องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน ชี้ บังคับ “หน่วยงานรัฐ” เปิดเผยค่าใช้จ่ายให้สื่อ จะช่วยเพิ่มความโปร่งใสได้เป็นอย่างมาก

วันที่ 23 ม.ค. เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ ประกาศคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน เรื่อง การเปิดเผยการใช้จ่ายเงินหรือทรัพย์สินของหน่วยงานของรัฐให้สื่อมวลชน เพื่อประโยชน์ในการโฆษณาหรือประชาสัมพันธ์ พ.ศ. 2562 โดยจะบังคับใช้เมื่อพ้นกำหนด 90 วันนับตั้งแต่วันประกาศในประราชกิจจานุเบกษา

ประกาศฉบับนี้ระบุว่า คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินอาศัยอำนาจตามความในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 (มาตรา 35 วรรคห้า ประกอบพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ. 2561 มาตรา 27 (6) และมาตรา 5 วรรคสอง) บังคับให้ "หน่วยงานของรัฐ ที่ใช้จ่ายเงินหรือทรัพย์สินให้สื่อมวลชนไม่ว่าเพื่อประโยชน์ในการโฆษณาหรือประชาสัมพันธ์หรือ เพื่อการอื่นใดในทำนองเดียวกันต้องเปิดเผยรายละเอียดให้คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินทราบ ตามระยะเวลาที่กำหนดและประกาศให้ประชาชนทราบ"

ดร.มานะ นิมิตรมงคล เลขาธิการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) บอกกับบีบีซีไทยว่า มาตรการนี้จะช่วยเพิ่มความโปร่งใสในหน่วยงานราชการของไทยได้เป็นอย่างมาก

เขาบอกว่านี่เป็นข้อเสนอของภาคประชาชนที่มีมาหลายปีแล้ว โดยที่ประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) สมัยรัฐบาล คสช. ก็ได้หยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาแล้ว

ดร.มานะ กล่าวถึงงานศึกษาโดยสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ปี 2557 ที่ระบุว่า ในปี 2556 หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจและองค์กรอิสระ มีการใช้เงินในการซื้อสื่อโฆษณาทั้งสิ้น 7,985 ล้านบาท

"ปัญหาที่เจอคือ [งบประมาณ]มักถูกใช้ไปเพื่อประชาสัมพันธ์นักการเมืองหรือข้าราชการผู้ใหญ่ แทนที่จะเอาเงินเหล่านี้ไปโฆษณาภารกิจของรัฐหรือเรื่องที่รัฐกำลังต้องการให้ประชาชนรับรู้เพื่อเกิดประโยชน์" ดร.มานะ กล่าว พร้อมกับยกตัวอย่างนักการเมืองหรือข้าราชการผู้ใหญ่ที่ชอบขึ้นป้ายรูปตัวเองตามท้องถนนเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง

เมื่อวันที่ 23 ม.ค. องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International - TI) เพิ่งเผยแพร่ดัชนีภาพลักษณ์การคอร์รัปชันในภาครัฐทั่วโลก (Corruption Perception Index - CPI) ประจำปี 2019/2562 โดยอันดับความโปร่งใสไทยปี 2562 ลดลงทั้งในระดับอาเซียนและโลก โดยได้ 36 คะแนน จากคะแนนเต็ม 100 คะแนน ซึ่งไม่เปลี่ยนแปลงจากปี 2561 แต่ในส่วนของเป็นอันดับที่ปรับตัวลดลงเป็นลำดับที่ 101 จากอันดับ 99 เมื่อปีที่แล้ว

ดร.มานะ บอกว่าก่อนหน้านี้ หน่วยงานรัฐไม่ต้องเปิดเผยเผยค่าใช้จ่ายให้สื่อเลย โดยหน่วยงานต่าง ๆ มีทั้งงบประชาสัมพันธ์และงบโครงการ และบางกรณีก็มีการแปลงเอาเงินโครงการไปใช้ในการโฆษณาประชาสัมพันธ์และจัดงานแสดง หรืองานเลี้ยงรับรอง ด้วย

เลขาธิการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน บอกว่า ก่อนหน้านี้ ทางเดียวที่ประชาชนจะสามารถเข้าถึงข้อมูลเหล่านี้ได้ก็คือผ่านพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ แต่ก็ต้องผ่านขั้นตอนยุ่งยากมาก

"พอไปยื่นเรื่อง ส่วนใหญ่เขาก็จะปฏิเสธก่อน ต้องไปยื่นเรื่องคณะกรรรมการข้อมูลข่าวสาร มีการตีความ มีการวินิจฉัย อาจจะต้องใช้เวลาไปอีก 3 เดือน ถึง 8 เดือน" ดร.มานะ กล่าว

ประเด็นสำคัญ ๆ อื่น ๆ ในประกาศฉบับนี้ได้แก่ ให้หน่วยงานรัฐเปิดเผยรายละเอียดการใช้เงินหรือทรัพย์สินให้สื่อมวลชนต่อคณะกรรมการทราบภายใน 30 วันนับตั้งแต่มีการใช้เงินหรือทรัพย์สินให้สื่อมวลชน โดยให้เปิดเผยข้อมูลดังกล่าวผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์

ต่างมาตรฐาน ?

อย่างไรก็ดี ดร.ฐิติพล ภักดีวานิช คณบดี คณะรัฐศาสตร์มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี คิดว่าประกาศคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินฉบับดังกล่าวไม่น่าจะช่วยเรื่องความโปร่งใสได้มากเนื่องจากปัจจุบันยังมีอีกหลายหน่วยงานที่ไม่ถูกตรวจสอบอย่างจริงจัง เช่น กองทัพ

"นอกจากนี้ยังมีเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนของข้าราชการระดับสูงที่ก็ยังมีความคลุมเครือในการตีความ ประเทศไทยมีปัญหากับการบังคับใช้กฎหมาย" ดร.ฐิติพล กล่าว

หลังจากเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศฉบับนี้ สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล นักวิชาการ ผู้ลี้ภัย และผู้วิพากษ์วิจารณ์สถาบันพระมหากษัตริย์ชื่อดังตั้งคำถามว่า ควรบังคับใช้กฎนี้กับหน่วยงานอย่าง คณะองคมนตรี หรือสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ด้วยหรือไม่

เขาโพสต์ข้อความทางทวิตเตอร์และเฟซบุ๊กวันที่ 24 ม.ค. ว่า "ประกาศให้ "หน่วยงานรัฐ" ออกประกาศเปิดเผยทรัพย์สินแก่สื่อมวลชน ในการนี้ไม่รวม "หน่วยราชการในพระองค์" (ทหารรักษาพระองค์, องคมนตรี, ทรัพย์สินส่วนกษัตริย์ ฯลฯ)" พร้อมกับตั้งข้อสังเกตว่า ประชาชนต้องตั้งคำถามว่าเงินที่หน่วยงานเหล่านี้ใช้ไม่ใช่ของรัฐหรือ

ประกาศฉบับนี้ให้นิยามคำว่า "หน่วยงานรัฐ" ว่า

1. ส่วนราชการ

2. รัฐวิสาหกิจ

3. หน่วยงานของรัฐสภา ศาลยุติธรรม ศาลปกครอง ศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ ตามรัฐธรรมนูญ และองค์กรอัยการ

4. องค์การมหาชน

5. ทุนหมุนเวียนที่มีฐานะเป็นนิติบุคคล

6. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

7. หน่วยงานอื่นของรัฐตามที่กฎหมายกำหนด

ในประเด็นเรื่องนิยามของคำว่า "หน่วยงานรัฐ" นี้ มาตราที่ 7 ของพระราชบัญญัติจัดระเบียบทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ พ.ศ. 2561 ระบุว่า "ให้มีสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์มีฐานะเป็นนิติบุคคลเป็นหน่วยงานในพระมหากษัตริย์"

สำหรับคณะองคมนตรีนั้น รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ระบุไว้เพียงว่า เป็นคณะบุคคลที่พระมหากษัตริย์ทรงเลือกและทรงแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิเป็นประธานองคมนตรีคนหนึ่ง และองคมนตรีอื่นอีกไม่เกิน 18 คน มีหน้าที่ถวายความเห็นต่อพระมหากษัตริย์ในพระราชกรณียกิจทั้งปวงที่พระมหากษัตริย์ทรงปรึกษา

เมื่อถามถึงเรื่องนิยามว่าควรจัดให้ คณะองคมนตรี และ สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ เป็น "หน่วยงานรัฐ" และต้องทำตามข้อบังคับของประกาศฉบับนี้ด้วยหรือไม่ ดร.มานะ บอกว่าไม่ขอออกความคิดเห็นในเรื่องนี้

ในบทความวิชาการชื่อ "สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์" ของสมศักดิ์ ซึ่งตีพิมพ์อยู่ในหนังสือ "พระพรหมช่วยอำนวยให้ชื่นฉ่ำ" ของสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน อดีตอาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้นี้ได้เล่าว่า ที่ผ่านมาคณะกรรมการกฤษฎีกาได้รับการขอหารือถึง "สถานะ" ของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ 5 ครั้งด้วยกัน โดย 4 ครั้งแรก คณะกรรมการวินิจฉัยว่า สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ไม่ได้เป็นหน่วยงานรัฐ

อย่างไรก็ดีในครั้งที่ 5 ในปี 2543 สมศักดิ์อ้างบันทึกการประชุมคณะกรรมการกฤษฎีกาซึ่ง มีชัย ฤชุพันธ์ ในฐานะประธาน สรุปในตอนท้ายว่า "หากตีความว่าสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์มีสถานะเป็นเอกชนน่าจะไม่ถูกต้อง… พระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นประมุขของรัฐ ก็ถือว่าเป็นรัฐด้วย ในกรณีของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ อยู่ในการกำกับดูแลของพระมหากษัตริย์ตามพระราชอัธยาศัยจึงถือได้ว่าอยู่ในการกำกับดูแลของรัฐด้วย"