หัวเว่ย ยืนยันความบริสุทธิ์ ปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมดของสหรัฐฯ

ยักษ์ใหญ่ด้านโทรคมนาคมของจีนปฏิเสธว่าไม่ได้กระทำผิดใด ๆ ตามที่อัยการสหรัฐฯ ตั้งข้อหาอาญาหลายข้อหาแก่ทางบริษัท ตั้งแต่ทุจริตทางธนาคาร,ขัดขวางกระบวนการยุติธรรม และขโมยเทคโนโลยี

หัวเว่ยยังปฏิเสธข้อกล่าวหาทางอาญาต่อ นางเมิ่ง หว่านโจว ประธานเจ้าหน้าที่การเงินของบริษัทซึ่งถูกจับในแคนาดา เมื่อเดือนที่แล้วด้วย

คดีความระหว่างอัยการของสหรัฐฯ กับผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือรายใหญ่ของจีนนี้ อาจเพิ่มความตึงเครียดทางการค้า ระหว่างจีนและสหรัฐฯ มากขึ้นไปอีก

หัวเว่ยออกแถลงการณ์แสดงความผิดหวังที่รู้ว่าบริษัทถูกตั้งข้อหา เนื้อหาของแถลงการณ์ยังระบุด้วยว่า ไม่ได้ "ทำผิดตามที่ถูกกล่าวหาทุกประการ" และ "ไม่รู้ว่านางเมิ่งกระทำการใดที่ถือเป็นความผิด"

ส่วนข้อกล่าวหาในเรื่องขโมยความลับทางการค้านั้นหัวเว่ยชี้แจงว่า เป็นเรื่องที่มีการไกล่เกลี่ยกันไปแล้วในคดีแพ่ง คดีหนึ่ง ซึ่งคณะลูกขุน "ไม่พบว่ามีความเสียหาย และการกระทำที่มุ่งร้ายและจงใจ"

หัวเว่ยถูกกล่าวหาอะไรบ้าง?

ข้อกล่าวหาที่สหรัฐฯ แถลงเมื่อวันจันทร์ ระบุว่า หัวเว่ยทำให้ธนาคารระดับโลกแห่งหนึ่งและสหรัฐฯ เข้าใจผิดเกี่ยวกับความ สัมพันธ์ของหัวเว่ยและบริษัทลูก 2 แห่งคือ หัวเว่ย ดีไวซ์ ยูเอสเอ (Huawei Device USA) และสกายคอม เทค (Skycom Tech) ในการทำธุรกิจกับอิหร่าน

รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้กลับมาบังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรต่ออิหร่านอีกครั้ง อย่างเข้มงวดมากขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อการส่งออกน้ำมัน, การขนส่งทางเรือ และภาคการธนาคาร

จากที่ก่อนหน้านี้สหรัฐฯ ได้ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรอิหร่านหลังจากอิหร่านยอมทำข้อตกลงนิวเคลียร์ในปี 2015

ข้อกล่าวหาที่สอง ระบุว่า หัวเว่ยขโมยข้อมูลเทคโนโลยีทดสอบโทรศัพท์ของบริษัทที-โมบายล์ (T-Mobile) รวมถึงขัดขวางกระบวนการยุติธรรม และกระทำการทุจริตทางการเงิน

หัวเว่ยระบุว่าทางบริษัทได้ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทกับ ที-โมบายล์ แล้วในคดีแพ่งที่ถูกฟ้องในปี 2014

เทคโนโลยีดังกล่าวเป็นที่รู้จักในชื่อว่าแทปปี (Tappy) ซึ่งเป็นการเลียนแบบนิ้วมือมนุษย์เพื่อทดสอบโทรศัพท์

โดยสรุปแล้ว สหรัฐฯ ตั้งข้อหาต่อบริษัทหัวเว่ย 23 ข้อหา

นายคริสโตเฟอร์ เรย์ ผู้อำนวยการสำนักงานงานสอบสวนกลาง หรือเอฟบีไอ ของสหรัฐฯ กล่าวว่า "ข้อกล่าวหาเหล่านี้เผยให้เห็นอย่างชัดเจนว่า หัวเว่ยไม่เคารพกฎหมายของประเทศเรา และแนวปฏิบัติในการทำธุรกิจระดับโลกอย่างเป็นมาตรฐาน"

นายเรย์ กล่าวว่า บริษัทอย่างหัวเว่ย "ถือเป็นการคุกคามต่อทั้งความมั่นคงแห่งชาติและเศรษฐกิจของเรา"

ในการแถลงข่าวในกรุงปักกิ่ง นายเกิ๋ง ส่วง โฆษกของรัฐบาลจีน กล่าวว่า "มีแรงจูงใจทางการเมืองอยู่เบื้องหลังความพยายามของสหรัฐฯ ในการ "ใส่ร้ายและกำราบบริษัทบางแห่งของจีน"

"เราเรียกร้องพวกเขาให้ปฏิบัติต่อบริษัทของจีนด้วยแนวทางที่ยุติธรรมและเป็นธรรม"

อะไรคือบริบทของเรื่องนี้ ?

หัวเว่ย เป็นหนึ่งในผู้ให้บริการและผู้ผลิตอุปกรณ์โทรคมนาคมรายใหญ่ที่สุดของโลก เมื่อไม่นานนี้ได้แซงหน้าแอปเปิล ก้าวขึ้นมาเป็นผู้ผลิตสมาร์ตโฟนรายใหญ่เป็นอันดับสองของโลกในแง่ยอดการผลิตรองจากซัมซุง

แต่สหรัฐฯ และชาติตะวันตกหลายชาติ ได้แสดงความกังวลว่า รัฐบาลจีนอาจใช้เทคโนโลยีของหัวเว่ย ในการขยายขีดความสามารถในการสอดแนม แม้ทางบริษัทยืนกรานว่า รัฐบาลจีนไม่ได้เข้ามาควบคุมใด ๆ

การจับกุมนางเมิ่ง ลูกสาวของผู้ก่อตั้งหัวเว่ย เมื่อวันที่ 1 ธ.ค. ในเมืองแวนคูเวอร์ ทางตะวันตกของแคนาดา ตามการร้องของสหรัฐฯ สร้างความไม่พอใจต่อจีนอย่างมาก

ต่อมา ศาลอนุญาตให้ประกันตัวเธอด้วยเงิน 10 ล้านดอลลาร์แคนาดา หรือประมาณ 237 ล้านบาท แต่เธอถูกจับตามองตลอด 24 ชั่วโมง และต้องสวมอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ข้อเท้า

'แชมเปียนแห่งชาติ' ของจีน เจอกับกระบวนการยุติธรรมของสหรัฐฯ

บทวิเคราะห์โดย คาริชมา วัสวานี ผู้สื่อข่าวธุรกิจภูมิภาคเอเชีย

ชาวจีนยกหัวเว่ยให้เป็นแชมเปียนแห่งชาติ เป็นบริษัทเอกชนที่แบกรับความทะเยอทะยานของจีนในการขยายธุรกิจไปสู่ระดับโลก

แต่ขณะนี้หัวเว่ยกำลังเผชิญกับแรงเหวี่ยงอย่างเต็มกำลังจากกระบวนการยุติธรรมของสหรัฐฯ

ข้อกล่าวหาต่าง ๆ จากสหรัฐฯ เป็นข้อหาที่ร้ายแรงที่สุดเท่าที่หัวเว่ยเคยเผชิญมา และเกิดขึ้นในจังหวะเดียวกับที่สงคราม การค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ กำลังเข้มข้น

หัวเว่ยปฏิเสธข้อกล่าวหาต่าง ๆ มาโดยตลอด ผู้บริหารสูงสุดของบริษัทระบุว่าบริษัทถูกใช้เป็นเบี้ยในเกมแห่งอำนาจ ระหว่างจีนและสหรัฐฯ

ขณะที่สหรัฐฯ ยืนยันว่าข้อกล่าวหาต่อหัวเว่ยไม่ได้เกี่ยวข้องกับสงครามการค้า แต่ดูเหมือนจีนจะไม่คิดเช่นนั้น

ในสัปดาห์นี้จีนและสหรัฐฯ เตรียมประชุมระดับสูงเพื่อหารือประเด็นทางการค้ากันที่กรุงวอชิงตัน ดีซี ซึ่งนายวิลเบอร์ รอสส์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ของสหรัฐฯ กล่าวว่า ข้อกล่าวหาต่อหัวเว่ย "เป็นคนละเรื่อง" กับการเจรจาการค้าที่กำลังเกิดขึ้นกับจีน

อย่างไรก็ตาม ข้อกล่าวหาสำคัญในเรื่องการขโมยเทคโนโลยีของสหรัฐฯ เป็นจุดที่ยังเป็นประเด็นในการต่อรองทางการค้า

รัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้บังคับใช้กำแพงภาษีต่อสินค้าของจีนแล้วรวมมูลค่า 2.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 7.8 ล้านล้านบาท ทำให้จีนตอบโต้กลับด้วยการตั้งกำแพงภาษีของตัวเองเช่นกัน