อาวุธนิวเคลียร์ : โลกจะเป็นอย่างไรต่อไปเมื่อสหรัฐฯ กลับมาทดสอบขีปนาวุธพิสัยกลาง

กระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ เผยแพร่ภาพการทดสอบขีปนาวุธ

ที่มาของภาพ, AFP

คำบรรยายภาพ, กระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ เผยแพร่ภาพการทดสอบขีปนาวุธ

การกลับมาเริ่มทดสอบขีปนาวุธร่อนพิสัยกลางของสหรัฐฯ หลังจากถอนตัวออกจากสนธิสัญญาอาวุธนิวเคลียร์พิสัยกลาง (INF) เพียงไม่กี่สัปดาห์ ได้สร้างความกังวลว่าอาจนำไปสู่การแข่งขันสะสมอาวุธของชาติมหาอำนาจ

วานนี้ (20 ส.ค.) กระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ หรือเพนตากอน เปิดเผยว่า สหรัฐฯ ประสบความสำเร็จในการทดสอบขีปนาวุธที่ยิงจากฐานทดสอบบนเกาะซาน นิโคลัส นอกชายฝั่งนครลอสแอนเจลิส ซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของกองทัพเรือสหรัฐฯ เมื่อวันอาทิตย์ โดยขีปนาวุธดังกล่าวเป็นขีปนาวุธตามแบบและไม่ได้ติดตั้งอาวุธนิวเคลียร์

"ขีปนาวุธถูกยิงจากฐานยิงจรวดเคลื่อนที่ภาคพื้นดินไปยังเป้าหมายที่กำหนด ซึ่งอยู่ห่างออกไปกว่า 500 กิโลเมตร" แถลงการณ์ของกระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ ระบุ และว่าจะรวบรวมข้อมูลที่จากการทดสอบครั้งนี้ส่งให้ส่วนงานที่ทำหน้าที่พัฒนาอาวุธพิสัยกลางของกระทรวงกลาโหมต่อไป

อย่างไรก็ดี ทันทีหลังจากนั้น สำนักข่าวแทส (TASS) ของทางการรัสเซีย ได้เผยแพร่คำให้สัมภาษณ์ของนายเซอร์เก รยาบคอฟ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศรัสเซีย ที่กล่าวหาสหรัฐฯ ว่าสร้างความตึงเครียดทางการทหารอย่างโจ่งแจ้ง แต่รัสเซียจะไม่ตอบโต้ต่อการยั่วยุของสหรัฐฯ

BBC

สนธิสัญญาไอเอ็นเอฟเป็นข้อตกลงห้ามการยิงขีปนาวุธพิสัยสั้นและกลาง ระยะ 500-5,500 กิโลเมตร ทั้งอาวุธนิวเคลียร์และอาวุธที่ไม่ได้มีอานุภาพทำลายล้างสูง แต่ไม่รวมแบบที่ยิงจากทะเล สนธิสัญญาฉบับนี้ลงนามโดยอดีตผู้นำสหภาพโซเวียตและสหรัฐฯ ช่วงสงครามเย็น เมื่อปี 1987

เกิดอะไรขึ้นกับสนธิสัญญาอาวุธนิวเคลียร์พิสัยกลาง (INF)

ในอดีตรัสเซียถูกกล่าวหาว่าละเมิดข้อตกลงในสนธิสัญญาฉบับนี้ แต่เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา สหรัฐฯ และองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ หรือนาโต ระบุว่า มีหลักฐานว่ารัสเซียกำลังดำเนินการผลิตขีปนาวุธร่อน (cruise missile) รุ่น 9M729 หรือที่นาโตเรียกว่า SSC-8

แต่รัสเซียปฏิเสธข้อกล่าวหานี้ โดยประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ระบุว่า การกล่าวหารัสเซียว่ากำลังเดินหน้าอาวุธนิวเคลียร์เป็นข้ออ้างของสหรัฐฯ ที่จะถอนตัวออกจากสนธิสัญญา

เมื่อเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้กำหนดให้วันที่ 2 ส.ค. เป็นเส้นตายที่สหรัฐฯ จะถอนตัวออกจากข้อตกลงหากรัสเซียไม่ทำตามข้อตกลง ไม่นานหลังจากนั้น รัสเซียได้ถอนตัวออกจากสนธิสัญญานี้ที่อดีตผู้นำสหภาพโซเวียตได้ลงนามไว้

และเมื่อวันที่ 2 ส.ค. สหรัฐฯ ได้ถอนตัวออกจากสนธิสัญญาฉบับนี้ตามที่ขู่ไว้ โดยนายไมค์ ปอมเปโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุว่า รัสเซียต้องเป็นผู้รับผิดชอบต่อการสิ้นสุดของสนธิสัญญาแต่เพียงผู้เดียว ด้านรัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซีย กล่าวว่า การตัดสินใจของสหรัฐฯ "เป็นความผิดพลาดร้ายแรง"

การสิ้นสุดลงของสนธิสัญญาประวัติศาสตร์ที่ลงนามโดยนายมิคาอิล กอร์บาชอฟ อดีตผู้นำสหภาพโซเวียต และประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกน ของสหรัฐฯ เมื่อปี 1987 สร้างความกังวลว่าอาจนำไปสู่การแข่งขันการพัฒนาและสะสมอาวุธครั้งใหม่ระหว่างสหรัฐฯ รัสเซีย และจีน

ขีปนาวุธรัสเซีย

ที่มาของภาพ, Reuters

คำบรรยายภาพ, ขีปนาวุธร่อน (cruise missile) ตัวใหม่ รุ่น 9M729 ของรัสเซีย สร้างความกังวลแก่นาโตและพันธมิตร

นายอันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ กล่าวว่า สนธิสัญญาฉบับที่ไม่อาจประเมินค่าได้นี้ได้สูญสิ้นลงแล้ว และการถอนตัวออกจากสนธิสัญญาของทั้งสองชาติจะยิ่งเพิ่มภัยคุกคามจากขีปนาวุธ เขายังเรียกร้องให้ทุกฝ่ายมองหาข้อตกลงควบคุมอาวุธระหว่างนานาชาติฉบับใหม่

ขณะที่นายเยนส์ สโตลเตนแบร์ก เลขาธิการองค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ หรือนาโต ระบุว่า พันธมิตรในภูมิภาคแอตแลนติกควรจะหาวิธีการร่วมกันเพื่อรับมือกับความเสี่ยงที่จะเกิดจากขีปนาวุธของรัสเซีย อีกทั้งนาโตไม่ต้องการการแข่งขันทางอาวุธครั้งใหม่ ขณะเดียวกันก็ยืนยันว่าพันธมิตรนาโตยังไม่มีแผนตั้งฐานปล่อยขีปนาวุธของชาติพันธมิตรในภูมิภาคยุโรป

เมื่อเดือน ก.ค. เลขาธิการองค์การนาโต กล่าวกับบีบีซีว่า ขีปนาวุธของรัสเซียเป็นอาวุธเคลื่อนที่ได้ สามารถยิงขีปนาวุธนิวเคลียร์ไปยังประเทศแถบยุโรปได้ในไม่กี่นาที และยากต่อการตรวจจับ