You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
หนุ่มจีนไม่ดื่มเหล้าแต่เมาและป่วยโรคตับ เพราะมี "โรงบ่ม" ผลิตแอลกอฮอล์ในลำไส้
ชายชาวจีนวัย 27 ปีผู้หนึ่งที่ป่วยด้วยโรคประหลาด โดยมีอาการมึนเมาอยู่เสมอทั้งที่ไม่ได้ดื่มสุรา ได้ทำให้นักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่า แบคทีเรียในลำไส้บางชนิดสามารถผลิตแอลกอฮอล์ออกมาในปริมาณมาก จนทำให้บางคนต้องเมามายโดยไม่ได้ตั้งใจ และยังต้องล้มป่วยเป็นโรคไขมันพอกตับแบบที่ไม่ได้เกิดจากพิษสุรา (NAFLD) อีกด้วย
ภาวะที่บางคนมีอาการมึนเมาและป่วยเป็นโรคตับเหมือนคนติดสุรา ทั้งที่ชีวิตจริงไม่เคยได้ดื่มสักหยดเลยนั้น เคยมีการค้นพบครั้งแรกช่วงทศวรรษ 1940 โดยเรียกว่า "กลุ่มอาการร่างกายบ่มสุราได้เอง" (Auto-brewery Syndrome - ABS) ถือเป็นโรคที่พบได้ยากและเกิดจากการติดเชื้อยีสต์ในลำไส้ ซึ่งยีสต์จะเปลี่ยนอาหารจำพวกแป้งและน้ำตาลที่กินเข้าไปให้กลายเป็นเอทานอล (Ethanol) หรือแอลกอฮอล์ชนิดดื่มได้ปริมาณมากออกสู่กระแสเลือด
แต่สำหรับกรณีที่มีการรายงานในวารสาร Cell Metabolism นี้ ทีมนักวิจัยจากสถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์จีน (CAS) พบว่าหนุ่มคนดังกล่าวไม่ได้ติดเชื้อยีสต์เหมือนกับผู้ป่วยกลุ่มอาการ ABS โดยทั่วไป แต่ในลำไส้ของเขากลับมีเชื้อแบคทีเรีย K. pneumoniae ซึ่งเป็นเชื้อที่อาศัยในลำไส้มนุษย์โดยไม่ก่อให้เกิดอันตรายอยู่มากผิดปกติ
มีการนำตัวอย่างอุจจาระของชายผู้นี้มาเปรียบเทียบกับของคนปกติที่มีสุขภาพแข็งแรง 48 คน และเปรียบเทียบกับอุจจาระของคนที่ป่วยด้วยโรคตับ NAFLD อีก 43 คน ผลปรากฏว่าพบเชื้อ K. pneumoniae ในชายคนที่เป็นกรณีศึกษาในจำนวนสูงกว่าคนปกติถึง 19% ในขณะที่ผู้ป่วยโรคตับ NAFLD มีจำนวนแบคทีเรียดังกล่าวสูงกว่าคนทั่วไปเล็กน้อย
ในกรณีของชายหนุ่มที่ทีมวิจัยศึกษา แบคทีเรีย K. pneumoniae ที่มีอยู่มากเกินปกติ สามารถจะผลิตแอลกอฮอล์ที่มีความเข้มข้นในกระแสเลือดได้มากถึง 400 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร ซึ่งเท่ากับการดื่มเหล้าดีกรีแรงกว่าสิบช็อต และเสี่ยงที่จะทำให้เสียชีวิตอย่างฉับพลันได้ หากเขาดื่มน้ำผลไม้หรือกินอาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรตในปริมาณมากเป็นพิเศษ
นายแพทย์ จิง หยวน หนึ่งในทีมผู้วิจัยบอกว่า การที่ร่างกายสามารถบ่มสุราได้เองเช่นนี้ ทำให้ผู้ป่วยกลุ่มอาการ ABS ได้รับแอลกอฮอล์อยู่เป็นประจำ ซึ่งส่งผลทำลายสุขภาพตับเหมือนกับในกลุ่มคนที่ดื่มหนัก
"กรณีของชายคนดังกล่าว แสดงให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของแบคทีเรียในลำไส้ว่า อาจเป็นตัวการหนึ่งที่ทำให้เกิดโรคตับ NAFLD ขึ้นได้" นพ. หยวนกล่าว
ก่อนหน้านี้ วงวิชาการแพทย์ทราบเพียงว่าโรคตับชนิดดังกล่าวเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ซึ่งจะแตกต่างกันออกไปในคนไข้แต่ละราย บางครั้งแพทย์ก็ไม่สามารถระบุต้นตอของโรคในคนไข้บางรายได้