You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
ศาลยุโรป ตัดสินให้ กูเกิล ไม่ต้องบังคับใช้ “สิทธิในการถูกลืม” ทั่วโลก
ศาลยุติธรรมสหภาพยุโรป (CJEU) มีคำตัดสินว่ากูเกิลไม่จำเป็นต้องบังคับใช้ "สิทธิในการถูกลืม" (right to be forgotten) ทั่วโลก
คำตัดสินครั้งนี้ทำให้กูเกิลต้องปิดกั้นการเข้าถึงลิงก์ผลการสืบค้นข้อมูลตามที่มีผู้ร้องขอให้ลบออกไปเฉพาะในยุโรปเท่านั้น แต่ข้อมูลดังกล่าวยังสามารถเข้าถึงได้จากภูมิภาคอื่นของโลก รวมทั้งจากการใช้เครือข่ายส่วนตัวเสมือน (VPN) ซึ่งช่วยปกปิดตำแหน่งการใช้งานที่แท้จริงได้
คำตัดสินนี้มีขึ้นจากข้อพิพาทระหว่างกูเกิลกับ CNIL ซึ่งเป็นคณะกรรมาธิการด้านสารสนเทศและเสรีภาพแห่งชาติของฝรั่งเศส โดยเมื่อปี 2015 CNIL มีคำสั่งให้กูเกิลลบผลการสืบค้นข้อมูลที่สร้างความเสียหายหรือข้อมูลเท็จเกี่ยวกับบุคคลโดยให้มีผลบังคับใช้ทั่วโลก
ในปีต่อมา กูเกิล ได้ใช้ฟีเจอร์ geoblock ที่ปิดกั้นข้อมูลเฉพาะในบางภูมิภาค เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ใช้งานกูเกิลในยุโรปเห็นผลการสืบค้นดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม กูเกิล คัดค้านการปิดกั้นผลการสืบค้นของผู้ที่อยู่ในภูมิภาคอื่นของโลก และต่อสู้คดีที่ CNIL สั่งปรับกูเกิลจากกรณีดังกล่าวเป็นเงิน 1 แสนยูโร
CJEU มีคำวินิจฉัยว่า ปัจจุบันยังไม่มีกฎข้อบังคับใดภายใต้กฎหมายสหภาพยุโรปที่กำหนดให้ผู้ให้บริการสืบค้นข้อมูลที่ได้รับการร้องขอให้ลบข้อมูล ต้องลบข้อมูลดังกล่าวออกจากเครื่องมือสืบค้นทั้งหมดของบริษัท
"สิทธิในการถูกลืม" คืออะไร
สิทธินี้ยังเป็นที่รู้จักในนามของ "สิทธิในการลบ" ซึ่งให้อำนาจพลเมืองอียูสามารถร้องขอให้มีการลบข้อมูลส่วนบุคคลของตนออกไปได้
ในกรณีของการสืบค้นทางอินเทอร์เน็ตนั้น พลเมืองอียูมีสิทธิ์ร้องขอให้ลบลิงก์ที่มีข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความละเอียดอ่อน เช่น ประวัติการก่อคดีอาชญากรรม และข้อมูลเกี่ยวกับการมีความสัมพันธ์นอกสมรส ออกไปได้นับตั้งแต่ปี 2014 เป็นต้นมา
แต่ระเบียบว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (GDPR) ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อปี 2018 ได้เพิ่มกฎเกณฑ์เข้าไปอีก ส่งผลให้ประชาชนทั่วไปสามารถร้องขอเรื่องดังกล่าวต่อองค์กรต่าง ๆ ได้ทั้งในรูปของการร้องขอทางวาจา และลายลักษณ์อักษร และองค์กรดังกล่าวมีเวลา 1 เดือนในการตอบสนองข้อเรียกร้อง โดยมีกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ในการตัดสินใจว่าจะปฏิบัติตามคำร้องขอหรือไม่
อย่างไรก็ตาม กูเกิลแย้งว่า หากภาระความรับผิดชอบดังกล่าวมีผลบังคับใช้นอกยุโรป ก็อาจถูกรัฐบาลเผด็จการนำไปใช้โดยมิชอบ เพื่อปกปิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนได้
กูเกิลออกแถลงการณ์หลังศาลมีคำตัดสินว่า "นับแต่ปี 2014 เป็นต้นมา เราทำงานอย่างหนักเพื่อบังคับใช้สิทธิในการถูกลืมในยุโรป และพยายามสร้างความสมดุลระหว่างสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของประชาชนกับความเป็นส่วนตัว"
กูเกิลระบุว่า นับแต่เริ่มบังคับใช้สิทธิ์ในการถูกลืมเมื่อเดือน พ.ค.ปี 2014 เป็นต้นมา ได่รับคำร้องกว่า 845,000 คำร้องให้ลบข้อมูลส่วนบุคคลที่ละเอียดอ่อนออกจากเว็บไซต์ 3.3 ล้านเว็บ และราว 45% ของลิงก์เหล่านี้ได้ถูกลบออกไปอย่างถาวร ซึ่งรวมถึงผลการสืบค้นข้อมูลทางเว็บไซต์ในยุโรปของกูเกิล เช่น Google.fr, Google.co.uk และ Google.de รวมทั้งจำกัดผลการค้นหาใน Google.com หากตรวจพบว่าเป็นการสืบค้นจากผู้ที่อยู่ในยุโรป
คดีนี้ได้รับความสนใจจากหลายฝ่าย เพราะหากศาลมีคำตัดสินออกไปในอีกทาง ก็อาจถูกมองว่าเป็นความพยายามของยุโรปในการควบคุมบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ นอกเหนือไปจากพรมแดนอียู