นักข่าวซาอุฯ หาย: ปธน.ตุรกี ระบุมีหลักฐานแน่นหนา วางแผนสังหารล่วงหน้า "หลายวัน"

ที่มาของภาพ, Reuters
นายเรเจป ทายยิป แอร์โดอัน ประธานาธิบดีตุรกี แถลงต่อที่ประชุมพรรครัฐบาลในกรุงอังการา ว่าตุรกีมีหลักฐานแน่นหนาว่ามีการวางแผนสังหารนายจามาล คาชูจกิ ล่วงหน้าเป็นเวลาหลายวัน
นายแอร์โดอันระบุว่าสิ่งที่เกิดกับนายคาชูจกิคือการฆาตกรรมอย่างโหดเหี้ยมและมีการไตร่ตรองไว้ก่อน เขาเสนอให้นำตัวผู้ต้องสงสัยที่ถูกจับกุมตัวมาดำเนินคดีที่ตุรกี
นอกจากนี้ เขายังได้เรียกร้องให้ทางการซาอุดีอาระเบียให้คำตอบด้วยว่าศพของนักข่าวชื่อดังอยู่ที่ไหน และใครเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการสังหารในครั้งนี้
ที่ผ่านมา ทางการซาอุฯ ได้ให้คำอธิบายเกี่ยวกับการหายตัวไปของนายคาชูจกิอย่างขัดแย้งกันมาตลอด เริ่มต้นจากการยืนยันว่าเขายังมีชีวิตอยู่ ต่อมาบอกว่าเขาเสียชีวิตจากการต่อสู้กับชายคนหนึ่งในสถานกงสุล จนท้ายที่สุดก็ออกมายอมรับว่าเป็นการ "ปฏิบัติการเถื่อน" โดยสายลับของซาอุฯ เอง
กรณีการสังหารนักข่าวชื่อดังที่เขียนบทความให้กับ นสพ.วอชิงตันโพสต์ ทำให้รัฐบาลหลายชาติและเจ้าของธุรกิจหลายเจ้าถอนตัวจากการเข้าร่วมสัมมนาทางธุรกิจที่จัดขึ้นที่ซาอุดีอาระเบีย โดยเจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ระบุว่า เขายังไม่พอใจกับคำอธิบายของทางการซาอุดีอาระเบีย แต่ก็ขณะเดียวกันก็ย้ำว่าซาอุดีอาระเบียยังคงเป็นชาติพันธมิตรสำคัญของสหรัฐฯ
ปธน.ตุรกี ว่าอย่างไรบ้าง?
นายแอร์โดอัน บอกว่าหลายวันก่อนหน้าการเสียชีวิตของนายคาชูจกิ ได้มีทีมปฏิบัติการชาวซาอุฯ 3 ทีม ทีมละ 15 คน เดินทางไปยังนครอิสตัลบูลด้วยเที่ยวบินคนละเที่ยวกัน
และในวันก่อนเกิดเหตุ สมาชิกบางคนในทีมปฏิบัติการนี้ได้เดินทางไปยังป่าเบลแกรด ใกล้กับสถานกงสุล ซึ่งตำรวจตุรกีเข้าไปตรวจค้นพื้นที่ดังกล่าวในเวลาต่อมา
นายแอร์โดอันบอกว่า มีผู้ถูกจับกุมในซาอุดีอาระเบียแล้ว 18 คน แต่เขาไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับหลักฐานใด ๆ และไม่ได้กล่าวถึงเทปเสียงหรือวิดีโอที่สื่อตุรกีเผยแพร่หลังจากนายคาชูจกิหายตัวไปแต่อย่างใด
"คำขอของผมก็คือให้นำคน 18 คนมาดำเนินคดีที่อิสตัลบูล" นายแอร์โดอันกล่าวและบอกอีกว่า ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการฆาตกรรมนี้จะต้องถูกนำตัวมาลงโทษทุกคน
เขายังเรียกร้องให้จัดตั้งคณะสืบสวนอิสระขึ้นมา และเชื่อว่ากษัตริย์ซัลมานแห่งซาอุดีอาระเบียจะให้ความร่วมมือ อย่างไรก็ดี เขาไม่ได้เอ่ยถึงเจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน ซึ่งหลายฝ่ายเชื่อว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการฆาตกรรมในครั้งนี้ เลย
มาร์ค โลเว็น ผู้สื่อข่าวบีบีซีซึ่งอยู่ที่นครอิสตัลบูล บอกว่า สำหรับประธานาธิบดีที่ไม่เคยเกรงกลัวที่จะเผชิญหน้า นี่อาจเป็นความพยายามที่จะรักษาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสองประเทศ หรือไม่ก็เป็นการยับยั้งท่าทีเพราะได้รับแรงกดดันจาก ซาอุดีอาระเบียหรือสหรัฐฯ









