กระแสทรัมป์มาแรง ดันนิยายว่าด้วยเผด็จการขายดีหลายเล่ม

ที่มาของภาพ, PENGUIN/HARPER COLLINS
ยอดจำหน่ายหนังสือนวนิยายที่ว่าด้วยเรื่องราวของระบอบเผด็จการกลับพุ่งสูงขึ้นอีกครั้ง ตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสหรัฐฯ ซึ่งคาดว่าเป็นเพราะแรงหนุนจากกระแสความโด่งดังของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯคนใหม่ ซึ่งหลายประเด็นเกี่ยวกับตัวเขาเป็นที่ถกเถียงกันและชวนให้ผู้คนพยายามขบคิดจินตนาการถึงสภาพการณ์ที่ไม่แน่นอนและยากจะหยั่งถึงในอนาคต
หนังสือที่มียอดขายสูงสุดบนเว็บไซต์แอมะซอนเมื่อวันศุกร์ที่ 27 มกราคมที่ผ่านมาคือ "1984" ของจอร์จ ออร์เวลล์ โดยสำนักพิมพ์ Signet Classics ของสหรัฐฯระบุว่า นับแต่ประธานาธิบดีทรัมป์เข้ารับตำแหน่ง หนังสือนี้มียอดขายพุ่งขึ้นถึง 9,500% และในสัปดาห์นี้ทางสำนักพิมพ์ต้องสั่งหนังสือของออร์เวลล์ทั้ง 1984 และ Animal Farm มาขายเพิ่มถึง 100,000 เล่ม ส่วนในสหราชอาณาจักร ยอดขาย 1984 เพิ่มขึ้น 20% ในสามสัปดาห์แรกของเดือนมกราคม
1984 นั้นถือเป็นหนังสือที่ได้รับการตีพิมพ์มาโดยตลอดตั้งแต่พิมพ์ครั้งแรกในปี 1948 และมียอดขายกว่า 30 ล้านเล่มทั่วโลกแล้ว โดยเป็นเรื่องราวของชายคนหนึ่งที่พยายามขบถต่อรัฐเผด็จการเบ็ดเสร็จที่กดขี่ข่มเหงและคอยสอดส่องพลเมืองในทุกที่ทุกเวลา โดยหนังสือขึ้นแท่นขายดีอันดับหนึ่งบนเว็บไซต์แอมะซอน หลังนางเคลลีแอนน์ คอนเวย์ ที่ปรึกษาระดับสูงของทรัมป์กล่าวว่า ทำเนียบประธานาธิบดีสหรัฐฯได้เสนอ "ข้อเท็จจริงอีกทางเลือกหนึ่ง" แก่ประชาชนอเมริกันในเรื่องจำนวนผู้มาร่วมพิธีสาบานตนของผู้นำสหรัฐฯ ว่ามีมากกว่าที่สื่อมวลชนทั่วไปนำเสนอ ซึ่งตรงกับเหตุการณ์ในนวนิยาย 1984 ที่พรรคผู้ครองอำนาจใช้คำขวัญง่าย ๆ ปิดบังและบิดเบือนความเป็นจริง เช่น 2+2=5 ดำคือขาว สงครามคือสันติ เสรีภาพคือความเป็นทาส ความไม่รู้คือพลัง เป็นต้น

ที่มาของภาพ, Getty Images
แอนดริว ซิมมอนส์ นักเขียนและอาจารย์ด้านประวัติศาสตร์ที่ใช้หนังสือ 1984 ในชั้นเรียนของเขาแสดงความเห็นว่า แม้หนังสือเล่มนี้จะเขียนถึงระบอบคอมมิวนิสต์ในสหภาพโซเวียต แต่ชาวอเมริกันยุคใหม่ใช้การอ่านหนังสือเล่มนี้และหนังสือว่าด้วยระบอบเผด็จการเล่มอื่น ๆ ในการปลดปล่อยภาวะตื่นตระหนกของตนเองและคาดการณ์ถึงสภาพสังคมที่เลวร้ายที่สุดที่ระบอบประชาธิปไตยอเมริกันอาจต้องเดินไปถึง โดยแนวคิดของพรรคผู้ปกครองใน 1984 มีความคล้ายคลึงกับแนวคิดของทรัมป์หลายเรื่อง เช่นการไม่แยแสต่อความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ การกระตุ้นความหวาดกลัวต่อต่างชาติ ซึ่งทำให้ประชาชนเชื่อว่าผู้นำคนเดียวเท่านั้นที่สามารถปกป้องพวกเขาได้
หนังสือนวนิยายขายดีอีกเล่มหนึ่งที่ได้รับอานิสงส์จากกระแสความโด่งดังของทรัมป์คือ It Can't Happen Here (ไม่อาจเกิดขึ้นที่นี่) โดยซินแคลร์ ลูอิส ซึ่งขึ้นแท่นหนังสือขายดีอันดับแปดบนเว็บไซต์แอมะซอนเมื่อวันศุกร์ที่ 27 มกราคมที่ผ่านมา โดยสำนักพิมพ์เพนกวินได้จัดพิมพ์ซ้ำขึ้นเป็นพิเศษกว่าหมื่นเล่ม และโฆษณาว่าเป็นหนังสือที่แสดงถึงตัวตนของทรัมป์และยังทำนายความเป็นไปจากนี้ของเขาไว้ด้วย เนื่องจากนิยายเล่าเรื่องราวของนักการเมืองคนหนึ่งที่ชอบใช้วาทะหาเสียงแบบประชานิยม และลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีโดยสัญญาว่าจะทำให้อเมริกากลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง แต่ในท้ายที่สุดก็นำประเทศไปสู่ระบอบเผด็จการฟาสซิสต์
นิยายการเมืองที่ขายดีจากกระแสของประธานาธิบดีทรัมป์ยังได้แก่ Brave New World ของ Aldous Huxley และ Fahrenheit 451 ของ Ray Bradbury ส่วนหนังสือว่าด้วยศิลปะการเจรจาต่อรองทางธุรกิจ The Art of the Deal ที่ทรัมป์เขียนไว้เองเมื่อปี 1987 ก็กลับมาขายดีอีกครั้งด้วย โดยติดอันดับหนังสือขายดีบนเว็บไซต์แอมะซอนที่อันดับ 15 และมีเนื้อหาหลักกล่าวถึง 11 ขั้นตอนสู่ความสำเร็จทางธุรกิจตามแบบฉบับของทรัมป์









