องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน ชี้ บังคับ “หน่วยงานรัฐ” เปิดเผยค่าใช้จ่ายให้สื่อ จะช่วยเพิ่มความโปร่งใสได้เป็นอย่างมาก

ที่มาของภาพ, Paula Bronstein
วันที่ 23 ม.ค. เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ ประกาศคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน เรื่อง การเปิดเผยการใช้จ่ายเงินหรือทรัพย์สินของหน่วยงานของรัฐให้สื่อมวลชน เพื่อประโยชน์ในการโฆษณาหรือประชาสัมพันธ์ พ.ศ. 2562 โดยจะบังคับใช้เมื่อพ้นกำหนด 90 วันนับตั้งแต่วันประกาศในประราชกิจจานุเบกษา
ประกาศฉบับนี้ระบุว่า คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินอาศัยอำนาจตามความในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 (มาตรา 35 วรรคห้า ประกอบพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ. 2561 มาตรา 27 (6) และมาตรา 5 วรรคสอง) บังคับให้ "หน่วยงานของรัฐ ที่ใช้จ่ายเงินหรือทรัพย์สินให้สื่อมวลชนไม่ว่าเพื่อประโยชน์ในการโฆษณาหรือประชาสัมพันธ์หรือ เพื่อการอื่นใดในทำนองเดียวกันต้องเปิดเผยรายละเอียดให้คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินทราบ ตามระยะเวลาที่กำหนดและประกาศให้ประชาชนทราบ"
- คอร์รัปชัน : อันดับความโปร่งใสไทยปี 2562 ร่วงทั้งระดับโลกและอาเซียน
- อันดับความโปร่งใสไทยปี 2561 ตกจาก 96 เป็น 99
- องค์กรเพื่อความโปร่งใสฯ: ปัญหาคอร์รัปชั่นไม่ดีขึ้น คสช. ไม่ทำตามที่ว่าไว้
- วิเคราะห์: 2 ปี 9 เดือนผ่าน ทำไมรัฐบาลยังสอบไม่ผ่านปราบโกง
- ใครโกง โทรหา คสช. รวมดาวนักร้อง (เรียน) เอาไหมกับเบอร์นี้
ดร.มานะ นิมิตรมงคล เลขาธิการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) บอกกับบีบีซีไทยว่า มาตรการนี้จะช่วยเพิ่มความโปร่งใสในหน่วยงานราชการของไทยได้เป็นอย่างมาก
เขาบอกว่านี่เป็นข้อเสนอของภาคประชาชนที่มีมาหลายปีแล้ว โดยที่ประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) สมัยรัฐบาล คสช. ก็ได้หยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาแล้ว
ดร.มานะ กล่าวถึงงานศึกษาโดยสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ปี 2557 ที่ระบุว่า ในปี 2556 หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจและองค์กรอิสระ มีการใช้เงินในการซื้อสื่อโฆษณาทั้งสิ้น 7,985 ล้านบาท
"ปัญหาที่เจอคือ [งบประมาณ]มักถูกใช้ไปเพื่อประชาสัมพันธ์นักการเมืองหรือข้าราชการผู้ใหญ่ แทนที่จะเอาเงินเหล่านี้ไปโฆษณาภารกิจของรัฐหรือเรื่องที่รัฐกำลังต้องการให้ประชาชนรับรู้เพื่อเกิดประโยชน์" ดร.มานะ กล่าว พร้อมกับยกตัวอย่างนักการเมืองหรือข้าราชการผู้ใหญ่ที่ชอบขึ้นป้ายรูปตัวเองตามท้องถนนเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง
เมื่อวันที่ 23 ม.ค. องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International - TI) เพิ่งเผยแพร่ดัชนีภาพลักษณ์การคอร์รัปชันในภาครัฐทั่วโลก (Corruption Perception Index - CPI) ประจำปี 2019/2562 โดยอันดับความโปร่งใสไทยปี 2562 ลดลงทั้งในระดับอาเซียนและโลก โดยได้ 36 คะแนน จากคะแนนเต็ม 100 คะแนน ซึ่งไม่เปลี่ยนแปลงจากปี 2561 แต่ในส่วนของเป็นอันดับที่ปรับตัวลดลงเป็นลำดับที่ 101 จากอันดับ 99 เมื่อปีที่แล้ว
ดร.มานะ บอกว่าก่อนหน้านี้ หน่วยงานรัฐไม่ต้องเปิดเผยเผยค่าใช้จ่ายให้สื่อเลย โดยหน่วยงานต่าง ๆ มีทั้งงบประชาสัมพันธ์และงบโครงการ และบางกรณีก็มีการแปลงเอาเงินโครงการไปใช้ในการโฆษณาประชาสัมพันธ์และจัดงานแสดง หรืองานเลี้ยงรับรอง ด้วย
เลขาธิการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน บอกว่า ก่อนหน้านี้ ทางเดียวที่ประชาชนจะสามารถเข้าถึงข้อมูลเหล่านี้ได้ก็คือผ่านพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ แต่ก็ต้องผ่านขั้นตอนยุ่งยากมาก
"พอไปยื่นเรื่อง ส่วนใหญ่เขาก็จะปฏิเสธก่อน ต้องไปยื่นเรื่องคณะกรรรมการข้อมูลข่าวสาร มีการตีความ มีการวินิจฉัย อาจจะต้องใช้เวลาไปอีก 3 เดือน ถึง 8 เดือน" ดร.มานะ กล่าว
ประเด็นสำคัญ ๆ อื่น ๆ ในประกาศฉบับนี้ได้แก่ ให้หน่วยงานรัฐเปิดเผยรายละเอียดการใช้เงินหรือทรัพย์สินให้สื่อมวลชนต่อคณะกรรมการทราบภายใน 30 วันนับตั้งแต่มีการใช้เงินหรือทรัพย์สินให้สื่อมวลชน โดยให้เปิดเผยข้อมูลดังกล่าวผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์

ที่มาของภาพ, สำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี
ต่างมาตรฐาน ?
อย่างไรก็ดี ดร.ฐิติพล ภักดีวานิช คณบดี คณะรัฐศาสตร์มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี คิดว่าประกาศคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินฉบับดังกล่าวไม่น่าจะช่วยเรื่องความโปร่งใสได้มากเนื่องจากปัจจุบันยังมีอีกหลายหน่วยงานที่ไม่ถูกตรวจสอบอย่างจริงจัง เช่น กองทัพ
"นอกจากนี้ยังมีเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนของข้าราชการระดับสูงที่ก็ยังมีความคลุมเครือในการตีความ ประเทศไทยมีปัญหากับการบังคับใช้กฎหมาย" ดร.ฐิติพล กล่าว
หลังจากเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศฉบับนี้ สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล นักวิชาการ ผู้ลี้ภัย และผู้วิพากษ์วิจารณ์สถาบันพระมหากษัตริย์ชื่อดังตั้งคำถามว่า ควรบังคับใช้กฎนี้กับหน่วยงานอย่าง คณะองคมนตรี หรือสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ด้วยหรือไม่
เขาโพสต์ข้อความทางทวิตเตอร์และเฟซบุ๊กวันที่ 24 ม.ค. ว่า "ประกาศให้ "หน่วยงานรัฐ" ออกประกาศเปิดเผยทรัพย์สินแก่สื่อมวลชน ในการนี้ไม่รวม "หน่วยราชการในพระองค์" (ทหารรักษาพระองค์, องคมนตรี, ทรัพย์สินส่วนกษัตริย์ ฯลฯ)" พร้อมกับตั้งข้อสังเกตว่า ประชาชนต้องตั้งคำถามว่าเงินที่หน่วยงานเหล่านี้ใช้ไม่ใช่ของรัฐหรือ
ประกาศฉบับนี้ให้นิยามคำว่า "หน่วยงานรัฐ" ว่า
1. ส่วนราชการ
2. รัฐวิสาหกิจ
3. หน่วยงานของรัฐสภา ศาลยุติธรรม ศาลปกครอง ศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ ตามรัฐธรรมนูญ และองค์กรอัยการ
4. องค์การมหาชน
5. ทุนหมุนเวียนที่มีฐานะเป็นนิติบุคคล
6. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
7. หน่วยงานอื่นของรัฐตามที่กฎหมายกำหนด

ที่มาของภาพ, Getty Images
ในประเด็นเรื่องนิยามของคำว่า "หน่วยงานรัฐ" นี้ มาตราที่ 7 ของพระราชบัญญัติจัดระเบียบทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ พ.ศ. 2561 ระบุว่า "ให้มีสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์มีฐานะเป็นนิติบุคคลเป็นหน่วยงานในพระมหากษัตริย์"
สำหรับคณะองคมนตรีนั้น รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ระบุไว้เพียงว่า เป็นคณะบุคคลที่พระมหากษัตริย์ทรงเลือกและทรงแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิเป็นประธานองคมนตรีคนหนึ่ง และองคมนตรีอื่นอีกไม่เกิน 18 คน มีหน้าที่ถวายความเห็นต่อพระมหากษัตริย์ในพระราชกรณียกิจทั้งปวงที่พระมหากษัตริย์ทรงปรึกษา
เมื่อถามถึงเรื่องนิยามว่าควรจัดให้ คณะองคมนตรี และ สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ เป็น "หน่วยงานรัฐ" และต้องทำตามข้อบังคับของประกาศฉบับนี้ด้วยหรือไม่ ดร.มานะ บอกว่าไม่ขอออกความคิดเห็นในเรื่องนี้
ในบทความวิชาการชื่อ "สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์" ของสมศักดิ์ ซึ่งตีพิมพ์อยู่ในหนังสือ "พระพรหมช่วยอำนวยให้ชื่นฉ่ำ" ของสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน อดีตอาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้นี้ได้เล่าว่า ที่ผ่านมาคณะกรรมการกฤษฎีกาได้รับการขอหารือถึง "สถานะ" ของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ 5 ครั้งด้วยกัน โดย 4 ครั้งแรก คณะกรรมการวินิจฉัยว่า สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ไม่ได้เป็นหน่วยงานรัฐ
บทความนี้ประกอบด้วยเนื้อหาจาก X เราขอความยินยอมจากคุณก่อนใช้คุกกี้ หรือเทคโนโลยีอื่น ๆ บันทึกอะไรลงไป คุณอาจต้องอ่านนโยบายคุกกี้ของ X และนโยบายความเป็นส่วนตัวของ X ก่อนให้ความยินยอม หากต้องการอ่านเนื้อหานี้ โปรดเลือก "ยินยอมและไปต่อ"
สิ้นสุด X โพสต์
อย่างไรก็ดีในครั้งที่ 5 ในปี 2543 สมศักดิ์อ้างบันทึกการประชุมคณะกรรมการกฤษฎีกาซึ่ง มีชัย ฤชุพันธ์ ในฐานะประธาน สรุปในตอนท้ายว่า "หากตีความว่าสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์มีสถานะเป็นเอกชนน่าจะไม่ถูกต้อง… พระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นประมุขของรัฐ ก็ถือว่าเป็นรัฐด้วย ในกรณีของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ อยู่ในการกำกับดูแลของพระมหากษัตริย์ตามพระราชอัธยาศัยจึงถือได้ว่าอยู่ในการกำกับดูแลของรัฐด้วย"









