'หูไซบอร์ก' ไม่เพียงช่วยเปลี่ยนชีวิตคนหลายแสนคน แต่ยังช่วยเปลี่ยนวิธีการได้ยินของคนด้วย

ที่มาของภาพ, Getty Images
- Author, ปาโปล อูโชอา
- Role, บีบีซี เวิลด์ เซอร์วิส
ลองค้นอินเทอร์เน็ตดู คุณก็จะพบกับคลิปวิดีโอหลากหลายรูปแบบที่แสดงให้เห็นคนหูนวกร้องไห้ด้วยความดีใจ เมื่อใช้เครื่องช่วยฟังเป็นครั้งแรก
ระบบ "การฟังแบบไฮบริด" (hybrid hearing) ซึ่งผสมผสานระหว่างอวัยวะมนุษย์และอุปกรณ์ที่ช่วยในการฟัง ได้ช่วยเปลี่ยนแปลงชีวิตของผู้คนหลายแสนคนทั่วโลก
ความก้าวหน้าทางการแพทย์ ทำให้อุปกรณ์ช่วยฟังกลายเป็นอุปกรณ์ที่หาได้ทั่วไป ราคาถูกลง และใช้งานง่ายขึ้น เทคโนโลยีนี้เป็นผลดีต่อการพูดของผู้ใช้งาน และทำให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
แต่ "เสียงใหม่" ที่ได้ยินก็ไม่ใช่เสียงที่คนจำนวนมากคาดหวังไว้เสมอไป เพราะเสียงนี้เกิดจากการทำงานของระบบหุ่นยนต์
ได้ยินเสียงจิ้งหรีดเป็นครั้งแรก
ทอม ทลาลิม เป็นศิลปินด้านเสียงที่ได้รับเชิญมาจัดแสดงผลงานที่พิพิธภัณฑ์ V&A ในกรุงลอนดอน และเขาสนใจวิธีการที่เทคโนโลยีช่วยเปลี่ยนวิธีการที่คนสัมผัสกับโลก
ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ทลาลิม ซึ่งเป็นอาจารย์อาวุโสที่มหาวิทยาลัยวินเชสเตอร์ (University of Winchester) ในสหราชอาณาจักร ทำงานร่วมกับผู้ใช้ประสาทหูเทียม (cochlear implants) หรือที่เรียกย่อ ๆ ว่า CI ซึ่งเป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ทำหน้าที่แทนการทำงานของหูชั้นใน

ที่มาของภาพ, Getty Images
ผลของการศึกษาได้รับการนำเสนอผ่านนิทรรศการที่ชื่อว่า "Tonotopia" ของเขา ซึ่งเป็นการศึกษาเชิงลึกสำรวจโลกของผู้ใช้งาน CI
เอ็ดเวิร์ด เร็กซ์ ผู้ใช้ประสาทหูเทียมคนหนึ่ง เล่าให้ทลาลิมฟังถึงตอนที่เขาได้ยินเสียงจิ้งหรีด ในวันหยุดพักผ่อน
"ผมกำลังนั่งอยู่ด้านนอก อ่านหนังสืออยู่บนเปลญวน แล้วจู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงบี๊บ ๆ ๆ บี๊บ ๆ ๆ ดังขึ้นที่อุปกรณ์ช่วยฟัง" เขาเล่า
เขาบอกว่า เขาหันหลังไปดูว่าอะไรทำให้เกิดเสียงขูดขีดนั้นขึ้น
"ผมคิดว่า นั่นเป็นเสียงใหม่ สมองของผมไม่รู้ว่ามันคืออะไร"
การค้นพบใหม่
เขาเพิ่งจะรู้ตัวว่าได้ค้นพบสิ่งใหม่ก็เมื่อเวลาผ่านไปแล้วครึ่งชั่วโมง
จากนั้นถึงเข้าใจความสัมพันธ์ของ เสียงบี๊บ และเสียงขูดขีด ที่เกิดขึ้น

ที่มาของภาพ, Getty Images
แต่สำหรับราเชล คันนิงแฮม มีช่วงหนึ่งที่เธอไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย หลังจากใช้อุปกรณ์นี้ ตามมาด้วย การได้ยินเสียงดังที่ผสมปนเปกันที่แย่มาก ๆ ซึ่งไม่สามารถบอกได้ว่ามาจากที่ไหน นานถึง 8 สัปดาห์
"มันเป็นเรื่องยากมากที่ฉันเริ่มจากไม่ได้ยินอะไรเลยแล้วมาได้ยินเสียงแปลกประหลาดแบบนี้"
พลังของเทคโนโลยี
มูลนิธิหู (Ear Foundation) ของสหราชอาณาจักร ระบุว่า มีผู้ใช้งานอุปกรณ์ CI ราว 6 แสนคนทั่วโลก
เทคนาวิโอ (Technavio) บริษัทข้อมูลการตลาด คาดว่า ความต้องการอุปกรณ์นี้จะเพิ่มขึ้น เพราะประชากรที่เข้าสู่ช่วงสูงวัย และความพยายามของนานาชาติในการทำให้คนเข้าถึงอุปกรณ์นี้มากขึ้น โดยเฉพาะในเด็ก
องค์การอนามัยโลก (World Health Organisation--WHO) ระบุว่า ผู้คนทั่วโลกราว 466 ล้านคน ได้รับผลกระทบจากการสูญเสียการได้ยิน คาดว่า ตัวเลขนี้จะเพิ่มเป็นสองเท่าภายในปี 2050 และ 1 ใน 10 ของคนกลุ่มนี้ ได้รับผลกระทบการสูญเสียการได้ยินในรูปแบบที่เลวร้ายที่สุด

ที่มาของภาพ, Getty Images
อุปกรณ์ CI ต่างจากอุปกรณ์ช่วยฟังที่ช่วยเพียงขยายเสียง จริง ๆ แล้ว มันทำหน้าที่แทนเซลล์เส้นขนขนาดเล็กที่เสียหายในบริเวณหูชั้นใน (cochlea)
เสียงถูกจับด้วยอุปกรณ์ประมวลผลเสียง และนำไปแปลงสัญญาณเป็นดิจิทัล จากนั้นจะถูกส่งไปยังขั้วไฟฟ้าที่ฝังอยู่ในหูชั้นใน
สัญญาณนี้จะไปกระตุ้นเซลล์ประสาทการได้ยิน ซึ่งจะส่งสัญญาณไปยังสมอง แต่การรับเสียงด้วยวิธีการนี้ซับซ้อนน้อยกว่าการได้ยินแบบปกติเป็นอย่างมาก
เล่นดนตรีด้วยตา
เสียงจากอุปกรณ์ CI มักถูกเรียกว่าเป็นเสียงที่มีความเป็น "เครื่องจักร", "หุ่นยนต์", และ "สังเคราะห์"
อุปกรณ์นี้ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยให้เข้าใจการพูดเป็นหลัก ส่วนการช่วยทำให้การฟังเพลงได้ดีขึ้นนั้น ยังคงต้องรอก้าวต่อไปของเทคโนโลยี

ที่มาของภาพ, Getty Images
การเห็นภาพ อย่างเช่น เห็นการขยับปากของนักร้อง หรือการเห็นรูปแบบจังหวะเสียง จะช่วยให้ผู้คนที่สูญเสียการได้ยินเข้าใจดนตรีที่กำลังฟังมากขึ้น
เซ ฮเย ลี ผู้ใช้งาน CI อีกคน บอกกับทลาลิม เกี่ยวกับวิธีที่เธอฝึกเล่นไวโอลิน "ด้วยการมองเห็น" โดยใช้เทปในการช่วยบอกว่าควรจะกดคอร์ดตรงไหน
"ฉันไม่รู้ว่า ฉันเล่นถูกหรือผิด ฉันดูจากการแสดงออกของคนอื่น ๆ เอา" เธอกล่าว
การใช้ดนตรีเพื่อเชื่อมต่อ
ขณะที่การได้ยินแบบ "ไซบอร์ก" อาจจะไม่ได้ซับซ้อนและหลากหลายเท่ากับการได้ยินของคนปกติ แต่ดนตรีเป็นหนทางหนึ่งที่ผู้ใช้งาน CI สามารถฝึกหัดสมองของพวกเขาให้จดจำรูปแบบเสียงที่ซับซ้อนมากขึ้นได้
ด้วยเหตุนี้ ทลาลิม จึงออกแบบห้องฟังที่นำเสนอประสบการณ์ทางเสียงให้ทุกคนได้ลองสัมผัส ภายในห้อง จะมีการเปิดเสียงดนตรีแนวสะกดจิต
แต่ประสบการณ์นี้เป็นทั้งเรื่องของดนตรี และการสัมผัส โดยการสั่นสะเทือนทางกายภาพทำให้ผู้ฟังรู้สึกได้ถึงเสียง
มันเป็นเหมือนดนตรีแนวใหม่ ซึ่งมีส่วนประกอบของการสัมผัสเข้ามาชดเชยดนตรีที่เรียบง่ายกว่าปกติ
ทลาลิม กล่าวว่า "มันไม่ได้เป็นอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ที่ต้องการเล่นเพลงที่เหมาะกับคนที่ใช้ CI"
"แต่เป็นประติมากรรมทางเสียงที่ก้องกังวาน ซึ่งเสียงและการสั่นสะเทือนนี้จะทำให้คนที่มีความสามารถในการได้ยินแตกต่างกันสามารถสนุกกับเสียงต่าง ๆ ได้"









