You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
นิกกี เฮลีย์ นักการทูตคู่บารมี ทรัมป์ ที่อาจชิงตำแหน่ง ปธน.สหรัฐฯ
นางนิกกี เฮลีย์ เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำสหประชาชาติ (ยูเอ็น) คือหนึ่งในผู้หญิงและบุคคลผิวสีเพียงไม่กี่คนในรัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่กำลังถูกหลายฝ่ายจับตามองในฐานะดาวรุ่งพุ่งแรงในแวดวงการเมืองสหรัฐฯ
เธอผงาดขึ้นจากผู้ว่าการรัฐสังกัดพรรครีพับลิกันที่ไม่ค่อยเป็นที่รู้จัก มาเป็นนักการทูตผู้ทรงอิทธิพลในเวทีการเมืองโลกภายในเวลาอันรวดเร็ว บรรดาผู้สันทัดกรณีต่างมองว่าเธออาจเป็นผู้ท้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนต่อไปในการเลือกตั้งสมัยหน้า
นางเฮลีย์ วัย 46 ปี สร้างชื่อในฐานะนักการเมืองหญิงแกร่งผู้แสดงความคิดเห็นอย่างเป็นเอกเทศในรัฐบาลของนายทรัมป์ ที่ผ่านมาเธอมีบทบาทอย่างมากในการช่วยกำหนดแนวนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ และเป็นผู้สนับสนุนการตัดลดงบประมาณช่วยเหลือยูเอ็นของสหรัฐฯ อีกทั้งยังเป็นผู้ให้การสนับสนุนอิสราเอลอย่างเหนียวแน่น
บีบีซีไทยรวบรวมข้อมูลน่าสนใจของนักการเมือง-นักการทูตหญิงดาวเด่นผู้นี้มานำเสนอ
ลูกผู้อพยพชาวซิกข์
นางเฮลีย์ เป็นลูกสาวของผู้อพยพชาวซิกข์จากอินเดียที่ย้ายเข้าไปตั้งรกรากในสหรัฐฯ เธอยังถือเป็นผู้หญิงคนแรกที่ได้รับเลือกให้เป็นผู้ว่าการรัฐเซาท์แคโรไลนา
ผู้ช่วยศาสตราจารย์แคลร์ วอฟฟอร์ด จากคณะรัฐศาสตร์วิทยาลัยชาล์สตัน ในรัฐเซาท์แคโรไลนา ให้สัมภาษณ์กับวอยซ์ ออฟ อเมริกา ว่า ประสบการณ์การเมืองในรัฐเซาท์แคโรไลนาสอนบทเรียนที่มีค่าและเป็นหนึ่งในแรงผลักดันสำคัญที่นำนางเฮลีย์ไปสู่แวดวงการเมืองระดับชาติ เพราะในขณะนั้นเธอต้องเผชิญกับกระแสเหยียดเชื้อชาติและอคติต่อเพศหญิงจากคนในรัฐบ้านเกิด ทว่านางเฮลีย์ กลับเปลี่ยนคำวิจารณ์เหล่านั้นมาเป็นข้อได้เปรียบของตนเอง โดยแสดงให้พรรครีพับลิกันเห็นว่าเธอจะช่วยเปลี่ยนภาพลักษณ์ของพรรคที่ถูกมองว่าเป็นพรรคอนุรักษ์นิยมที่ไม่มีความหลากหลาย ทั้งยังช่วยสร้างความน่าเชื่อถือว่ารีพับลิกันไม่ใช่พรรคที่มีแนวคิดเหยียดเชื้อชาติ
มือใหม่ด้านการทูต
นางเฮลีย์ ทำหน้าที่ทูตสหรัฐฯ ประจำยูเอ็นคนที่ 29 ได้เหนือความคาดหมาย เพราะตอนที่เธอเริ่มงานในตำแหน่งนี้เมื่อเดือน ม.ค. 2017 เธอแทบจะไม่มีประสบการณ์ทำงานด้านนโยบายต่างประเทศเลย
นายริชาร์ด โกแวน ผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของสภายุโรป บอกว่า "เธอไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับงานที่ยูเอ็น แต่เธอก็ทำให้นักการทูตคนอื่นทึ่งกับการจัดการคว่ำบาตรเกาหลีเหนือ...นอกจากนี้เธอยังรับมือกับเรื่องนโยบายของยูเอ็นได้อย่างดี เช่น การรักษาสันติภาพในแอฟริกา ซึ่งเป็นเรื่องที่เธอไม่ได้สนใจในช่วงแรก"
นอกจากนี้ นางเฮลีย์ ยังมักตำหนิรัสเซียต่อกรณีที่ให้การสนับสนุนรัฐบาลของประธานาธิบดีบาชาร์ อัล อัสซาด ของซีเรีย และการที่รัสซียเข้าแทรกแซงยูเครน รวมถึงกรณีการลอบวางยาพิษอดีตสายลับชาวรัสเซียในอังกฤษ ซึ่งบ่อยครั้งเป็นการพูดตำหนิที่รุนแรงกว่าท่าทีของทำเนียบขาวเสียด้วยซ้ำ
ผู้สนับสนุนอิสราเอล
นางเฮลีย์ ถูกมองว่าเป็นบุคคลสำคัญในด้านนโยบายต่างประเทศของรัฐบาลสหรัฐฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่ประธานาธิบดีทรัมป์สั่งปลดนายเร็กซ์ ทิลเลอร์สัน ออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ จากปัญหาความคิดเห็นที่แตกต่างกันเมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา
ผู้สื่อข่าวบีบีซีบอกว่า นางเฮลีย์ เป็นหนึ่งในทีมงานนายทรัมป์เพียงไม่กี่คนที่สามารถทำให้ตัวเองรอดพ้นจากอิทธิพลการควบคุมของนายทรัมป์ และได้รับการยอมรับในฝีมือการทำงาน ทั้งยังเป็นเสียงสำคัญในการผลักดันนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ เมื่อเทียบกับเจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงแห่งชาติและกิจการต่างประเทศคนอื่น ๆ ในทำเนียบขาว
วอยซ์ ออฟ อเมริกา ระบุว่า ในเชิงของนโนบายนั้น นางเฮลีย์ถือเป็นผู้สนับสนุนและคอยปกป้องอิสราเอลอย่างเหนียวแน่น โดยเธอเคยกล่าวต่อที่ประชุมประจำปีของกลุ่มล็อบบี้อิสราเอล AIPAC เมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมาว่า "ที่ยูเอ็นและหน่วยงานต่าง ๆ ของยูเอ็น อิสราเอลมักถูกรังแก...เพราะบรรดาประเทศที่ไม่ชอบอิสราเอลมักเอาตัวรอดจากการกระทำดังกล่าวไปได้...นี่เป็นสิ่งที่ดิฉันรับไม่ได้เลย"
ทายาทการเมืองทรัมป์?
เว็บไซต์หนังสือพิมพ์เดอะฮินดูของอินเดีย ระบุว่า แม้จะเพิ่งรับหน้าที่ทูตสหรัฐฯ ประจำยูเอ็นได้เพียง 1 ปี แต่นางเฮลีย์ซึ่งเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดของประธานาธิบดีทรัมป์ก็มีบทบาทโดดเด่นมากในยุคของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ชูนโยบาย "อเมริกามาก่อน" บรรดานักการทูตต่างมองว่าเธอกำลังใช้บทบาทนี้เป็นการปูทางไปสู่การบทบาททางการเมืองที่ใหญ่ขึ้น นั่นคือการลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนต่อไป
การคาดการณ์เรื่องลงสมัครชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีของนางเฮลีย์ เกิดขึ้นนับแต่ที่เธอออกมาปกป้องการตัดสินใจของประธานาธิบดีทรัมป์ในการที่สหรัฐฯ ให้การรับรองนครเยรูซาเลมเป็นเมืองหลวงอิสราเอล โดยเธอเลือกที่จะใช้สิทธิยับยั้ง หรือวีโต้ ในการออกเสียงพิจารณาร่างมติของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติที่ระบุให้การรับรองนครเยรูซาเลมเป็นเมืองหลวงอิสราเอลถือเป็นโมฆะ ส่งผลให้คณะมนตรีความมั่นคงฯ ไม่สามารถออกข้อมติดังกล่าวได้ แม้ชาติสมาชิกที่เหลืออีก 14 ประเทศ ต่างออกเสียงสนับสนุนทั้งหมดก็ตาม
การกระทำดังกล่าวทำให้หลายฝ่ายมองว่า นางเฮลีย์ ไม่ใช่นักการทูตแต่เป็นนักการเมืองที่กำลังแสดงบทบาทให้คนในประเทศดูด้วยเป้าหมายที่จะเอาชนะใจประชาชนในการเลือกตั้งในอนาคตไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งในปี 2020 หรือ 2024