Social Credit เครื่องมือควบคุมชีวิตประชาชนเต็มรูปแบบของรัฐบาลจีน?

- Author, โดยทีม Reality Check
- Role, บีบีซีนิวส์
รองประธานาธิบดีไมค์ เพนซ์ ของสหรัฐฯ ออกโรงวิจารณ์แผนการของจีนในการใช้ระบบความน่าเชื่อถือทางสังคม (Social Credit System) ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าเป็นความพยายามของทางการจีนในการเข้าสอดส่องและควบคุมวิถีชีวิตในทุกแง่มุมของประชาชน
นายเพนซ์ กล่าวสุนทรพจน์เมื่อเร็ว ๆ นี้ว่า "กลุ่มผู้ปกครองจีนต้องการใช้ระบบสอดส่องพลเมืองของตนเองเพื่อมุ่งควบคุมชีวิตมนุษย์ในทุกด้าน ด้วยเครื่องมือที่เรียกว่า คะแนนความน่าเชื่อถือทางสังคม (social credit score)"
รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ อ้างอิงถึงระบบสอดส่องควบคุมพลเมืองที่เรียกว่า Orwellian system ซึ่งเป็นระบบที่รัฐบาลพยายามเข้าไปควบคุมชีวิตทุกด้านของประชาชนแบบเดียวกับในนวนิยายขายดีของ จอร์จ ออร์เวลล์ เรื่อง 1984 ที่มีเนื้อหาเสียดสีระบอบการปกครองแบบเผด็จการแบบเบ็ดเสร็จ โดยเนื้อเรื่องในนวนิยายกล่าวถึง รัฐโอชันเนียที่ตั้ง "กระทรวงแห่งความจริง" (Ministry of Truth) เพื่อสร้าง "ความจริงประดิษฐ์" ขึ้นมา และยังมีกฎหมายให้ประชาชนเปิดโทรทัศน์ไว้ 24 ชั่วโมง เพื่อให้รัฐคอยสอดส่องพฤติกรรมผ่านซีซีทีวีแบบพิเศษ โดยคำขวัญที่ชาวโอชันเนียต้องจำให้ขึ้นใจคือ "Big Brother is watching you" หรือ พี่เบิ้มกำลังจับตาพวกแกอยู่
ด้านรัฐบาลจีนยืนยันว่าระบบ Social Credit จะสร้างความไว้วางใจและให้รางวัลแก่ "ผู้ที่แจ้งการกระทำที่ละเมิดความไว้วางใจ"
นี่คือความพยายามของจีนที่กำลังสร้างระบบที่ควบคุมชีวิตของพลเมืองทั้งในด้านสังคมและการเมืองอยู่หรือไม่?
การสร้างความไว้วางใจ
ในระบบนี้ พลเมืองจีนจะต้องเข้าร่วมในระบบที่จัดอันดับพฤติกรรมและทัศนคติทางสังคม ซึ่งอาจส่งผลร้ายต่อผู้ที่ไม่ปฏิบัติตาม
แม้จะมีสัญญาณว่าระบบนี้จะถูกนำไปใช้เป็นวงกว้างทั่วประเทศ แต่ดูเหมือนว่าชาวจีนจำนวนมากจะสนับสนุนแนวคิดนี้
ในหลายประเทศ "ความน่าเชื่อถือทางการเงิน" (financial creditworthiness) อาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการกู้ยืมเงินจากธนาคารหรือการทำธุรกิจประเภทอื่น ๆ
แต่ระบบ Social Credit ที่รัฐบาลจีนเสนอให้ใช้ครอบคลุมทั่วประเทศภายในปี 2020 นั้น จะมีผลต่อประชาชนมากกว่านั้น โดยจะจัดอันดับบุคคลตามเกณฑ์ชี้วัดที่ทางการเรียกว่า "ความน่าไว้วางใจ" (trustworthiness) ระบบนี้ยังครอบคลุมไปถึงบริษัทและองค์กรต่าง ๆ ด้วย
ประเด็นสำคัญของระบบนี้คือ รัฐบาลมุ่งเป้าที่จะประเมินระดับความน่าไว้วางใจทางสังคมจากปัจจัยด้านต่าง ๆ ตั้งแต่สินค้าที่ประชาชนซื้อ ไปจนถึงพฤติกรรมทางสังคมหรือแม้แต่ทางการเมือง

ที่มาของภาพ, AFP
หากประชาชนละเมิด "ความไว้วางใจ" เช่น การสูบบุหรี่ในพื้นที่ต้องห้าม หรือชำระภาษีล่าช้า บุคคลเหล่านี้จะถูกตัดคะแนน ในทางกลับกัน ประชาชนจะได้คะแนนเพิ่มหากทำความดี เช่น การทำงานเพื่อการกุศล
ในทางปฏิบัติ ระบบคะแนนนี้จะอยู่ในรูปของ"บัญชีดำ" สำหรับผู้มีคะแนนเป็นลบ และ "บัญชีแดง" สำหรับผู้มีคะแนนเป็นบวก
ระบบนี้เริ่มใช้ในเมืองหรงเฉิง มณฑลชานตง ทางภาคตะวันออกของจีนแล้ว โดยประชาชนจะได้รับคะแนน 1,000 คะแนน ซึ่งสามารถเพิ่มหรือลดได้ตามกิจกรรมที่ทำ เช่น จะถูกตัดคะแนนหากได้ใบสั่งเพราะทำผิดกฎจราจร หรือจะได้คะแนนเพิ่มหากให้ความช่วยเหลือครอบครัวที่ด้อยโอกาส
เมื่อปีที่แล้ว ศาลประชาชนสูงสุด (Supreme People's Court) ของจีน ระบุว่า มีพลเมืองราว 6.15 ล้านคน ถูกห้ามไม่ให้โดยสารเครื่องบินจากการกระทำผิดทางสังคม
ที่เป็นเช่นนี้ไม่ใช่เพราะพวกเขามีประวัติการก่อปัญหาในการเดินทางด้วยเครื่องบินเท่านั้น แต่ยังอาจมาจากการที่พวกเขากระทำผิดฐานเผยแพร่ข้อมูลเท็จเกี่ยวกับการก่อการร้าย, ใช้ตั๋วที่หมดอายุ หรือสูบบุหรี่ในสถานที่ต้องห้าม
การจัดคะแนนความน่าเชื่อถือผู้บริโภค
นี่เป็นโครงการของภาคเอกชนที่เริ่มใช้แล้ว โดยทางการให้ใบอนุญาต 8 บริษัทในการประเมินคะแนนความน่าไว้วางใจและคุณสมบัติอื่น ๆ
หนึ่งในบริษัทเหล่านี้ คือ Sesame Credit ธุรกิจในเครืออาลีบาบา ยักษ์ใหญ่ด้านอีคอมเมิร์ซของจีน ซึ่งมีระบบสำหรับสมาชิกที่สมัครใจ โดยผู้ใช้ระบบนี้จะได้แต้มเพิ่มหากซื้อสินค้าสำหรับครอบครัว เช่น ผ้าอ้อมเด็ก หรือชวนเพื่อนมาเป็นสมาชิก แต่หากซื้อสินค้าบางประเภทเช่น วิดีโอเกม ก็อาจถูกตัดแต้มได้

ที่มาของภาพ, AFP
หากลูกค้ามีคะแนนสะสมสูงก็จะได้สิทธิพิเศษต่าง ๆ เช่น หากใช้บริหารหาคู่ Baihe.com โปรไฟล์ของบุคคลนั้นก็จะปรากฏให้ผู้ใช้งานคนอื่นได้เห็นมากขึ้น
หากลูกค้ามีคะแนนมากพอก็อาจสามารถเช่ารถโดยไม่ต้องวางเงินมัดจำ หรือใช้บริการเช็คอินวีไอพีที่ท่าอากาศยานนานาชาติปักกิ่งได้
ดร.หมิง จิง เจิง ผู้เชี่ยวชาญด้านจีนของมหาวิทยาลัยซูริกในสวิตเซอร์แลนด์ ระบุว่า ระบบนี้มีความซับซ้อนกว่าระบบการตลาดที่มุ่งสร้างความภักดีของลูกค้าที่มีต่อธุรกิจ
"Sesame Credit ให้แต้มลูกค้าโดยพิจารณาจากประวัติเครดิต, พฤติกรรมการบริโภค, ความสามารถในการทำสัญญาตามกฎหมายได้, ข้อมูลส่วนบุคคล, อุปนิสัย และเครือข่ายทางสังคม"
สิ่งที่ "ควรทำ" และ "ไม่ควรทำ"
ยังไม่มีใครทราบชัดเจนว่าระบบ Social Credit ที่รัฐบาลจีนจะเริ่มใช้ทั่วประเทศในปี 2020 จะมีการทำงานอย่างไร
"บรรดาผู้สังเกตการณ์ต่างไม่ทราบว่าจะเกิดอะไรขึ้น" นายจอห์น ลอเกอร์ควิสต์ ผู้เชี่ยวชาญด้านจีนจากมหาวิทยาลัยสตอกโฮล์มในสวีเดนกล่าว
อย่างไรก็ตาม นายโรจิเยร์ ครีเมอร์ส จากมหาวิทยาลัยไลเดนในเนเธอร์แลนด์ ชี้ว่า "ระบบ Social Credit ของรัฐบาลจะเป็นการขยายอำนาจของกฎหมายและการบังคับใช้ที่มีอยู่ในปัจจุบัน" ของรัฐบาลจีน อย่างก็ตาม เขาเชื่อว่ามีความเป็นไปได้ว่าระบบนี้จะดำเนินไปในรูปของการใช้หลายมาตรการเพื่อจัดอันดับและให้คะแนนพลเมือง มากกว่าจะเป็นการใช้ระบบควบคุมเพียงระบบเดียว

ที่มาของภาพ, Getty Images
การคำนวณคะแนนของประชาชนนั้นรัฐบาลจะต้องใช้ข้อมูลมหาศาล ซึ่งบรรดานักวิเคราะห์เชื่อว่า มีความเป็นไปได้ว่าทางการจีนจะใช้ข้อมูลการใช้จ่ายของระบบชำระเงิน WeChat Pay และ Alipay ตลอดจนข้อมูลสาธารณะและกิจกรรมอื่น ๆ เช่น ข้อมูลการใช้บริการโรงแรม ร้านอาหาร สถานภาพการสมรส และข้อมูลโรงเรียน เป็นต้น
นอกจากนี้ ทางการจีนจะเก็บข้อมูลส่วนบุคคลจากกล้องซีซีทีวี, โดรน, เทคโนโลยีการจดจำใบหน้าในที่สาธารณะ และพฤติกรรมทางออนไลน์ของพลเมืองด้วย
ที่ผ่านมาจีนทุ่มงบประมาณมหาศาลในเครือข่ายการสอดส่องความเรียบร้อยในประเทศ และเชื่อกันว่าจีนมีการใช้ระบบจดจำใบหน้าที่ล้ำสมัยในเขตปกครองตนเองซินเจียง ซึ่งมีชนกลุ่มน้อยชาวมุสลิมอุยกูร์อาศัยอยู่

นายลอเกอร์ควิสต์ ได้จัดสิ่งที่ควรและไม่ควรทำในระบบ Social Credit ไว้ดังนี้
สิ่งที่ควรทำ
- บริจาคโลหิต
- บริจาคเงินให้การกุศล
- ซื้อสินค้าและบริการที่มีภาพลักษณ์ในเชิงบวกมากกว่าการซื้อสินค้าที่ไม่ดีต่อสุขภาพ
สิ่งที่ไม่ควรทำ
- ทุจริต
- หลบเลี่ยงภาษี
- ฉ้อโกง
- เผยแพร่ข้อมูลที่ทางการมองว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงทางสังคม
นอกจากนี้ยังเชื่อกันว่าการคำนวณคะแนนในระบบนี้ยังขึ้นอยู่กับเพื่อนที่คุณคบหา หรือแม้แต่หนังสือที่คุณซื้อ นักวิเคราะห์เชื่อว่ารัฐบาลจีนจะออกแบบอัลกอริทึมเพื่อใช้ในการคำนวณคะแนนเหล่านี้โดยเฉพาะ
ชาวจีนจำนวนมากให้การสนับสนุน
ชาวจีนแผ่นดินใหญ่เชื่อว่าระบบ Social Credit จะช่วยแก้ปัญหาอาชญากรรม เช่น การทุจริตเล็ก ๆ น้อย ๆ ด้วยการให้มีการสอดส่องดูแลและการตรวจสอบมากขึ้น
งานวิจัยจากเยอรมนีที่เผยแพร่ในปีนี้พบข้อมูลว่า 80% ของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตมีมุมมองเชิงบวกต่อระบบนี้ของรัฐบาลและภาคเอกชน
"ในประเทศที่ผู้บริโภคกังวลกับปัญหานมผงเป็นพิษ หรือสตรอว์เบอร์รีปนเปื้อน หรือขบวนการต้มตุ๋นทางอินเทอร์เน็ตที่คุกคามประชาชนหลายแสนคนนั้น ระบบ Social Credit จึงถูกมองว่าเป็นที่ให้ข้อมูลที่เชื่อถือได้"
แต่บรรดานักวิจารณ์ ระบุว่า ระบบนี้จะยิ่งเป็นเครื่องมือในการริดรอนเสรีภาพในการพูด รวมทั้งเพิ่มการควบคุมทางสังคมและการเมือง โดยเฉพาะต่อบรรดาชนกลุ่มน้อยและกลุ่มผู้เห็นต่างกับรัฐบาล
"เนื้อแท้ของระบบนี้คือการใช้เทคโนโลยีและระเบียบข้อบังคับเป็นส่วนหนึ่งในการควบคุมทางการเมืองและสร้างเสถียรภาพให้พรรคคอมมิวนิสต์" ซาแมนธา ฮอฟฟ์แมน์ จากสถาบันนโยบายกลยุทธ์แห่งออสเตรเลียกล่าว











