อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนีประกาศหนุนข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่าน หลังสหรัฐฯ ถอนตัว

ที่มาของภาพ, Getty Images
อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี รวมพลังกันประกาศสนับสนุนข้อตกลงนิวเคลียร์กับอิหร่านเพื่อให้เดินหน้าต่อไปได้ นานาชาติทั้งในภาคการเมืองและเศรษฐกิจต่างออกมาแสดงปฏิกิริยาต่าง ๆ ส่วนไทยอาจจะได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นเล็กน้อย สายการบิน และธุรกิจโลจิสติกส์ ต้องแบกภาระต้นทุนเพิ่มขึ้นในระยะสั้นนี้
นายกรัฐมนตรี เทเรซ่า เมย์แห่งอังกฤษ, ประธานาธิบดี เอ็มมานูเอล มาครง แห่งฝรั่งเศส และนายกรัฐมนตรี แองเกลา แมร์เคิล แห่งเยอรมนี ได้เรียกร้องให้สหรัฐฯ ไม่ขัดขวางการบังคับใช้ข้อตกลงนิวเคลียร์กับอิหร่าน นอกจากนี้ยังกล่าวอีกว่าพวกเขาจะร่วมมือกับรัสเซีย และจีน ซึ่งลงนามในข้อตกลงนี้ด้วย เพื่อเดินหน้าควบคุมแผนการนิวเคลียร์ของอิหร่านต่อไป
ส่วนอิหร่านนั้นออกแถลงการณ์ว่าถ้าข้อตกลงนี้ล้มไป อิหร่านจะกลับไปเริ่มการเสริมประสิทธิภาพยูเรเนี่ยมเพื่อใช้ในเตาปฏิกรณ์ปรมาณูเช่นเดิม
ในคำแถลงการณ์ของประธานาธิบดีฮัสซาน รูฮานี กล่าวว่า เขาได้สั่งให้กระทรวงการต่างประเทศเจรจากับประเทศยุโรป จีน และรัสเซีย ในไม่ช้านี้ "หากเราสามารถบรรลุถึงความร่วมมือกับประเทศอื่น ๆ ตามสัญญาได้ ข้อตกลงก็ยังคงอยู่"

ที่มาของภาพ, EPA
ส่วนในรัฐสภาของอิหร่าน สมาชิกรัฐสภาเผาธงอเมริกัน และมีรายงานว่าประธานรัฐสภาอิหร่านออกมากล่าวว่าทรัมป์ไม่มี "ความสามารถทางจิต" ที่จะรับมือกับปัญหาต่าง ๆ ได้
ปฏิกิริยาจากทั่วโลก
ปฏิกิริยาจากทั่วโลกหลังทรัมป์ประกาศถอนตัวจากโต๊ะเจรจา เช่น รัสเซียแถลงว่า "ผิดหวังอย่างมาก" ต่อการตัดสินใจของทรัมป์ ส่วนอดีตประธานาธิบดีบารัค โอบามา แห่งสหรัฐฯ ซึ่งมีส่วนอย่างยิ่งในการก่อรูปข้อตกลงนี้ เขียนในหน้าเฟซบุ๊กของเขายืนยันว่าข้อตกลงนี้มีข้อดี และปกป้องผลประโยชน์ของสหรัฐฯ
อย่างไรก็ตามประเทศที่เป็นคู่แข่งของอิหร่าน อย่างซาอุดีอาเรเบีย และอิสราเอล ต่างออกมาแสดงความยินดี นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล กล่าวว่าเขาหนุนการตัดสินใจของประธานาธบดีทรัมป์อย่างที่สุด
รอยเตอร์รายงานว่า หลังการประกาศของประธานาธิบดีทรัมป์ ราคาน้ำมันดิบดีดขึ้นแตะระดับสูงที่สุดในช่วง 3 ปีครั้งในวันพุธ (9 พ.ค.) ในขณะที่ผู้กลั่นน้ำมันปิโตรเลียมในเอเชียกำลังพยายามหาแหล่งน้ำมันดิบแหล่งอื่นเข้ามาทดแทนอิหร่าน เมื่อสหรัฐฯ เริ่มใช้มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจอีกครั้ง
สถานการณ์การเมืองในตะวันออกกลางก็ตึงเขม็งขึ้นมา เมื่อวันอังคาร (8 พ.ค.) กองทัพอิสราเอลเตรียมพร้อมสำหรับการปะทะที่อาจเกิดขึ้นกับเพื่อนบ้าน ซีเรีย ซึ่งเป็นพันธมิตรใกล้ชิดของอิหร่าน

ที่มาของภาพ, Chip Somodevilla/Getty Images
อิทธิพลของสายเหยี่ยวในสหรัฐฯที่เพิ่มขึ้น
การตัดสินใจของทรัมป์ทำให้เกิดความตึงเครียดขึ้นกับพันธมิตรเช่นประเทศในยุโรป ซึ่งได้ส่งตัวแทนไปเจรจากับทรัมป์หลายครั้งเพื่อมิให้ถอนตัว อย่างไรก็ตามรัฐบาลของทรัมป์ก็เปิดประตูแง้มไว้สำหรับการเจรจาข้อตกลงใหม่กับพันธมิตร แต่ก็ยังไม่ชัดเจนนักว่าหากว่าพวกยุโรปอยากจะเจรจาใหม่ อิหร่านจะยอมรับได้หรือไม่

การถอนตัวออกจากสัญญาอิหร่านนับเป็นการตัดสินใจที่สืบเนื่องมาจากนโยบาย "อเมริกามาก่อน" ของทรัมป์ ซึ่งก่อนหน้านี้เขาก็ได้ถอนสหรัฐฯ ออกจากข้อตกลงปารีสเรื่องโลกร้อน แถมยังลากสหรัฐฯ ให้เข้าไปใกล้กับสงครามการค้ากับจีนโดยการประกาศใช้มาตรการตอบโต้หากพบว่าจีนเอาเปรียบทางการค้ากับสหรัฐฯ และทรัมป์ยังทำให้สหรัฐฯ ถอนตัวออกจากความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก 12 ประเทศ หรือ ทีพีพี (TPP) อีกด้วย
การถอนตัวจากข้อตกลงนี้น่าจะแสดงถึงอิทธิพลของสายเหยี่ยวที่มีแนวทางแข็งกร้าวต่ออิหร่าน เช่น รัฐมนตรีต่างประเทศคนใหม่ ไมค์ ปอมเปโอ และที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแหงชาติ จอห์น โบลตัน เพราะทั้ง 2 คนนี้ไม่เห็นด้วยกับข้อตกลงอิหร่านมานานแล้ว ส่วนรัฐมนตรีกลาโหม จิม แมททิส กลับเห็นว่าสหรัฐฯ ไม่ควรถอนตัว แต่ในระยะหลังเขาไม่ค่อยแสดงความเห็นเช่นนี้มากนัก

ที่มาของภาพ, Reuters
ผลต่ออิหร่าน
กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ระบุว่า การคว่ำบาตรจะเป็นด้านพลังงาน รถยนต์ และด้านพลังงาน ซึ่งจะถูกนำกลับมาใหม่ในอีก 3 และ 6 เดือนข้างหน้า
ประธานาธิบดีรูฮานีกล่าวเมื่อวันอังคารว่า อิหร่านยังคงปฏิบัติตามข้อตกลงแม้ว่าสหรัฐฯ จะถอนตัวออกไปก็ตาม แต่การตัดสินใจของทรัมป์นั้นอาจทำให้รัฐบาลอิหร่านไม่สามารถจะเปิดต่อโลกตะวันตกได้มากเท่าเดิม เพราะรูฮานีอาจต้องยอมให้กลุ่มหัวรุนแรงเข้ามาเดินเกมมากขึ้น
อิหร่านปฏิเสธเสมอมาว่ากำลังพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ และยืนยันว่าโครงการนิวเคลียร์ของตนเองนั้นมีจุดประสงค์ในด้านสันติ ขณะที่ผู้ตรวจสอบของสหประชาชาติก็กล่าวว่าอิหร่านไม่ได้ทำผิดข้อตกลงแต่อย่างใด และเจ้าหน้าที่อาวุโสของสหรัฐฯ ก็พูดหลายครั้งว่าอิหร่านให้ความร่วมมือทางด้านเทคนิคตามข้อตกลงดีมาก
สถานีโทรทัศน์ทางการของอิหร่านกล่าวว่าการตัดสินใจถอนตัวของทรัมป์นั้น "ผิดกฎหมาย ไร้ความชอบธรรม และบ่อนทำลายข้อตกลงระหว่างประเทศ"
การกลับมาใช้มาตรการคว่ำบาตรอีกก็อาจจะทำให้อิหร่านที่กำลังประสบปัญหาทางด้านเศรษฐกิจ ขายน้ำมันซึ่งเป็นสินค้าหลักของประเทศให้ประเทศอื่น ๆ ได้ยากกว่าเดิม หรือใช้ระบบการธนาคารระหว่างประเทศ เพราะระบบการเงินโลกส่วนใหญ่นั้นอยู่ในมือของสหรัฐฯ
อิหร่านถือเป็นผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่อันดับสามในองค์การกลุ่มประเทศผู้ส่งน้ำมันออก (โอเปก) ซึ่งสามารถผลิตน้ำมันดิบได้ราว 3.8 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือเกือบ 4% ของปริมาณที่ผลิตกันได้ทั้งโลก โดยมีจีน อินเดีย ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ เป็นผู้ซื้อรายใหญ่โดยรวมกันซื้อ 2.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน
ผลต่อไทย
ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์รายงานว่าไทยจะไม่ได้รับผลกระทบจากการคว่ำบาตรนี้โดยตรงในเรื่องการนำเข้าน้ำมัน เนื่องจากไทยไม่ได้นำเข้าน้ำมันดิบจากอิหร่านโดยตรง แต่ซื้อน้ำมันจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซาอุดีอาระเบีย และมาเลเซียเป็นส่วนใหญ่
อย่างไรก็ตามไทยอาจได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้น อุตสาหกรรมที่จะได้รับผลดีก็คือ บริษัทสำรวจและผลิตน้ำมัน และอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ที่จะมีรายได้สูงขึ้น แต่ผู้ประกอบการที่ค่าใช้จ่ายเรื่องน้ำมันเป็นต้นทุนหลักอย่างสายการบิน ขนส่งและโลจิสติกส์จะได้รับผลกระทบด้านลบในระยะสั้น เพราะต้องแบกรับภาระต้นทุนที่สูงขึ้นเล็กน้อย รวมไปถึงภาคครัวเรือนผู้ใช้รถจะได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันขายปลีกที่มีแนวโน้มปรับสูงขึ้นราว 1-2%









