ประชุมสุดยอดทรัมป์-คิม : ทรัมป์-คิม เริ่มเจรจาปลดนิวเคลียร์วันที่สอง คิมมั่นใจผลหารือออกมาดีแน่นอน

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ และนายคิม จอง อึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ เริ่มการประชุมสุดยอดที่โรงแรมเมโทรโพลในกรุงฮานอยของเวียดนามเป็นวันที่สอง โดยกำหนดการในวันนี้จะเริ่มต้นด้วยการเจรจาแบบตัวต่อตัวระหว่างผู้นำทั้งสองเป็นเวลา 45 นาที ตามมาด้วยการประชุมร่วมกับผู้แทนทั้งสองฝ่ายอีกหลายรอบ ก่อนจะมีพิธีลงนามในข้อตกลงร่วมในช่วงบ่าย ซึ่งผู้นำสหรัฐฯจะจัดการแถลงข่าวในเวลา 15.50 น. ตามเวลาท้องถิ่น

ในการพบปะสื่อมวลชนก่อนการประชุมสุดยอดจะเริ่มขึ้น นายทรัมป์กล่าวว่าการพูดคุยหารือกับนายคิมก่อนร่วมรับประทานอาหารค่ำกันเมื่อวานนี้ (27 พ.ย.) เป็นไปด้วยดี และมีการแลกเปลี่ยนความเห็นดี ๆ ระหว่างกันหลายเรื่อง เขายังหวังว่าเกาหลีเหนือจะก้าวขึ้นเป็นประเทศที่ทรงพลังทางเศรษฐกิจในไม่ช้านี้

ส่วนนายคิมกล่าวแสดงความมั่นใจว่าผลการเจรจาน่าจะออกมาดีอย่างแน่นอน โดยคำกล่าวนี้ถือเป็นครั้งแรกที่นายคิมตอบคำถามสื่อต่างชาติโดยตรงด้วยตนเอง

สื่ออเมริกันบางสำนักรายงานว่า คณะผู้แทนเจรจาของสหรัฐฯ ได้ตัดสินใจจะไม่เรียกร้องให้เกาหลีเหนือเปิดเผยข้อมูลรายละเอียดทั้งหมดเกี่ยวกับสถานที่ทางนิวเคลียร์ รวมทั้งอาวุธนิวเคลียร์และขีปนาวุธที่ครอบครองอยู่ดังเช่นที่ผ่านมา เนื่องจากตระหนักว่าเป็นข้อเรียกร้องที่เป็นไปไม่ได้

ประเด็นหลักของการเจรจาคืออะไร ?

ยังไม่มีความชัดเจนว่าประเด็นหลักในการเจรจาครั้งนี้ได้แก่เรื่องใดบ้าง แต่จุดเน้นน่าจะยังอยู่ที่เงื่อนไขเพื่อการปลดอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือซึ่งยังไม่มีความแน่นอน โดยข้อตกลงในแถลงการณ์ร่วมที่ประเทศสิงคโปร์เมื่อเดือนมิ.ย.ปีที่แล้วระบุเพียงว่าสหรัฐฯและเกาหลีเหนือจะมุ่งมั่นทำงานร่วมกันเพื่อให้คาบสมุทรเกาหลีปลอดนิวเคลียร์ แต่ไม่มีการให้คำมั่นสัญญาอย่างชัดเจนจากฝ่ายเกาหลีเหนือว่าจะปลดอาวุธนิวเคลียร์อย่างสิ้นเชิง ทำให้ทุกฝ่ายจับตามองว่าการประชุมสุดยอดในครั้งนี้จะบังเกิดผลเป็นรูปธรรมขึ้นหรือไม่

ที่ผ่านมาฝ่ายสหรัฐฯเรียกร้องให้เกาหลีเหนือปลดอาวุธนิวเคลียร์ทันทีโดยไม่มีเงื่อนไข แต่เกาหลีเหนือนั้นแสดงความต้องการจะปลดอาวุธนิวเคลียร์อย่างค่อยเป็นค่อยไป และต้องแลกมาด้วยหลักประกันความมั่นคงเช่นยกเลิกการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ และให้สหรัฐฯถอนทหารออกจากคาบสมุทรเกาหลีเสียก่อน ทำให้เรื่องนี้ตกอยู่ในภาวะชะงักงันไร้ความคืบหน้า แม้เกาหลีเหนือจะได้ระเบิดทำลายสถานที่ทดสอบนิวเคลียร์ทิ้งไปแห่งหนึ่ง แต่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ ก็ยังคงมองว่าเกาหลีเหนือเป็นภัยคุกคามทางนิวเคลียร์อยู่นั่นเอง

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ผู้นำทั้งสองจะหยิบยกมาหารือกันอาจรวมถึงเรื่องสำคัญดังต่อไปนี้

- ความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรมในเรื่องการปลดอาวุธนิวเคลียร์ เช่น เกาหลีเหนืออาจให้คำมั่นจะเปิดเผยรายละเอียดของโครงการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของตน

- ข้อตกลงเกี่ยวกับแผนการรื้อทำลายเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ที่เมืองยองบอนบางส่วน

- ความคืบหน้าในเรื่องการปลดอาวุธนิวเคลียร์เหล่านี้ อาจเปิดทางไปสู่การผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจได้

- เป็นไปได้ว่าอาจมีคำประกาศสันติภาพ เพื่อยุติสงครามเกาหลีอย่างเป็นทางการ

- ข้อตกลงเรื่องอื่น ๆ เช่นการส่งคืนเถ้ากระดูกของทหารอเมริกันในสงครามเกาหลี หรือการจัดตั้งสำนักงานเพื่อการติดต่อสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสองประเทศ

สองผู้นำทักทายกันในบรรยากาศชื่นมื่นก่อนงานเลี้ยงอาหารค่ำ

ในการพบปะสนทนากันตัวต่อตัวสั้น ๆ ระหว่างสองผู้นำ ก่อนร่วมกันรับประทานอาหารค่ำที่โรงแรมเมโทรโพลในกรุงฮานอยเมื่อวานนี้ (27 ก.พ.) ผู้นำสหรัฐฯ กล่าวกับสื่อมวลชนว่านายคิม จอง อึน นั้นเป็น "ผู้นำที่ยอดเยี่ยม" ซึ่งนายคิมได้กล่าวตอบว่านายทรัมป์นั้นก็เป็นผู้ที่มีความกล้าหาญ

ในโอกาสนี้ผู้นำสหรัฐฯ ยังกล่าวว่า เขาหวังว่าการประชุมสุดยอดครั้งนี้จะประสบความสำเร็จอย่างสูง ทั้งปฏิเสธว่าไม่ได้ "เดินถอยหลัง" ในเรื่องการปลดอาวุธนิวเคลียร์ ส่วนจะมีการประกาศยุติสงครามเกาหลีอย่างเป็นทางการหรือไม่นั้น นายทรัมป์ตอบว่าให้คอยดูกันต่อไป

ฝ่ายผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือกล่าวเช่นกันว่า เขามั่นใจว่าการประชุมจะบรรลุผลอย่างดีเลิศโดยที่ทุกคนจะต้องยินดีต่อผลการเจรจาที่ออกมาอย่างแน่นอน และเขาจะพยายามอย่างถึงที่สุดเพื่อให้สิ่งนี้เกิดขึ้น

อาหารที่จัดเตรียมไว้สำหรับงานเลี้ยงอาหารค่ำในครั้งนี้คือเนื้อสเต๊กและกิมจิลูกพีช ซึ่งเป็นเสมือนสัญลักษณ์ของประเทศคู่เจรจา โดยนายไมค์ ปอมเปโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ และพล.อ. คิม ยอง ชอล ผู้แทนระดับสูงและมือขวาของผู้นำเกาหลีเหนือร่วมโต๊ะรับประทานอาหารกับผู้นำทั้งสองด้วย

สหรัฐฯ หวังพาเกาหลีเหนือพัฒนาทางเศรษฐกิจ ยึดเวียดนามเป็นแบบอย่าง

ก่อนหน้านี้มีรายงานว่า นายทรัมป์คาดหวังว่าการประชุมสุดยอดที่เวียดนามในครั้งนี้จะมีความคืบหน้ามากขึ้น นับจากการเจรจาระหว่างสองผู้นำครั้งแรกที่ประเทศสิงคโปร์เมื่อ 8 เดือนก่อนซึ่งก่อให้เกิดผลในทางปฏิบัติตามมาน้อยมาก แต่อย่างไรก็ตาม เขาได้พยายามที่จะไม่ให้ทุกฝ่ายคาดหวังกับการประชุมครั้งนี้สูงจนเกินไป โดยกล่าวว่าตนจะไม่รีบร้อนกดดันให้เกาหลีเหนือปลดอาวุธนิวเคลียร์โดยเร็ว และตราบใดที่ไม่มีการทดสอบอาวุธนิวเคลียร์อีกก็ถือว่าเป็นที่น่าพอใจแล้ว

ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยังได้ทวีตข้อความก่อนออกเดินทางมายังเวียดนามว่า เกาหลีเหนือสามารถจะก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลกได้ ถ้ายอมล้มเลิกการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ โดยเขามองว่าเกาหลีเหนือนั้นมีศักยภาพในการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วมากกว่าประเทศอื่น ๆ

เวียดนามได้รับเลือกให้เป็นสถานที่จัดการประชุมสุดยอดในครั้งนี้ เนื่องจากมีความสัมพันธ์ทางการทูตที่เป็นมิตรกับทั้งสหรัฐฯและเกาหลีเหนือ โดยเวียดนามนั้นถือเป็นตัวอย่างที่ดีในการก้าวข้ามความขัดแย้งที่มีกับสหรัฐฯในอดีต และหันมาสร้างความร่วมมือเพื่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจได้สำเร็จ ทำให้เวียดนามซึ่งเป็นประเทศคอมมิวนิสต์เช่นเดียวกับเกาหลีเหนือสามารถเปิดรับการลงทุนจากต่างประเทศได้มากขึ้นในช่วง 2-3 ทศวรรษที่ผ่านมา และก้าวขึ้นเป็นประเทศที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจรวดเร็วที่สุดแห่งหนึ่งของเอเชีย