำสำรองในจีนลดลง 13% ระหว่างปี 2000-2009

นอกจากนี้ยังมีปัญหามลพิษทางน้ำ ซึ่งข้อมูลจากทางการจีนระบุว่า 40% ของแหล่งน้ำผิวดินในกรุงปักกิ่งเน่าเสียเป็นพิษจนไม่สามารถนำมาใช้ได้แม้แต่ในด้านเกษตรกรรมหรืออุตสาหกรรม

Pollution on the Nile

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, แม่น้ำไนล์ กำลังกลายเป็นแหล่งรองรับน้ำเสียที่ไม่ผ่านการบำบัดจากภาคเกษตรกรรมและครัวเรือน

4. ไคโร

แม่น้ำไนล์ สายน้ำสำคัญแหล่งประวัติศาสตร์ของหนึ่งในอารยธรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกในยุคโบราณ ทว่าปัจจุบันกลับเสื่อมโทรมลง

น้ำ 97% ของอียิปต์มีแหล่งกำเนิดจากแม่น้ำไนล์ ทว่าแม่น้ำสายนี้กำลังกลายเป็นแหล่งรองรับน้ำเสียที่ไม่ผ่านการบำบัดจากภาคเกษตรกรรมและครัวเรือน

ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลกระบุว่า อียิปต์อยู่ในอันดับต้น ๆ ของประเทศที่มีรายได้ปานกลางค่อนไปทางต่ำซึ่งมีตัวเลขการตายที่สืบเนื่องจากมลพิษทางน้ำมาก และยูเอ็นประเมินว่าอียิปต์จะประสบปัญหาขาดแคลนน้ำดื่มอย่างรุนแรงภายในปี 2025

Flooded neighbourhood in Jakarta

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, การลักลอบขุดบ่อน้ำบาดาลทำให้พื้นที่ราว 40% ของกรุงจาการ์ตาอยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล

5. จาการ์ตา

เช่นเดียวกับบรรดาเมืองตามแนวชาวฝั่ง กรุงจาการ์ตาเผชิญภัยคุกคามจากระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น แต่ปัญหาขาดแคลนน้ำเพื่อการบริโภคของเมืองหลวงอินโดนีเซียแห่งนี้ก็เลวร้ายลงอีกจากผลโดยตรงของน้ำมือมนุษย์

มีข้อมูลบ่งชี้ว่าไม่ถึงครึ่งของชาวกรุงจาการ์ตาราว 10 ล้านคน มีน้ำประปาใช้ ส่งผลให้มีการลักลอบขุดบ่อน้ำบาดาลอย่างแพร่หลาย จนทำให้เกิดปัญหาชั้นหินอุ้มน้ำยุบตัวจากการสูบน้ำบาดาลไปใช้มากเกินไป

แม้จะมีฝนตกลงมาในปริมาณมาก แต่น้ำก็ไม่สามารถซึมลงไปเติมเต็มชั้นหินดังกล่าวได้เพราะพื้นที่ส่วนใหญ่ของจาการ์ตาปกคลุมไปด้วยถนนคอนกรีตและยางมะตอย ธนาคารโลกประเมินว่า ปัจจัยนี้ทำให้พื้นที่ราว 40% ของกรุงจาการ์ตาอยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล

6. มอสโก

แม้รัสเซียจะมีทรัพยากรน้ำจืดคิดเป็น 1 ใน 4 ของปริมาณน้ำจืดในโลก แต่ปัญหามลพิษจากอุตสาหกรรมในยุคโซเวียตก็ทำให้เกิดปัญหาขาดแคลนน้ำที่ใช้ในการบริโภค โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรุงมอสโก ซึ่ง 70% ของน้ำดื่มน้ำใช้มาจากแหล่งน้ำผิวดิน

หน่วยงานรัฐหลายองค์กรของรัสเซียยอมรับว่า 35-60% ของแหล่งน้ำสำรองเพื่อการบริโภคในประเทศมีคุณภาพต่ำกว่าระดับมาตรฐานด้านสุขอนามัย

Dry lake

ที่มาของภาพ, AFP

คำบรรยายภาพ, รัฐบาลตุรกี ระบุว่า ประเทศกำลังอยู่ในภาวะ "ความบีบคั้นทางทรัพยากรน้ำ"

7. อิสตันบูล

ข้อมูลของรัฐบาลตุรกี ระบุว่า ในทางหลักการ ประเทศกำลังอยู่ในภาวะ "ความบีบคั้นทางทรัพยากรน้ำ"เพราะในปี 2016 ประชากรได้รับน้ำจืดไม่ถึง 1,700 ลูกบาศก์เมตรต่อคน

ผู้เชี่ยวชาญท้องถิ่นได้เตือนว่า สถานการณ์นี้อาจเลวร้ายลงกลายเป็นภาวะ "ขาดแคลนน้ำ" ได้ภายในปี 2030 โดยในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เมืองที่มีประชากรหนาแน่นอย่างนครอิสตันบูล เริ่มประสบปัญหาขาดแคลนน้ำช่วงหน้าแล้ง ขณะที่ระดับน้ำสำรองลดลงเหลือไม่ถึง 30% ของปริมาณที่ควรเป็นในช่วงต้นปี 2014

8. เม็กซิโกซิตี

ภาวะขาดแคลนน้ำไม่ใช่ปัญหาใหม่ของคนในเมืองหลวงเม็กซิโกราว 21 ล้านคน เพราะ 1 ใน 5 ของประชากรมีน้ำประปาใช้เพียงไม่กี่ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ส่วนอีก 20% มีน้ำประปาใช้เพียงบางช่วงของวัน

ด้วยเหตุนี้ทำให้กรุงเม็กซิโกซิตีต้องนำน้ำจากแหล่งอื่นที่อยู่ห่างไกลมาใช้ คิดเป็นสัดส่วน 40% ของน้ำทั้งหมดในเมือง แต่ขณะเดียวกันกลับไม่มีการนำน้ำกลับมาใช้ซ้ำเป็นระบบใหญ่ อีกทั้งยังมีปัญหาสูญเสียน้ำไปในเครือข่ายส่งน้ำประปาที่ไม่มีประสิทธิภาพอีกราว 40% ด้วย

Burst pipe in central London

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, อัตราน้ำที่สูญเสียไปโดยเปล่าประโยชน์ของกรุงลอนดอนอยู่ที่ 25%

9. ลอนดอน

หลายคนอาจไม่คิดว่า กรุงลอนดอนจะเป็นหนึ่งในเมืองที่เสี่ยงภัยน้ำขาดแคลน ทว่าในความเป็นจริงแล้ว ปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมาตลอดทั้งปีของเมืองหลวงแห่งนี้กลับอยู่ที่ 600 มิลลิเมตร (ต่ำกว่าระดับเฉลี่ยของกรุงปารีส และอยู่ระดับครึ่งหนึ่งของนครนิวยอร์ก) ราว 80% ของน้ำอุปโภคบริโภคมาจากแม่น้ำ คือ แม่น้ำเทมส์ และแม่น้ำลี

ทางการกรุงลอนดอนเปิดเผยข้อมูลที่ระบุว่า เมืองหลวงแห่งนี้กำลังใช้ทรัพยากรน้ำใกล้ถึงขีดสูงสุด และมีแนวโน้มจะประสบปัญหาขาดแคลนน้ำภายในปี 2025 ปัญหาดังกล่าวจะแตะระดับรุนแรงภายในปี 2024 ทำให้คาดว่า การออกกฎห้ามใช้สายยางรดน้ำต้นไม้ หรือล้างรถ อาจเป็นเรื่องปกติในอนาคต

10. โตเกียว

แม้กรุงโตเกียวจะมีปริมาณน้ำฝนมาก แต่เป็นฝนที่ตกลงมาในช่วงเวลาเพียง 4 เดือนต่อปีเท่านั้น ทำให้ต้องมีการกักเก็บน้ำฝนไว้ใช้ เพราะหากปีใดฤดูฝนมีปริมาณน้ำฝนน้อยกว่าปกติ ก็อาจทำให้เกิดปัญหาแห้งแล้งได้

กรุงโตเกียวซึ่งมีประชากรกว่า 30 ล้านคน มีระบบน้ำประปาที่พึ่งพิงแหล่งน้ำผิวดินถึง 70%

Miami's sea font

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, เมืองไมอามีกำลังเผชิญปัญหาน้ำเค็มยังรุกล้ำแหล่งน้ำจืดหลักของเมือง

11. ไมอามี

รัฐฟลอริดา เป็น 1 ใน 5 รัฐของสหรัฐฯ ที่ประสบปัญหาฝนตกหนักเป็นประจำทุกปี อย่างไรก็ตาม เมืองไมอามีกลับเผชิญวิกฤตในการกรองน้ำดื่มที่ปนเปื้อนน้ำเค็มจากมหาสมุทรแอตแลนติก

ปัญหาดังกล่าวเป็นผลพวงจากโครงการระบายน้ำออกจากหนองน้ำข้างเคียงในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ส่งผลให้น้ำเค็มจากมหาสมุทรแทรกซึมเข้าสู่ชั้นหินอุ้มน้ำบิสเคน ซึ่งเป็นแหล่งน้ำจืดหลักของเมือง

แม้จะพบปัญหานี้มาตั้งแต่ช่วงทศวรรษที่ 1930 แต่น้ำเค็มยังรุกล้ำเข้ามาอย่างต่อเนื่องเพราะเมืองไมอามีประสบปัญหาน้ำทะเลเพิ่มระดับขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้น้ำเค็มไหลผ่านที่กั้นใต้ดินที่ติดตั้งไว้ในช่วงไม่กี่สิบปีที่ผ่านมา ปัจจุบันนอกจากไมอามี ก็ยังมีเมืองข้างเคียงอีกหลายแห่งที่ประสบปัญหาเดียวกัน