ฝรั่งเศสจับ 200 ผู้ประท้วงปิดหน้า ก่อจลาจลวันแรงงาน

ที่มาของภาพ, EPA
ตำรวจกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส จับกุมผู้ชุมนุมที่สวมหน้ากากปกปิดใบหน้าราว 200 คน หลังพังกระจกร้านค้าและวางเพลิงรถยนต์ในระหว่างชุมนุมประท้วงเนื่องในวันแรงงาน
กลุ่มอนาธิปไตยฝ่ายซ้ายซึ่งรู้จักในนาม "กลุ่มดำ" (Black Blocs)ได้ใช้ความรุนแรงและทำลายการชุมนุมอย่างสันติวิธีของคนกลุ่มใหญ่ที่มุ่งต่อต้านการปฏิรูปแรงงานของนายเอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส
ตำรวจกล่าวว่า ผู้ประท้วงประมาณ 1,200 คนสวมหน้ากากและหมวกโม่งเข้าร่วมการชุมนุมประจำปีเนื่องในวันแรงงาน จัดโดยสหภาพแรงงาน
ประชาชนสี่คนได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ โดยในจำนวนนี้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจรวมอยู่ด้วยหนึ่งนาย

ที่มาของภาพ, Reuters

ที่มาของภาพ, Getty Images
เจ้าหน้าที่ตำรวจปราบจลาจลได้เข้าควบคุมสถานการณ์ด้วยการฉีดแก๊สน้ำตาและปืนฉีดน้ำแรงดันสูงเพื่อสลายการชุมนุม แต่ผู้ชุมนุมพยายามเคลื่อนขบวนต่อ ก่อนพังกระจกร้านค้าที่อยู่ข้างทาง และจุดไฟหน้าร้านแมคโดนัลด์ซึ่งอยู่ใกล้กับสถานีรถไฟ ออสแตร์ลิตซ์ ทำให้รถหลายคันที่จอดอยู่บริเวณดังกล่าวถูกเผาไหม้
นายเบนจามิน กรีโวลล์ โฆษกรัฐบาลฝรั่งเศส ได้ออกมาวิจารณ์การปกปิดใบหน้าของกลุ่มผู้ประท้วง โดยระบุว่า "ถ้าคุณเชื่อมั่นและบริสุทธิ์ใจจริง ๆ คุณต้องเปิดหน้าชุมนุม" และว่า "บรรดาคนที่สวมหมวกโม่งถือเป็นศัตรูของระบอบประชาธิปไตย"

ที่มาของภาพ, EPA

ที่มาของภาพ, Getty Images
ความไม่พอใจอย่างกว้างขวางเกิดขึ้นต่อแผนปฏิรูปแรงงานของประธานาธิบดีมาครง พนักงานการรถไฟ SNCF เริ่มหยุดงานทั่วประเทศและหยุดเดินรถสามเดือน หลังรัฐบาลวางแผนยกเครื่องการรถไฟ
ขณะเดียวกัน ครู พยาบาล และแรงงานอื่น ๆ หลายหมื่นคนได้เข้าร่วมการชุมนุมกับพนักงานการรถไฟเมื่อเดือน มี.ค. ทว่าประธานาธิบดีมาครงระบุว่าเขาจะไม่ทบทวนวาระปฏิรูปนี้
สหภาพแรงงานกล่าวว่า ตัวเลขผู้ชุมนุมอย่างสันติเมื่อวันอังคารอยู่ที่ 55,000 คน แต่ตำรวจประเมินว่ามี 20,000 คนเท่านั้น อย่างไรก็ดีจำนวนดังกล่าวยังถือว่าเป็นตัวเลขที่น้อย หากเทียบกับการชุมนุมต่อต้านแผนปฏิรูปเมื่อเดือน ก.ย. 2017 ซึ่งมีผู้เข้าร่วม 223,000 คน

ที่มาของภาพ, EPA








