You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
มกุฎราชกุมารซาอุฯ ทรงเตือน ราคาน้ำมันโลกจะพุ่งทะยานหากโลกไม่หยุดยั้งอิหร่าน
เจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน มกุฎราชกุมารแห่งซาอุดีอาระเบีย ทรงเตือน ราคาน้ำมันโลกจะพุ่งทะยานหากโลกไม่หยุดยั้งอิหร่าน
เจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน ทรงกล่าวหาอิหร่านว่าอยู่เบื้องหลังเหตุฝูงโดรนโจมตีแหล่งผลิตน้ำมัน 2 แห่งของซาอุดีอาระเบียเมื่อกลางเดือน ก.ย. ส่วนทางอิหร่านบอกว่าการแสดงความคิดเห็นดังกล่าวของเจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน จะ "ไม่ได้ให้อะไรชาวซาอุดิอาระเบียเลยนอกจากความอับอาย"
หลังเกิดเหตุโจมตี โฆษกกลุ่มกบฏฮูธีในเยเมน ซึ่งอิหร่านหนุนหลัง ออกมาประกาศว่าเป็นผู้ส่งโดรนทั้ง 10 ลำไปก่อเหตุโจมตีครั้งนี้ ส่วนอิหร่านปฏิเสธว่าไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง
พระองค์ทรงเตือนว่า ราคาน้ำมันอาจพุ่งสูงขึ้นหากโลกไม่หยุดยั้งอิหร่าน พระองค์ทรงระบุว่า ในโลกนี้ ตะวันออกกลางเป็นที่มาของแหล่งพลังงาน 30 เปอร์เซ็นต์ เป็นเส้นทางการค้าโลก 20 เปอร์เซ็นต์ และตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมคิดเป็น 4 เปอร์เซ็นต์ของโลก
"ลองจินตนาการดูว่าถ้าสามสิ่งนี้ยุติลง นี่หมายถึงการพังทลายของเศรษฐกิจโลกโดยสิ้นเชิง ไม่ใช่แค่สำหรับซาอุดิอาระเบียและตะวันออกกลางเท่านั้น"
พระองค์ทรงโทษ "ความโง่เขลา" ของอิหร่านในการโจมตีนี้ และบอกว่ามันไม่มีเป้าหมายในเชิงยุทธศาสตร์เลย
เยเมน
เจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน ทรงเรียกร้องให้อิหร่านหยุดให้การสนับสนุนกลุ่มกบฏฮูธีในเยเมน โดยบอกว่า นี่จะทำให้สงครามในเยเมนสิ้นสุดลงได้ง่ายขึ้นมาก
"วันนี้ เราเปิดรับข้อเสนอทุกอย่างเพื่อที่จะหาทางออกเรื่องการเมืองในเยเมน และเราหวังว่ามันเกิดขึ้นวันนี้แทนที่จะเป็นพรุ่งนี้"
สงครามกลางเมืองในเยเมนทำให้เกิดวิกฤติมนุษยธรรมร้ายแรงที่สุดในโลก โดย 80 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนประชากรในประเทศทั้งหมดต้องการการปกป้องและความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม สหประชาชาติคาดการณ์ว่า ตั้งแต่ปี 2016 เป็นต้นมา มีผู้เสียชีวิตไปแล้วมากกว่า 7 หมื่นคน
ขอรับผิดชอบกรณี คาชูจกิ
เจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน มกุฎราชกุมารแห่งซาอุดีอาระเบียทรงปฏิเสธไม่ได้ออกคำสั่งให้สังหาร นายจามาล คาชูจกิ นักข่าวผู้วิจารณ์รัฐบาลซาอุดีอาระเบีย แต่ก็ขอรับผิดชอบเรื่องที่เกิดขึ้นในฐานะผู้นำประเทศ
เจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน ทรงตกเป็นผู้ต้องสงสัยว่าเป็นผู้ออกคำสั่งให้สังหารนายคาชูจกิ เมื่อวันที่ 2 ต.ค. ปีที่แล้วในสถานกงสุลซาอุดิอาระเบียในตุรกี พระองค์ทรงให้สัมภาษณ์กับช่อง CBS News ของสหรัฐฯ ว่า พระองค์ไม่ได้อยู่เบื้องหลัง "อาชญากรรมอันเลวร้าย" นี้ แต่ "ขอรับผิดชอบไว้ทั้งหมดในฐานะผู้นำของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อการสังหารนี้ทำโดยบุคคลที่ทำงานให้กับรัฐบาลซาอุดิอาระเบีย"
พระองค์ทรงปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นผู้ออกคำสั่งและก็ไม่รู้เรื่องตอนที่เหตุเกิดขึ้น ก่อนหน้านี้ทางการซาอุฯ ได้ออกมากล่าวโทษว่าการสังหารนี้เป็น "ปฏิบัติการเถื่อน" และมีเจ้าหน้าที่ซาอุฯ 11 คนถูกพิจารณาคดี
อย่างไรก็ดี เจ้าหน้าที่สำนักข่าวกรองกลางของสหรัฐฯ หรือซีไอเอ ซึ่งได้รับเชิญจากทางการตุรกีให้เข้าฟังเทปที่ดักฟังขณะเกิดเหตุในสถานกงสุล ระบุว่า ข้อสรุปที่ได้คือ "เป็นเรื่องแน่นอนระดับกลางถึงสูง" ว่าเจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน ทรงอยู่เบื้องหลังการสังหารนี้
รายการพาโนรามาของบีบีซี ได้สัมภาษณ์พิเศษ นางแอกเนส คาลามาร์ ผู้รายงานพิเศษเรื่องการสังหารนอกกระบวนการยุติธรรมของสหประชาชาติ และบารอนเนส เฮเลนา เคนเนดี้ ทนายความ ซึ่งเป็นคนเพียงไม่กี่คนที่ได้ฟังเทปดักฟังดังกล่าว
เคนเนดี้ซึ่งได้ฟังเสียงชั่วขณะสุดท้ายก่อนนายคาชูจกิถูกสังหารเล่าว่า "ความสะพรึงกลัวของการได้ยินเสียงคน ๆ หนึ่ง ความหวาดกลัวในเสียงคน ๆ นั้น คุณได้ฟังสด ๆ สิ่งเหล่านี้ทำให้คุณสั่นไปทั้งตัว"
"คุณได้ยินเสียงพวกเขาหัวเราะ เป็นภารกิจที่เลือดเย็นมาก พวกเขารออยู่ที่นั้น รู้ว่าผู้ชายคนนี้จะเดินทางเข้ามา และเขาจะถูกสังหารและหั่นเป็นชิ้น ๆ"
รายงานของคาลามาร์ที่เขียนให้กับคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติได้ข้อสรุปอย่างแน่ชัดว่า "ภายใต้กฎหมายนานาชาติ ไม่มีข้อบ่งชี้ว่าอาชญากรรมนี้สามารถถูกจัดประเภทให้เป็นอย่างอื่นไปนอกเสียจากการสังหารโดยรัฐ"
เมทิน แอร์ซุส อดีตเจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรองตุรกีและผู้เชี่ยวชาญด้านซาอุดิอาระเบีย บอกว่า ปฏิบัติการในลักษณะนี้จะต้องได้รับการอนุมัติไม่จากกษัตริย์หรือไม่ก็มกุฎราชกุมารแห่งซาอุดีอาระเบีย