หลากเรื่องฉาวของสาวสูงวัย โรสมาห์ มานซอร์ ภริยาอดีตนายกฯ มาเลเซีย

Rosmah Mansor, wife of former Malaysian Prime Minister Najib Razak, arrives at the Malaysian Anti-Corruption Commission in Putrajaya on October 3, 2018

ที่มาของภาพ, AFP

คำบรรยายภาพ, นางโรสมาห์ ชื่นชอบการช้อปปิ้ง และสินค้ามียี่ห้อ

ภริยาของอดีตนายกรัฐมนตรีนาจิบ ราซัค ของมาเลเซีย ถูกตั้งข้อหาฟอกเงิน และเลี่ยงภาษี ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการสอบสวนเรื่องอื้อฉาวทุจริตจำนวนมหาศาล

โรสมาห์ มานซอร์ ซึ่งคนทั่วไปรู้กันดีว่าเธอชื่นชอบอัญมณี และสินค้าหรูหรา ไม่ยอมรับสารภาพผิดทั้ง 17 ข้อหา ขณะที่ นายนาจิบสามีของเธอ ถูกตั้งข้อหา 32 ข้อหาเกี่ยวกับกองทุน 1MDB ของทางการมาเลเซีย เขาถูกกล่าวหาว่า ยักยอกเงิน 700 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 2.3 หมื่นล้านบาท

นางโรสมาห์ ในวัย 66 ปี ยิ้ม โบกมือ และส่งจูบ ให้แก่สื่อมวลชน ขณะที่เธอเดินทางมาถึงศาลในกรุงกัวลาลัมเปอร์ เมื่อวันพฤหัสบดี หลังจากเจ้าหน้าที่ปราบปรามการทุจริตได้จับกุมตัวเธอเมื่อวันพุธ และควบคุมตัวเธอไว้ตลอดทั้งคืน

เธอได้รับอนุญาตให้ประกันตัวในวงเงิน 2 ล้านริงกิต หรือราว 15.7 ล้านบาท ขณะที่ตอนแรก อัยการได้ขอให้ตั้งเงินประกันไว้สูงถึง 10 ล้านริงกิต หรือราว 78.7 ล้านบาท

นายนาจิบก็ได้เดินทางมาที่ศาลในกรุงกัวลาลัมเปอร์ในวันพฤหัสบดีเช่นกัน เพื่อร่วมกระบวนการก่อนเริ่มการไต่สวน

เส้นสีเทา

โรสมาห์ มานซอร์ คือใคร?

สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานว่า นางโรสมาห์ มานซอร์ เธอเกิดในปี 1951 ในเมืองกัวลา พีลาห์ รัฐเนเกรี เซมบิลัน ทางตะวันตกเฉียงใต้ของมาเลเซีย และเรียนด้านสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ก่อนเดินทางไปศึกษาต่อระดับปริญญาโทในสหรัฐฯ

สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง

ปี 1987 นางโรสมาห์ ได้สมรสกับนายนาจิบ ซึ่งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงเยาวชนและกีฬาของมาเลเซียในขณะนั้น ถือเป็นการสมรสครั้งที่สองของทั้งคู่ พวกเขามีลูกด้วยกัน 2 คน และมีลูกติดจากการแต่งงานครั้งแรกรวม 5 คน จนกระทั่งในปี 2009 นายนายจิบ ได้เป็นนายกรัฐมนตรี ทำให้นางโรสมาห์กลายเป็นสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งของประเทศ

นางโรสมาห์ มานซอร์

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, นางโรสมาห์ มานซอร์ เดินทางไปขึ้นศาลในวันพฤหัสบดีที่ 4 ต.ค. 2018

ในปี 2011 ข่าวการตั้งแผนกในสำนักนายกรัฐมนตรีให้แก่สตรีหมายเลขหนึ่งของมาเลเซีย ทำให้เกิดกระแสความไม่พอใจขึ้นจากฝ่ายค้านและประชาชน ทำให้ทางการต้องนำชื่อแผนกนี้ออกจากเว็บไซต์ เหตุการณ์นี้ทำให้มีการพูดกันถึงบทบาทของนางโรสมาห์ในรัฐบาลที่ไม่ใช่แค่การเป็นภริยานายกรัฐมนตรี

ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย

สื่อทั้งในและต่างประเทศต่างระบุว่า นางโรสมาห์ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย โดย หนังสือพิมพ์ วอลล์ สตรีท เจอร์นัล พบหลักฐานการใช้บัตรเครดิตของเธออย่างน้อย 6 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 196 ล้านบาท ระหว่างปี 2008-2015 จากการช้อปปิ้งในกรุงลอนดอน, นครนิวยอร์ก และที่อื่น ๆ

เจ้าหน้าที่เข็นรถที่เต็มไปด้วยของ

ที่มาของภาพ, EPA

คำบรรยายภาพ, ตำรวจได้ยึดกระเป๋าถือหรูหรา 567 ใบ รวมถึงกระเป๋าแอร์เมส 272 ใบ

ในปี 2015 ประชาชนไม่พอใจอย่างมาก หลังจากเธอบ่นเกี่ยวกับการต้องจ่ายเงิน 1,200 ริงกิต หรือราว 9,500 บาท เพื่อเป็นค่าย้อมผมเพียงครั้งเดียว ในขณะนั้นค่าแรงขั้นต่ำของมาเลเซียอยู่ที่ 900 ริงกิตต่อเดือน หรือราว 7,100 บาท

สะสมกระเป๋าถือ

ความชื่นชอบเครื่องประดับที่ออกแบบโดยดีไซเนอร์ชื่อดังของเธอ กลายเป็นเรื่องที่ชาวมาเลเซียพูดถึงกันอย่างมากในโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะเมื่อตำรวจบุกค้นสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับเธอและนายนาจิบ และพบกระเป๋าถือจำนวนมาก ซึ่งแต่ละใบมีมูลค่าหลายพันดอลลาร์สหรัฐฯ หรือร่วมแสนบาท

ในการบุกตรวจค้นเหล่านั้น ตำรวจได้ยึดกระเป๋าถือหรูหรา 567 ใบ รวมถึงกระเป๋าแอร์เมส 272 ใบ ที่ตำรวจระบุว่า มีมูลค่าเกือบ 13 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ 424 ล้านบาท

นายนาจิบ บอกว่า ของที่ถูกยึดส่วนใหญ่เป็นของขวัญที่มีคนมอบให้

เพชรสีชมพู

ในปี 2017 กระทรวงยุติธรรมของสหรัฐฯ ระบุว่า มีเงินจากกองทุน 1MDB เกือบ 30 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 979 ล้านบาท ถูกใช้ในการซื้ออัญมณีให้นางโรสมาห์ รวมถึงชุดสร้อยคอเพชรสีชมพูมูลค่า 27 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 881 ล้านบาท

นายนาจิบ กล่าวกับรอยเตอร์ว่า ภริยาของเขาไม่เคยรับชุดเครื่องเพชรสีชมพู

เส้นสีเทา

กองทุน 1MDB ก่อตั้งโดยนายนาจิบ ในปี 2009 เพื่อพลิกโฉมมาเลเซียให้กลายเป็นศูนย์กลางการเงิน และกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการลงทุนขนาดใหญ่

แต่เริ่มถูกจับตามองในแง่ลบในช่วงต้นปี 2015 หลังจากที่ผิดนัดชำระหนี้ 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 3.59 แสนล้านบาท ที่ต้องจ่ายให้แก่ธนาคารและผู้ถือพันธบัตร

นางโรสมาห์ มานซอร์ และนายนาจิบ ราซัค

ที่มาของภาพ, Reuters

คำบรรยายภาพ, นายนาจิบได้พ่ายการเลือกตั้งในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ให้แก่นายมหาเธร์ โมฮัมหมัด ผู้ที่เคยสนับสนุนเขาในอดีต

จากนั้น วอลล์ สตรีท เจอร์นัล ได้รายงานว่า พบเอกสารเส้นทางการเงินที่มีการโอนเงินมูลค่าเกือบ 700 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 2.3 หมื่นล้านบาท เข้าบัญชีธนาคารส่วนตัวของนายนาจิบ

นายนาจิบ ปฏิเสธมาโดยตลอดว่า ไม่ได้ยักยอกเงินจากกองทุน 1MDB หรือกองทุนใด ๆ ของรัฐ

เรื่องอื้อฉาวนี้ เป็นประเด็นสำคัญในการเลือกตั้งเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งนายนาจิบได้พ่ายการเลือกตั้งให้แก่นายมหาเธร์ โมฮัมหมัด ผู้ที่เคยสนับสนุนเขาในอดีต