การโจมตีของชาติตะวันตกจะทำให้ซีเรียเปลี่ยนพฤติกรรมไหม?

โจนาธาน มาร์คัส ผู้สื่อข่าวด้านกลาโหม

ทหารชูธงซีเรีย

ที่มาของภาพ, Reuters

ปฏิบัติการร่วมของสหรัฐฯ อังกฤษและฝรั่งเศส ในการโจมตีซีเรีย เพื่อตอบโต้ที่ซีเรียใช้อาวุธเคมีโจมตีสังหารประชาชน ครั้งนี้ ถือว่ามีนัยสำคัญกว่าการที่สหรัฐฯ โจมตีฐานทัพอากาศในซีเรียเมื่อปีก่อน แต่จากการประเมินเบื้องต้น ดูเหมือนจะอยู่ในวงจำกัดกว่าที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เคยกล่าวเอาไว้ในตอนแรก

เมื่อปีที่แล้วมีการใช้ขีปนาวุธ 59 ลูก ส่วนในปีนี้การโจมตีใช้ขีปนาวุธมากกว่าเดิมประมาณสองเท่า ขณะนี้การโจมตียุติลงแล้ว พร้อมกับคำเตือนอย่างชัดเจนว่า หากรัฐบาลของประธานาธิบดีบาชาร์ อัล อัดซาด ยังใช้อาวุธเคมี ก็อาจมีการโจมตีตามมาอีกในอนาคต

กองทัพสหรัฐฯ ระบุว่า ได้ระมัดระวังไม่ให้มีชาวซีเรียและ "ต่างชาติ" ซึ่งหมายถึงรัสเซีย ได้รับบาดเจ็บ

แต่คำถามพื้นฐานก็คือ การโจมตีเช่นนี้จะสามารถยับยั้งประธานาธิบดีอัสซาดได้หรือไม่? ในเมื่อปีที่ผ่านมา การโจมตีของสหรัฐฯ ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้นำซีเรียได้ แล้วครั้งนี้จะแตกต่างออกไปอย่างไร?

A Syrian Kurdish boy sits on a destroyed tank in the Syrian town of Kobane, also known as Ain al-Arab, on March 27, 2015.

ที่มาของภาพ, Getty Images

สิ่งที่เป็นความหวังของหลายฝ่ายในขณะนี้คือต้องการเห็นนายอัสซาด เปลี่ยนพฤติกรรม แต่สิ่งที่ยังเป็นคำถามอยู่คือความขัดแย้งที่เกิดอยู่ในซีเรียขณะนี้ ยังไม่มีทีท่าว่าจะยุติลง และสิ่งที่ทำให้ผู้คนบาดเจ็บล้มตายส่วนใหญ่มาจากการใช้อาวุธยุทโธปกรณ์เข่นฆ่า ไม่ใช่อาวุธเคมีที่เป็นต้นเหตุให้โลกตะวันตกลงมือจัดการกับซีเรีย

ดังนั้นคำตอบต่อคำถามที่ว่าการโจมตีครั้งนี้จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรในซีเรีย? จะทำให้สงครามความขัดแย้งที่ดำเนินอยู่ยุติลงไหม? น่าเศร้าที่คำตอบที่เกือบจะชัดเจนคือ "ไม่"

ด้วยเหตุผลง่าย ๆ ก็คือ ยังไม่มีกลยุทธ์ที่ชัดเจนใด ๆ ที่จะยุติสงคราม การคงกองกำลังสหรัฐฯ ไว้ในซีเรียเพื่อสนับสนุนกลุ่มนักรบชาวเคิร์ดนั้นก็ทำได้เพียงทำให้ระบอบของนายอัสซาดและอิหร่านที่หนุนหลังซีเรียอยู่เสียศูนย์ไปเท่านั้น และสหรัฐฯ เองก็ไม่ได้มีกลยุทธ์ต่อเนื่องใด ๆ ที่จะจัดการกับอิหร่าน

ปูติน - อัสซาด

ที่มาของภาพ, Getty Images

สงครามเย็นครั้งใหม่

ณ ขณะนี้คงปฏิเสธไม่ได้ว่าสงครามเย็นรูปแบบใหม่กำลังเริ่มก่อตัว แม้จะไม่เสี่ยงถึงขึ้นจะมีการทำลายล้างกันด้วยอาวุธนิวเคลียร์ แต่ก็มีรัสเซียเข้ามาร่วมวงอย่างแข็งขันกว่าที่เคยทำมา รัสเซียนั้นแม้จะไม่ใช่ชาติทรงอำนาจในโลกเหมือนอดีตสหภาพโซเวียต แต่รัสเซียก็รั้งตำแหน่งชาติทรงพลังในระดับกลางที่มีขีดความสามารถด้านนิวเคลียร์ ทั้งยังเชี่ยวชาญในการใช้อิทธิพลและทำสงครามข่าวสารได้มีประสิทธิผล โดยที่นายวลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซียนั้น พร้อมจะปกป้องผลประโยชน์ของรัสเซียทุกเมื่อ และทุกที่ที่ทำได้

ซีเรียนั้นเป็นตัวช่วยทำให้รัสเซียแผ่ขยายอิทธิพลเข้ามาในภูมิภาคที่ยังถือว่ามีความสำคัญ หากเปรียบเป็นดาวก็ถือได้ว่ารัสเซียกำลังเป็นดาวรุ่งขณะที่สหรัฐฯ นั้นค่อย ๆ กลายเป็นดาวร่วง และนี่ถือว่ามีความสำคัญต่อความมั่นคงในภูมิภาค เพราะแรงกระเพื่อมอันเกิดจากการตัดสินใจของสหรัฐฯ ในการลบล้างระบอบของนายซัดดัม ฮุสเซน ในอิรัก ยังไม่สงบนิ่ง อิหร่านเองเป็นผู้ได้รับประโยชน์โดยตรงจากการตัดสินใจในครั้งนั้น และได้กลายมาเป็นผู้เล่นที่น่าเกรงขามในเวทีการเมืองระหว่างประเทศในตะวันออกกลาง

การแผ่ขยายอิทธิพลของอิหร่านในซีเรียสุ่มเสี่ยงที่จะทำให้เกิดความขัดแย้งกับอิสราเอล และเชื่อกันว่าเมื่อเร็ว ๆ นี้ อิสราเอลก็เพิ่งโจมตีฐานทัพของซีเรียที่อิหร่านใช้เป็นที่มั่นในซีเรีย

ขณะนี้ความตึงเครียดกำลังทวีขึ้น และมีความเสี่ยงที่รอยเลื่อนแห่งความขัดแย้งในภูมิภาคกำลังจะปรากฏให้เห็น ขณะที่การผนึกกำลังกันของสหรัฐฯ อังกฤษและฝรั่งเศส ในช่วงข้ามคืนที่ผ่านมานั้น ไม่ต่างจากการโยนก้อนกรวดลงในบ่อน้ำ ที่จะทำให้เกิดแรงกระเพื่อมตามมาอีกระลอก