สาวซาอุ : ไม่ว่าอายุเท่าไร หญิงทุกคนก็ต้องอยู่ใต้ "การคุ้มครอง" ของญาติเพศชายในซาอุดีอาระเบีย

ที่มาของภาพ, AFP
ประเทศไทยตกเป็นข่าวดังทั่วโลกอีกครั้ง ตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ผ่านมา เมื่อวัยรุ่นสาวจากซาอุดีอาระเบียหนีออกจากครอบครัว และกักตัวเองไว้ในห้องพักโรงแรมในสนามบินสุวรรณภูมิ เพราะกลัวว่าจะถูกส่งกลับประเทศ และะถูกจำคุก
ข่าวนี้สร้างความสนใจให้นานาชาติหันมาให้ความสนใจกับกฎหมาย และข้อปฏิบัติต่างๆจำกัดสถานภาพของสตรีในซาอุดีอาระเบีย โดยเฉพาะ "ระบบผู้คุ้มครองที่เป็นชาย" ไม่ว่าจะเป็นพ่อ, พี่ชาย, สามี หรือลูกชาย มีอำนาจในการตัดสินใจเรื่องสำคัญต่าง ๆ แทนผู้หญิงได้
ผู้หญิงซาอุฯ จำเป็นต้องได้รับอนุญาตจากญาติเพศชายเมื่อต้องการทำหนังสือเดินทาง, เดินทางออกไปต่างประเทศ, ไปเรียนต่างประเทศด้วยทุนของรัฐบาล, แต่งงาน, ออกจากเรือนจำ หรือแม้แต่ออกจากที่พักพิงชั่วคราวของผู้ที่ตกเป็นเหยื่อการล่วงละเมิด
"นี่เป็นเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อผู้หญิงและเด็กหญิงซาอุฯ ทุกคน ตั้งแต่เกิดจนตาย พวกเธอได้รับการปฏิบัติเหมือนเป็นผู้เยาว์" โมนา เอลทาฮาวี ผู้สื่อข่าวอเมริกันเชื้อสายอียิปต์ กล่าวกับบีบีซี
ซาอุดีอาระเบีย ให้สัตยาบัน อนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ (Convention on the Elimination of All Forms of Discrimination Against Women--CEDAW) และระบุว่า รับประกันความเท่าเทียมทางเพศที่สอดคล้องกับบทบัญญัติของชารีอะห์ หรือกฎหมายอิสลาม
นอกจากนี้ ซาอุฯ ยังได้ยกเลิกการห้ามผู้หญิงและเด็กหญิงเล่นกีฬาในโรงเรียนรัฐบาล และอนุญาตให้ผู้หญิงเข้าชมการแข่งขันฟุตบอลในสนามได้
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญของสหประชาชาติ แสดงความกังวล เมื่อเดือน ก.พ. 2018 จากความล้มเหลวในการรับรองกฎหมายพิเศษว่าด้วยการห้ามการเลือก ปฏิบัติต่อผู้หญิง รวมถึง การไม่มีนิยามทางกฎหมายว่าด้วยการเลือกปฏิบัติต่อผู้หญิงของซาอุฯ
ผู้เชี่ยวชาญ ระบุว่า ระบบผู้คุ้มครองที่เป็นชาย เป็น "อุปสรรคสำคัญต่อการมีส่วนร่วมของผู้หญิงในทางสังคมและเศรษฐกิจ"

ที่มาของภาพ, Reuters
เชื่อว่า ระบบนี้มาจากการตีความบทบัญญัติในพระคัมภีร์อัลกุรอ่านบทหนึ่งของผู้ปกครองทางศาสนาของซาอุฯ ที่ระบุว่า "ผู้ชายคือผู้ปกป้องและผู้ดูแลผู้หญิง เพราะพระเจ้าทรงประทาน [ความแข็งแกร่ง] ให้ผู้ชาย มากกว่าผู้หญิง และเพราะพวกเขาสนับสนุนพวกเธอจากวิธีการของพวกเขา"
ฮิวแมนไรท์วอทช์ รายงานเมื่อปี 2016 ว่า ซาอุฯ "บังคับใช้ระบบที่ต้องมีผู้ปกครองในหลายกิจกรรมอย่างชัดเจนและตรงไปตรงมา" และผู้หญิงจำนวนหนึ่งซึ่งท้าทายระบบนี้เผชิญกับการถูกกักกันและดำเนินคดี
ในปี 2008 ซามาร์ บาดาวี นักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนที่มีชื่อเสียง ซึ่งเธออ้างว่าถูกพ่อทำร้ายร่างกาย ได้หนีออกจากบ้านและไปขอลี้ภัยอยู่ที่ศูนย์พักพิงแห่งหนึ่ง จากนั้นเธอได้เริ่มกระบวนการทางกฎหมายในการถอดถอนพ่อของเธอออกจากการเป็นผู้ปกครอง
เธอบอกว่า พ่อตอบโต้ด้วยการฟ้องว่าเธอ "ไม่เชื่อฟัง" ผู้พิพากษาได้สั่งให้กักกันตัวเธอไว้ในปี 2010 และเธอต้องอยู่ในเรือนจำนาน 7 เดือน ก่อนที่นักเคลื่อนไหวจะทำให้ผู้คนหันมาสนใจคดีของเธอ และทางการได้ยกฟ้องคดีนี้

ที่มาของภาพ, Twitter/@MERiAM_AL3TEEBE
มาเรียม อัล-โอทาอิบี นักเคลื่อนไหวอีกคน ต้องอยู่ในสถานกักกันนาน 3 เดือนในปี 2017 หลังจากพ่อของเธอกล่าวหาเธอว่า "ไม่เชื่อฟัง"
เธอได้หนีออกจากบ้าน หลังจากอ้างว่าเผชิญกับการกระทำทารุณจากพ่อและพี่ชาย เพื่อตอบโต้การที่เธอเป็นผู้นำการณรงค์ต่อต้านระบบผู้ปกครองในโซเชียลมีเดีย
การที่เธอได้รับการปล่อยตัวในที่สุด ได้รับการยกย่องจากเพื่อนนักเคลื่อนไหวว่าเป็นชัยชนะ เพราะเธอได้รับการปล่อยตัวโดยไม่มีผู้ปกครองที่เป็นผู้ชายอนุมัติ
แต่ยังมีผู้หญิงจำนวนมากที่ลี้ภัยไปต่างประเทศก็ไม่สามารถรอดพ้นการถูกควบคุมตัวได้
ในปี 2017 ดีนา อาลี เลสลูม ถูกบังคับส่งตัวกลับไปยังครอบครัวของเธอในซาอุฯ ขณะที่รอเปลี่ยนเครื่องในฟิลิปปินส์เพื่อเดินทางต่อไปยังออสเตรเลีย เธอกล่าวว่า เธอกำลังหนีการถูกบังคับให้แต่งงาน
ฮิวแมนไรท์วอทช์ ระบุว่า ได้รับรายงานว่า เลสลูม ถูกควบคุมตัวไว้ในสถานพักพิงแห่งหนึ่งเป็นช่วงเวลาหนึ่ง ไม่แน่ชัดว่า เธอได้กลับไปหาครอบครัวของเธอแล้วหรือยังตั้งแต่นั้น
นักเคลื่อนไหวด้านสิทธิของผู้หญิง ได้เรียกร้องให้ยุติระบบผู้ปกครองมาเป็นเวลานานแล้ว
ในเดือน ก.ย. 2016 พวกเขาได้ยื่นคำร้องที่รวบรวมรายชื่อ 14,000 ชื่อให้แก่ศาล หลังจากที่แฮชแท็กภาษาอาหรับที่บอกว่า "ผู้หญิงซาอุฯ อยากล้มเลิกระบบผู้คุ้มครอง" กลายเป็นแฮชแท็กไวรัลในทวิตเตอร์ และทำให้เกิดการรณรงค์ขนานใหญ่ขึ้น
แกรนด์ มุฟติ อับดุล อาซิส อัล ชีค เจ้าหน้าที่ด้านศาสนาที่มีตำแหน่งสูงสุดของซาอุฯ เรียกคำร้องนี้ว่า "อาชญากรรมต่อกฎหมายอิสลามและภัยคุกคามต่อสังคมซาอุฯ ที่มีอยู่จริง" แต่ 5 เดือนต่อมา สมเด็จพระราชาธิบดีซัลมาน ได้ออกพระราชกำหนดอนุญาตให้ผู้หญิงเข้ารับบริการของภาครัฐได้โดยไม่ต้องการขออนุญาตจากผู้คุ้มครองที่เป็นผู้ชาย
ต่อมาเมื่อเดือน ก.ย. 2017 พระองค์ทรงประกาศว่า ผู้หญิงจะได้รับอนุญาตให้ขับรถได้เป็นครั้งแรก นักเคลื่อนไหวต่างยินดีต่อข่าวนี้ แต่ก็ยืนยันว่าจะรณรงค์เพื่อความเท่าเทียมกันมากขึ้น
จากนั้นเมื่อเดือน พ.ค. 2018 ไม่กี่สัปดาห์ ก่อนที่จะมีการยกเลิกการห้ามผู้หญิงขับรถ ทางการซาอุฯ ได้เริ่ม การปราบปรามการเคลื่อนไหวสิทธิสตรีอย่างเห็นได้ชัด ทำให้มีนักเคลื่อนไหวกว่า 10 คนถูกควบคุมตัว รวมถึง บาดาวี ผู้ชายหลายคนที่สนับสนุนการเคลื่อนไหวหรือออกมาปกป้องนักเคลื่อนไหวในชั้นศาลก็ถูกจับกุมตัวด้วยเช่นกัน
หลายคนที่ถูกควบคุมตัว ถูกกล่าวหาด้วยข้อหาอาชญากรรมร้ายแรง รวมถึง "การติดต่อกับกลุ่มต่างชาติอย่างน่าเคลือบแคลงสงสัย" ซึ่งอาจทำให้พวกเขาถูกจำคุกเป็นเวลานาน ขณะที่สื่อที่สนับสนุนฝ่ายรัฐบาล ต่างเรียกพวกเขาเหล่านี้ว่า "กบฏ"










