นาจิบ ราซัค อดีตนายกฯ มาเลเซีย ถูกตั้งข้อหาเพิ่มฐานโยกเงิน 2.1 หมื่นล้านบาทจาก 1MDB เข้าบัญชีตัวเอง

Najib Razak waves after a court appearance in Kuala Lumpur on September 20, 2018.

ที่มาของภาพ, AFP

คำบรรยายภาพ, นายนาจิบโบกมือให้กลุ่มผู้สนับสนุนหลังเดินทางไปขึ้นศาลที่กรุงกัวลาลัมเปอร์วันนี้ (20 ก.ย.)

นายนาจิบ ราซัค อดีตนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ถูกตั้งข้อหาเพิ่มอีก 25 ข้อหา ฐานทุจริตกรณีโอนเงินจากกองทุน 1 มาเลเซีย ดีเวลอปเมนต์ เบอร์ฮัด หรือ 1MDB เข้าบัญชีตัวเองเป็นจำนวน 2.6 พันล้านริงกิต หรือราว 2.1 หมื่นล้านบาท

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า ในวันนี้ (20 ก.ย.) อัยการมาเลเซียตั้งข้อหานายนาจิบ เพิ่มในความผิดฐานฟอกเงิน 21 กระทง และใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบอีก 4 กระทง ส่งผลให้เขาถูกตั้งข้อหาในคดีอื้อฉาว 1MDB แล้วทั้งสิ้น 32 กระทง นับแต่เริ่มถูกดำเนินคดีนี้เมื่อช่วงกลางปีที่ผ่านมา แต่นายนาจิบ ปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมดระหว่างถูกนำตัวขึ้นศาลในวันนี้

อัยการระบุว่า นายนาจิบ วัย 64 ปี ใช้อำนาจในฐานะนายกรัฐมนตรี, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และประธานกองทุน 1MDB ยักยอกเงินเหล่านี้ไประหว่างปี 2011-2014 โดยสำนักข่าวเอเอฟพี ระบุว่า ข้อหาล่าสุดที่นายนาจิบเผชิญมีความสำคัญและเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์สำคัญในคดีทุจริตอื้อฉาวนี้

ในเดือน ก.ค. และ ส.ค. ที่ผ่านมา นายนาจิบ ถูกตั้งข้อหาหลายข้อเกี่ยวกับการฟอกเงิน, การละเว้นหน้าที่, การใช้อำนาจในทางที่ผิดเกียวกับกองทุน 1MDB ข้อหาเหล่านั้นเกี่ยวข้องกับการโอนเงิน 42 ล้านริงกิต ที่มีรายงานว่ามาจากบริษัท เอสอาร์ซี อินเตอร์เนชั่นแนล (SRC International) เข้าบัญชีธนาคารส่วนตัว โดยเอสอาร์ซี อินเตอร์เนชั่นแนล เคยเป็นส่วนหนึ่งของกองทุน 1MDB ส่วนข้อหาใหม่ของนายนาจิบ ตามรายงานข่าวของเอเอฟพี ระบุว่า จะเป็นข้อหาแรกที่ไม่ได้เกี่ยวกับ เอสอาร์ซี

นายนาจิบไม่ยอมรับข้อกล่าวหา และปฏิเสธการกระทำผิดมาโดยตลอด

มหาเธร์ โมฮัมหมัด

ที่มาของภาพ, Reuters

คำบรรยายภาพ, นายมหาเธร์ โมฮัมหมัด นายกฯ คนใหม่ เชื่อว่าจะสามารถนำเงินส่วนใหญ่ของกองทุน 1MDB กลับคืนมาได้

ก่อนหน้านี้ คณะกรรมการปราบปรามการทุจริตของมาเลเซีย ระบุว่า นายนาจิบ จะเผชิญกับ "ข้อกล่าวหาหลายข้อ" ภายใต้กฎหมายปราบปรามการทุจริตของมาเลเซีย

ข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการยักยอกเงินจำนวนมหาศาลของนายนาจิบและพรรคพวก เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เขาพ่ายการเลือกตั้งในเดือน พ.ค.ให้แก่นายมหาเธร์ โมฮัมหมัด วัย 93 ปี ซึ่งกลับมานั่งตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมาเลเซียอีกครั้ง หลังการเกษียณ

นายมหาเธร์ ได้สั่งให้มีการไต่สวนใหม่เกี่ยวกับกองทุน 1MDB อีกครั้ง หลังจากรัฐบาลที่แล้วได้ปิดการไต่สวนไปแล้ว และรับปากว่าจะนำตัวนายนาจิบเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

นายนาจิบ และภริยา

ที่มาของภาพ, Reuters

เจมส์ ชิน ผู้เชี่ยวชาญด้านมาเลเซีย จากมหาวิทยาลัยแทสเมเนีย กล่าวกับ สำนักข่าวเอเอฟพีว่า การจับกุมตัวนายนาจิบครั้งนี้ "มีความสำคัญมากกว่า" ครั้งก่อนมาก

"ผมคิดว่า ชาวมาเลเซียจะมีความสุขมาก ๆ มีการร้องเรียนจำนวนมากว่า รัฐบาลดำเนินการล่าช้าเกี่ยวกับ 1MDB" ชิน กล่าวกับ เอเอฟพี

ตอนที่มีรายงานเกี่ยวกับการโอนเงินนี้เกิดขึ้นในปี 2015 ถือเป็นจุดเปลี่ยนของเรื่องอื้อฉาว 1MDB และเพิ่มแรงกดดันต่อนายนาจิบและคนใกล้ชิดเขาอย่างมาก

อัยการสูงสุดมาเลเซีย ทำให้นายนาจิบรอดพ้นจากการกระทำผิดทุกอย่าง โดยระบุว่า เงินดังกล่าวเป็นเงินบริจาคของราชวงศ์ซาอุดีอาระเบีย และปิดการสอบสวนภายในประเทศ

เจ้าหน้าที่เข็นรถ

ที่มาของภาพ, EPA

คำบรรยายภาพ, กระเป๋าหรู ทั้งแอร์เมส และหลุยส์ วิตตอง เป็นของกลางบางส่วนที่ยึดได้จากคอนโดหรูของอดีตนายกฯ มาเลเซีย

นายนาจิบ ได้ปลดผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์เขาในรัฐบาลออกจากตำแหน่ง จำคุกฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง และใช้กฎหมายที่ทำให้ตัวเขามีอำนาจเพิ่มมากขึ้น ซึ่งนักวิเคราะห์ระบุว่า มีเป้าหมายเพื่อทำให้คนเลิกวิจารณ์การบริหารประเทศของเขา

นักวิเคราะห์คิดว่า แนวร่วมพรรครัฐบาล (Barisan Nasional - BN) ซึ่งปกครองมาเลเซียมาตั้งแต่ได้รับเอกราชจากอังกฤษในปี 1957 จะชนะการเลือกตั้ง แต่มหาเธร์ ได้ใช้ความไม่พอใจของประชาชนที่มีต่อเรื่องอื้อฉาวกรณีกองทุน 1MDB และความสิ้นหวังทางการเมืองในมาเลเซีย จนสามารถกำจัดแนวร่วมพรรครัฐบาลออกจากอำนาจได้ในที่สุด

นายนาจิบและครอบครัว รวมทั้งพรรคพวก ถูกกล่าวหาว่าใช้เงินที่ขโมยมาจากกองทุน 1MDB ซื้อทุกสิ่งทุกอย่าง ตั้งแต่อสังหาริมทรัพย์หรูในสหรัฐฯ ไปจนถึงงานศิลปะราคาแพง เขาและนางโรสมาห์ มานซอร์ ภริยา กลายเป็นบุคคลที่ผู้คนเกลียดชัง

กระทรวงยุติธรรมของสหรัฐฯ ประเมินว่ามีเงิน 4.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 1.46 แสนล้านบาท ถูกยักยอกออกไปจากกองทุน

หลังจากที่นายนาจิบพ่ายการเลือกตั้ง ตำรวจได้ยึดทรัพย์จำนวนมากของเขา รวมถึงกระเป๋าถือราคาแพงและอัญมณี รวมมูลค่า 273 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 8.9 พันล้านบาท