เคล็ดลับการประท้วง ต้องระดมคนมากเท่าไรจึงเห็นการเปลี่ยนแปลง

Protesters attend a rally against a controversial extradition law proposal in Hong Kong on June 9, 2019

ที่มาของภาพ, AFP

ตั้งแต่เดือน มิ.ย. เป็นต้นมา การชุมนุมประท้วงในฮ่องกงดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง จากการประท้วงร่างกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดน จนเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา กลุ่มนักเคลื่อนไหวที่โกรธเกรี้ยวและแยกตัวออกจากกลุ่มผู้ประท้วงหลัก ได้บุกเข้าไปในอาคารรัฐสภาและทำลายทรัพย์สินภายใน จนตำรวจต้องใช้แก๊สน้ำตาเพื่อเข้าควบคุมพื้นที่

อย่างไรก็ดี การประท้วงโดยส่วนใหญ่ดำเนินไปอย่างสันติ พวกเขาเรียกร้องเพิ่มเติมให้ปล่อยตัวนักเคลื่อนไหวที่ถูกควบคุมตัวอยู่ทั้งหมด และให้มีการสืบสวนข้อกล่าวหาว่าตำรวจใช้ความรุนแรงกับผู้ประท้วง

แต่พวกเขามีโอกาสจะได้สิ่งที่ต้องการแค่ไหน ปัจจัยสำคัญอาจขึ้นอยู่กับว่ามีผู้เข้าร่วมชุมนุมประท้วงกี่คน และใช้วิธีอย่างไร

งานวิจัยโดย เอริกา เชโนเว็ธ นักรัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ชี้ว่า การประท้วงอย่างสันติไม่ใช่แค่ทางเลือกที่ดีในเชิงศีลธรรม แต่ยังเป็นวิถีทางอันมีประสิทธิภาพในการกำหนดทิศทางการเมืองโลกในระยะยาวอีกด้วย

ในปี 1986 คนฟิลิปปินส์หลายล้านคนร่วมเดินขบวนประท้วงอย่างสันติในกรุงมะนิลา และระบอบเผด็จการของนายพลมาร์กอสก็สิ้นสุดลงภายในวันที่ 4

ปี 2003 ชาวจอร์เจียขับไล่ประธานาธิบดี เอดูอาร์ด เชวาร์ดนาดเซ สำเร็จด้วย "การปฏิวัติกุหลาบ" โดยพวกเขาบุกเข้าไปในอาคารรัฐสภาพร้อมกับดอกไม้ในมือ

ในปีนี้ ทั้งประธานาธิบดีซูดานและอัลจีเรียต่างประกาศลาออกหลังจากอยู่ในอำนาจมาหลายทศวรรษ หลังจากถูกประท้วงเรียกร้องอย่างสันติ

กฎ 3.5%

Heavily armed soldiers face demonstrators against President Ferdinand Marcos in Manila, 25 February 1986

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ในปี 1986 คนฟิลิปปินส์หลายล้านคนร่วมเดินขบวนประท้วงอย่างสันติในกรุงมะนิลา และระบอบเผด็จการของนายพลมาร์กอสก็สิ้นสุดลงภายในวันที่ 4

ผลการวิจัยของเชโนเว็ธ ชี้ว่า จำนวนคนราว 3.5 เปอร์เซ็นต์จากประชากรทั้งหมด ที่เข้าร่วมการชุมนุมอย่างจริงจัง จะสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอย่างมีนัยสำคัญได้

แกนนำกลุ่มผู้ประท้วงปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ Extinction Rebellion เองก็บอกว่าได้อิทธิพลโดยตรงจากผลการวิจัยของเชโนเว็ธ

มาดูกันว่าเธอได้ผลวิจัยเหล่านี้มาได้อย่างไร

เชโนเว็ธร่วมงานกับมาเรีย สเตฟาน จากศูนย์นานาชาติด้านความขัดแย้งแบบสันติ (International Center on Nonviolent Conflict) ในสหรัฐฯ ศึกษางานเขียนที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวต่อสู้ตั้งแต่ปี 1900 จนถึง 2006 และชุดข้อมูลนี้ก็ได้รับการยืนยันต่อจากผู้เชี่ยวชาญคนอื่น ๆ

พวกเขามุ่งความสนใจไปที่ความพยายามที่จะปรับเปลี่ยนระบอบการปกครอง การเคลื่อนไหวครั้งใดครั้งหนึ่งจะถือว่าประสบความสำเร็จหากบรรลุเป้าหมายภายในหนึ่งปีจากช่วงที่มีคนเข้าร่วมชุมนุมมากที่สุด

พวกเขาจะไม่นับหากการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองเป็นผลจากการแทรกแซงของทหาร การเคลื่อนไหวนับว่ามีความรุนแรงหากมีการวางระเบิด การลักพาตัว และการทำลายโครงสร้างพื้นฐาน หรือการทำร้ายร่างกายหรือสถานที่

An elderly woman talks to the Algerian security forces during protests in April 2019

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, การประท้วงอย่างสันตินำไปสู่การลาออกของประธานาธิบดีอับเดลาซิว บูเตฟลิกา หลังครองอำนาจ 20 ปี

จากกระบวนการทั้งหมด พวกเขารวบรวมการเคลื่อนไหวแบบสันติและแบบรุนแรงทั้งหมด 323 เหตุการณ์ โดยตีพิมพ์ลงในหนังสือ "Why Civil Resistance Works: The Strategic Logic of Nonviolent Conflict"

เห็นชัดจากตัวเลข

โดยรวมแล้ว การเคลื่อนไหวแบบสันติมีแนวโน้มจะประสบความสำเร็จกว่าการเคลื่อนไหวอย่างรุนแรงถึง 2 เท่า

53 เปอร์เซ็นต์ของการเคลื่อนไหวแบบสันตินำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ในขณะที่การเคลื่อนไหวแบบรุนแรงประสบความสำเร็จคิดเป็นสัดส่วนแค่ 26 เปอร์เซ็นต์

เชโนเว็ธ เชื่อว่า การเคลื่อนไหวแบบสันติมีแนวโน้มประสบความสำเร็จมากกว่าเพราะสามารถดึงดูดคนจากหลายภาคส่วนมากกว่า ซึ่งจะนำไปสู่การหยุดชะงักทำให้ชีวิตสังคมเมืองไม่สามารถดำเนินไปอย่างปกติได้

จากการเคลื่อนไหวที่ใหญ่ที่สุด 25 เหตุการณ์ มีถึง 20 เหตุการณ์ที่เป็นการเคลื่อนไหวที่เป็นไปอย่างสันติ ในจำนวนนั้น มี 14 เหตุการณ์ที่ถือว่าเป็นชัยชนะอย่างสมบูรณ์

โดยรวมแล้ว การเคลื่อนไหวแบบสันติดึงดูดผู้เข้าร่วมได้มากกว่าการเคลื่อนไหวแบบรุนแรงถึง 4 เท่า

ยกตัวอย่างเช่น การเคลื่อนไหว "พลังประชาชน" ต่อต้านนายพลมาร์กอสในฟิลิปปินส์ดึงดูดคนให้มาเข้าร่วมได้ถึง 2 ล้านคน ในขณะที่ การลุกฮือในบราซิลระหว่างปี 1984 และ 1985 มีคนเข้าร่วมถึงหนึ่งล้านคน ส่วนการปฏิวัติกำมะหยี่ในเชโกสโลวาเกียในปี 1989 ที่ดึงดูดคนได้ถึง 5 แสนคน

"ตัวเลขผู้ชุมนุมสำคัญมากในการสร้างฐานอำนาจที่จะสามารถท้าทายและข่มขู่ผู้มีอำนาจได้อย่างจริงจัง" ชโนเว็ธ กล่าว

เมื่อมีผู้ชุมนุมคิดเป็นสัดส่วน 3.5 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนประชากรทั้งหมดก็ดูเหมือนว่าการเคลื่อนไหวในครั้งนั้น ๆ จะประสบความสำเร็จ

ชโนเว็ธบอกว่า ไม่มีการชุมนุมเคลื่อนไหวครั้งไหนที่ล้มเหลวหลังจากมีผู้ชุมนุมเข้าร่วมถึง 3.5 เปอร์เซ็นต์จากประชากรทั้งหมด นี่ทำให้เธอเรียกทฤษฎีนี้ว่า "กฎ 3.5%"

Crowds fill Wenceslas Square in downtown Prague to rally against the communist regime in Czechoslovakia on November 27th, 1989

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, การปฏิวัติกำมะหยี่ในเชโกสโลวาเกียในปี 1989 ที่ดึงดูดคนได้ถึง 5 แสนคน

เหตุใดการชุมนุมแบบสันติจึงประสบความสำเร็จ

ชโนเว็ธ ยอมรับว่าแปลกใจกับผลการวิจัย แต่ตอนนี้ก็เข้าใจแล้วว่ามีปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้การเคลื่อนไหวลักษณะนี้ประสบความสำเร็จ ที่เห็นได้ชัดที่สุดคือ การประท้วงรุนแรงมักทำให้กลุ่มผู้คนที่รังเกียจและกลัวการนองเลือดไม่เข้าร่วม

ชโนเว็ธ บอกอีกว่า การประท้วงแบบสันติมีข้อจำกัดทางร่างกายน้อยกว่า คุณไม่ต้องมีสุขภาพร่างกายแข็งแรงก็เข้าร่วมได้ ในขณะที่การประท้วงรุนแรงต้องอาศัยคนวัยหนุ่มสาวที่แข็งแรง เธอยังบอกอีกว่า โดยทั่วไปแล้ว มีการพูดคุยเรื่องการประท้วงแบบสันติได้ง่ายกว่า นั่นหมายความว่าข่าวคราวเรื่องการเคลื่อนไหวจะไปถึงหูคนได้กว้างกว่า

ในทางตรงข้าม การเคลื่อนไหวแบบรุนแรงต้องใช้อาวุธ และต้องใช้การวางแผนเคลื่อนไหวแบบใต้ดินซึ่งยากที่จะเข้าถึงประชากรโดยทั่วไป

นอกจากนี้ การเคลื่อนไหวแบบสันติมีแนวโน้มจะได้แรงสนับสนุนจากตำรวจและทหารอีกด้วย ระหว่างการชุมนุมในลักษณะนี้ กองกำลังความมั่นคงมักกังวลว่าจะมีครอบครัวหรือเพื่อนของพวกเขาเองอยู่ในกลุ่มผู้เข้าร่วม

ในเชิงยุทธศาสตร์ การประท้วงหยุดงานเป็นหนึ่งในการประท้วงต่อต้านแบบสันติที่ทรงพลังที่สุด

อย่างไรก็ดี ถึงแม้ว่าการประท้วงแบบสันติจะมีแนวโน้มประสบความสำเร็จมากกว่าการประท้วงแบบรุนแรงถึง 2 เท่า ต้องอย่าลืมว่าสัดส่วนความล้มเหลวก็มีถึง 47 เปอร์เซ็นต์ ยกตัวอย่างเช่น การประท้วงต่อต้านพรรคคอมมิวนิสต์ในเยอรมนีตะวันออกในช่วงปี 1950 มีผู้เข้าร่วมถึง 4 แสนคนแต่ก็ไม่สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้

Environmental protesters hold banners in front of the Eiffel Tower in Paris after spilling fake blood on the Trocadero esplanade on 12 May 2019

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, แกนนำกลุ่มผู้ประท้วงปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ Extinction Rebellion เองก็บอกว่าได้อิทธิพลโดยตรงจากผลการวิจัยของเชโนเว็ธ

มีปัจจัยอื่นด้วย

อิซาเบล แบรมเซ็น ซึ่งเป็นผู้ศึกษาด้านความขัดแย้งนานาชาติที่มหาวิทยาลัยโคเปนเฮเกน บอกว่า ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันระหว่างผู้ชุมนุมประท้วงก็เป็นส่วนสำคัญ เธอยกตัวอย่างการลุกฮือในบาห์เรนในปี 2011 ในตอนแรกมีผู้เข้าร่วมกันชุมนุมจำนวนมาก แต่ไม่นานก็มีการขัดแย้งแตกเป็นกลุ่มย่อยมาแข่งขันกันเอง และการสูญเสียความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันนี้เองที่แบรมเซ็นมองว่าทำให้การเคลื่อนไหวล้มเหลว

ในช่วงที่ผ่านมา เชโนเว็ธ ให้ความสนใจการชุมนุมประท้วงอย่างกลุ่มเพื่อสิทธิคนผิวดำในสหรัฐฯ Black Lives Matter และกลุ่มสิทธิสตรี Women's March ในปี 2017 รวมถึง Extinction Rebellion

"พวกเขาต้องต่อสู้กับความรู้สึกเฉยชา ฉันคิดว่าพวกเขามีแกนนำที่ทั้งมีความคิดความอ่านและมียุทธศาสตร์ที่ดี และดูเหมือนพวกเขาจะมีสัญชาตญาณที่ดีว่าจะพัฒนาและถ่ายทอดความรู้ผ่านการชุมนุมต่อต้านแบบสันติ"

ที่สุดแล้ว เชโนเว็ธอยากให้หนังสือประวัติศาสตร์สนใจการเคลื่อนไหวแบบสันติมากกว่าสงครามที่รุนแรง เธอบอกว่า เหตุการณ์ประวัติศาสตร์หลายเหตุการณ์ที่คนบอกเล่ากันมุ่งเน้นไปที่ความรุนแรง และถึงแม้ว่ามันจะลงเอยด้วยหายนะ คนก็ยังหาวิธีค้นหาแง่มุมที่เป็นชัยชนะจากสิ่งเหล่านั้นได้ และเราก็มักจะไม่ใส่ใจความสำเร็จของการเคลื่อนไหวแบบสันติ

"คนธรรมดากำลังมีส่วนร่วมกับการเคลื่อนไหวที่กล้าหาญซึ่งกำลังเปลี่ยนแปลงโลกจริง ๆ อยู่ตลอดเวลา และคนเหล่านี้สมควรจะได้รับความสนใจและการสรรเสริญเช่นกัน"