นายเยนส์
สโตลเตนแบร์ก เลขาธิการองค์การนาโต โพสต์ข้อความในทวิตเตอร์สนับสนุนการโจมตีของพันธมิตรชาติตะวันตก
โดยระบุว่า ผู้ที่ใช้อาวุธเคมี “ต้องรับผิดชอบ”
นายกรัฐมนตรีจัสติน
ทรูโด แห่งแคนาดา สนับสนุนการโจมตีครั้งนี้เช่นกัน โดยระบุผ่านเว็บไซต์ว่า “แคนาดาสนับสนุนการตัดสินใจของสหรัฐฯ
สหราชอาณาจักร และฝรั่งเศส ที่ได้ลงมือลดทอนความสามารถของรัฐบาลอัสซาด
ในการใช้อาวุธเคมีโจมตีพลเมืองของตนเอง”
นายจอห์น
แม็คเคน ประธานกรรมาธิการการทหารของวุฒิสภาสหรัฐฯ
และแกนนำสมาชิกพรรครีพับลิกันคนสำคัญที่วิจารณ์ประธานาธิบดีทรัมป์
เห็นด้วยและชื่นชมกับการใช้กำลังทางทหารเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม
มีสมาชิกพรรคเดโมแครตบางคนที่ระบุว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ ควรจะเข้าชี้แจงต่อรัฐสภา
เพื่อขออนุมัติการใช้กำลังทหาร
ขณะที่นายอันโตนิโอ กูแตร์เรส เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ
กล่าวเตือนสมาชิกยูเอ็นถึงหน้าที่ความรับผิดชอบว่า “มีพันธกรณี โดยเฉพาะในเรื่องสันติภาพและความมั่นคง
ที่เราจะต้องปฏิบัติให้สอดคล้องกับกฎบัตรสหประชาชาติ และกฎหมายระหว่างประเทศ”
และ “ขอให้ทุกชาติสมาชิก
พยายามยับยั้งชั่งใจในภาวะการณ์ที่อันตรายเช่นนี้”
คอนสแตนติน
โคซาเชฟ ประธานกรรมาธิการต่างประเทศของวุฒิสภารัสเซียประณามการโจมตีครั้งนี้ว่าเกิดขึ้นโดยไม่มีหลักฐานใด ๆ เลย และทำให้การทำงานขององค์การห้ามอาวุธเคมี
(Organisation
for the Prohibition of Chemicals Weapons Convention: OPCW) ที่เพิ่งเริ่มที่ดูมานั้นยากลำบากขึ้นไปอีก
ผู้เชี่ยวชาญของ
OPCW มีแผนจะเข้าไปดูมา
ซึ่งเป็นเมืองที่กบฎซีเรียยึดครองเพื่อตรวจสอบว่ามีการโจมตีด้วยอาวุธเคมีเกิดขึ้นในเมืองนี้เมื่อเสาร์ที่แล้ว
และมีรายงานว่ามีผู้เสียชีวิต 40 คน

ที่มาของภาพ, GETTY IMAGES
คำบรรยายภาพ, สหรัฐฯ อังกฤษ และฝรั่งเศส เป็น 3 ชาติ จาก 5 ชาติ ที่อยู่ในคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ