สหรัฐฯ ส่งเรือบรรทุกเครื่องบินและเครื่องบินทิ้งระเบิดหลายลำไปอิหร่าน แต่ยังอ้างว่าไม่ได้ต้องการก่อสงคราม

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานอ้างคำพูดเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ที่ไม่เปิดเผยนามว่ามีความเป็นไปได้ว่ากองกำลังสหรัฐฯ จะถูกโจมตี ขณะที่นายจอห์น บอลตัน ที่ปรึกษาด้านความมั่นคง กล่าวว่าสหรัฐฯ จะตอบโต้โดยไม่ยอมอ่อนข้อ

เขาระบุในแถลงการณ์ว่า "สหรัฐฯ ได้ส่งกองเรือบรรทุกเครื่องบินยูเอสเอสอับราฮัม ลินคอล์น (USS Abraham Lincoln Carrier Strike Group) และกองกำลังทิ้งระเบิดไปยังศูนย์บัญชาการกลางสหรัฐฯ เพื่อส่งสัญญาณอย่างชัดแจ้งว่าหากผลประโยชน์ใด ๆ ของสหรัฐฯ หรือพันธมิตรถูกโจมตี อิหร่านก็จะต้องเผชิญกับการตอบโต้อย่างไม่ยั้งจากสหรัฐฯ"

แม้สหรัฐฯ จะแสดงท่าทีที่แข็งกร้าว แต่ที่ปรึกษาฝ่ายความมั่นคงของสหรัฐฯ ยืนยันว่าไม่ได้ต้องการก่อสงครามกับระบอบปกครองอิหร่าน เพียงแต่เตรียมพร้อมตอบโต้กับการโจมตีใด ๆ ที่จะเกิดขึ้นทั้งจากองค์กรพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม หรือกองกำลังของอิหร่านเอง

เมื่อปีที่แล้ว นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศถอนตัวจากการทำข้อตกลงนิวเคลียร์กับอิหร่าน ที่สหรัฐฯ และอีกหลายชาติทำไว้เมื่อปี 2015 ซึ่งอิหร่านยอมที่จะจำกัดกิจกรรมนิวเคลียร์สำคัญและยอมให้คณะผู้ตรวจสอบนิวเคลียร์เข้าไปยังอิหร่านได้

รายละเอียดข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่าน

ข้อตกลงฉบับนี้มีชื่อว่า "ข้อตกลงร่วมว่าด้วยแผนปฏิบัติการครอบคลุม" (Joint Comprehensive Plan of Action หรือ JCPOA) ซึ่งอิหร่านทำกับ 5 ชาติสมาชิกถาวรคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอสซี) ได้แก่ จีน ฝรั่งเศส รัสเซีย สหราชอาณาจักร สหรัฐฯ บวกเยอรมนี) และสหภาพยุโรป เมื่อวันที่ 14 ก.ค. 2015

ภายใต้ความตกลงนี้ อิหร่านตกลงจะจำกัดปริมาณการสะสมยูเรเนียมเสริมสมรรถนะ ซึ่งสามารถใช้เป็นเชื้อเพลิงเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์แต่ขณะเดียวกันก็ใช้ในอาวุธนิวเคลียร์ได้ด้วย เป็นเวลา 15 ปี และจำกัดจำนวนเครื่องหมุนเหวี่ยงที่ใช้ในการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมเป็นเวลา 10 ปี นอกจากนี้ อิหร่านยังตกลงทำการเปลี่ยนแปลงโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์แบบน้ำมวลหนัก เพื่อไม่ให้สามารถใช้ผลิตพลูโตเนียมสำหรับทำระเบิดได้ เพื่อแลกกับการที่สหประชาชาติ สหรัฐฯ และอียู ยกเลิกการดำเนินมาตรการคว่ำบาตรที่ใช้ต่ออิหร่านก่อนหน้านี้

กดดันอิหร่านเพิ่มอีก

อย่างไรก็ดี เมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา สหรัฐฯ เพิ่งประกาศยุติการให้ข้อยกเว้นแก่ 5 ชาติที่นำเข้าน้ำมันจากอิหร่าน ได้แก่ จีน อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และตุรกี เพื่อตัดแหล่งรายได้สำคัญของอิหร่าน

นับจากนั้นเศรษฐกิจอิหร่านตกอยู่ในสภาพดำดิ่ง ค่าเงินเรียลร่วงกราวรูด อัตราเงินเฟ้อรายปีขยายตัวเพิ่มขึ้นถึงสี่เท่า ทำให้นักลงทุนย้ายการลงทุนออกนอกประเทศ ขณะที่ประชาชนพากันเดินขบวนประท้วง

แรงกดดันของสหรัฐฯ จะนำไปสู่สงครามหรือไม่

นักวิเคราะห์เคยระบุไว้เมื่อครั้งที่สหรัฐฯ ประกาศใช้มาตรการคว่ำบาตรอิหร่านใหม่ ๆ ว่า สหรัฐฯ ต้องการบีบให้อิหร่านเข้าสู่ข้อตกลงทางการทูตฉบับใหม่ ที่จะต้องยอมรับเงื่อนไขที่กว้างมากขึ้น ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับนิวเคลียร์ แต่ยังรวมถึงโครงการขีปนาวุธ และการขยายบทบาทของอิหร่านในภูมิภาคด้วย

แต่คำถามคือว่านี่คือนโยบายที่อยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริงเพื่อให้เกิดการประนีประนอมกับอิหร่านจริงหรือ? หรือเป็นสูตรที่ทำให้เกิดความตึงเครียดมากขึ้น ในความเป็นจริงแล้ว การใช้การทูตแบบเหยี่ยวเป็นการจงใจอำพรางนโยบายที่มีเป้าหมายหลักคือ การเปลี่ยนแปลงการปกครองในอิหร่านใช่หรือไม่?

การถอนตัวออกจากข้อตกลงนิวเคลียร์ที่ผ่านมาเป็นการกระทำของสหรัฐฯ เพียงฝ่ายเดียว ขณะที่อังกฤษ รัสเซีย จีน เยอรมนี และฝรั่งเศส ยังคงยืนยันว่าจะปฏิบัติตามข้อตกลงดังกล่าวต่อไป

สิ่งที่หลายชาติกังวลก็คือ ความเห็นที่ไม่ตรงกันนี้ จริง ๆ แล้ว เป็นเรื่องของเป้าหมาย และรัฐบาลทรัมป์มีความกระตือรือร้นที่จะทำตามแนวทางของนายบอลตัน ที่ปรึกษาความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่งต้องการให้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองในอิหร่านมาเป็นเวลานานแล้ว

อย่างไรก็ตาม ปัญหาพื้นฐานยังคงอยู่ที่ตัวอิหร่านเองที่จะไม่ยอมรับเงื่อนไขใด ๆ ของสหรัฐฯ และเมื่อถึงจุดหนึ่งอาจจะตัดสินใจถอนตัวออกจากข้อตกลงเอง และเพิ่มการทำกิจกรรมต่าง ๆ เกี่ยวกับนิวเคลียร์ นี่ไม่ใช่แนวทางที่จะทำให้กลุ่มหัวรุนแรงในอิหร่านอ่อนกำลังลง หรือเป็นการทำให้เกิดเสถียรภาพในระดับภูมิภาค

หลายคนเกรงว่า นี่ไม่ใช่กลยุทธ์ที่จะนำไปสู่ข้อตกลงใหม่ที่ดีกว่า แต่เป็นการทำให้เกิดความเสี่ยงที่นำไปสู่สงครามต่างหาก