4 เรื่องน่ารู้ การเยือนอังกฤษของมกุฎราชกุมารซาอุดีอาระเบีย

ที่มาของภาพ, AFP/Getty Images
เจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน มกุฎราชกุมารพระชนมายุ 32 พรรษา ของซาอุดีอาระเบีย เริ่มภารกิจเยือนอังกฤษเป็นเวลา 3 วัน ในวันที่ 7 มี.ค. แม้พระองค์จะมิได้เดินทางมาในฐานะองค์ประมุขของรัฐ แต่ก็ได้รับการต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่ ผู้สันทัดกรณีมองว่าภารกิจเยือนอังกฤษอย่างเป็นทางการครั้งแรกในฐานะมกุฎราชกุมารแห่งซาอุดีอาระเบียของพระองค์ครั้งนี้ ไม่ใช่แค่การกระชับความสัมพันธ์ระหว่างชาติพันธมิตรทั้งสองเพียงเท่านั้น
การเยือนอังกฤษครั้งนี้ เจ้าชายโมฮัมเหม็ดทรงเข้าเฝ้าฯ และร่วมงานเลี้ยงพระกระยาหารกลางวันกับสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่สองที่พระราชวังบักกิงแฮม ทรงพบกับสมาชิกราชวงศ์อังกฤษพระองค์อื่น ๆ รวมถึงนายกรัฐมนตรีเทเรซา เมย์ และบรรดาบุคคลสำคัญ เพื่อหารือประเด็นด้านการค้า ความมั่นคง และด้านกลาโหม ระหว่างสองฝ่าย

ที่มาของภาพ, AFP
1. การต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่
เจมส์ แลนเดล ผู้สื่อข่าวสายการทูตของบีบีซี ระบุว่า แม้เจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน ซึ่งทรงเป็นที่รู้จักในพระนาม "เอ็มบีเอส" จะเพิ่งได้รับการสถาปนาให้เป็นมกุฎราชกุมารแห่งซาอุดีอาระเบียได้เพียง 9 เดือน แต่ทางการอังกฤษได้ถวายการต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่แด่พระองค์ ที่เป็นเช่นนี้ไม่ใช่แค่เพราะในทางพฤตินัยแล้วพระองค์ทรงเป็นเสมือนผู้นำประเทศ แต่ยังเป็นเพราะซาอุดีอาระเบียเป็นพันธมิตรกับสหราชอาณาจักรมายาวนาน และความสัมพันธ์นี้จะมีความสำคัญอย่างยิ่งหลังจากเบร็กซิท
2. ผลประโยชน์ต่างตอบแทน
ปัจจุบันความสัมพันธ์ระหว่างสองชาติตั้งอยู่บนพื้นฐานความร่วมมืออย่างใกล้ชิดด้านความมั่นคง ซาอุดีอาระเบียแบ่งปันข้อมูลด้านข่าวกรองให้แก่อังกฤษ ซึ่งนายกรัฐมนตรีเมย์ กล่าวว่า ความร่วมมือนี้ช่วยรักษาชีวิตของคนอังกฤษในประเทศ
ขณะเดียวกัน ฝ่ายซาอุดีอาระเบียก็ต้องการความรู้ด้านไซเบอร์จากอังกฤษไปใช้จัดการภัยคุกคามจากอิหร่าน นอกจากนี้ยังมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดด้านกลาโหม โดยอังกฤษขายอาวุธมูลค่ามหาศาลให้แก่ซาอุดีอาระเบีย ซึ่งบรรดารัฐมนตรีอังกฤษชี้ว่าเป็นการค้าที่ช่วยสร้างงานให้ชาวอังกฤษจำนวนมาก แต่ประเด็นนี้ก็ถูกต่อต้านอย่างหนักจากกลุ่มนักเคลื่อนไหวที่ออกไปชุมนุมประท้วงกันที่ด้านนอกทำเนียบนายกรัฐมนตรี

ที่มาของภาพ, Getty Images
3. ขอแรงสนับสนุนจากนานาชาติ
ที่ผ่านมา เจ้าชายโมฮัมเหม็ดทรงมีพระประสงค์ที่จะปฏิรูปประเทศให้มีความทันสมัยทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสังคม ด้วยเหตุนี้จึงทรงต้องการให้นานาชาติสนับสนุนแผนปฏิรูปเศรษฐกิจซาอุดีอาระเบียของพระองค์ ขณะเดียวกันก็ทรงพยายามสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนต่างชาติด้วย
ส่วนสหราชอาณาจักรเองก็ต้องการสนับสนุนการปฏิรูปของมกุฎราชกุมารหนุ่มพระองค์นี้เช่นกัน ซึ่งที่ผ่านมาทรงดำเนินแผนปฏิรูปอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นการผลักดันให้ประเทศที่ยึดแนวคิดอนุรักษ์นิยมอย่างซาอุดีอาระเบียมุ่งไปสู่ความทันสมัยและมีแนวคิดเสรียิ่งขึ้น ด้วยการอนุญาตให้สตรีสามารถขับรถ และเข้าชมการแข่งขันที่สนามกีฬาได้ รวมทั้งให้มีการเปิดบริการโรงภาพยนตร์ขึ้นอีกครั้ง และการเดินหน้าปราบปรามปัญหาการทุจริตอย่างจริงจัง

ที่มาของภาพ, Google
ตามแผนปฏิรูปที่มีชื่อว่า 2030 Vision นี้ เจ้าชายโมฮัมเหม็ดทรงมีพระประสงค์ให้เศรษฐกิจประเทศมีความแข็งแกร่งในธุรกิจด้านต่าง ๆ โดยไม่ต้องพึ่งพิงทรัพยากรน้ำมันเพียงอย่างเดียว ซึ่งนโยบายนี้เป็นสิ่งที่สหราชอาณาจักรต้องการสนับสนุน และมองหาช่องทางทำเงินให้ธุรกิจสัญชาติอังกฤษ เช่น ธุรกิจด้านการศึกษา บันเทิง การท่องเที่ยว และด้านสุขภาพ
นอกจากนี้อังกฤษยังแสดงความต้องการอย่างเปิดเผยในการดึงให้ซาอุดีอาระเบียเข้ามาลงทุนในประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพยายามโน้มน้าวให้ธุรกิจบางส่วนของ "ซาอุดิ อรามโก" บริษัทน้ำมันแห่งชาติของซาอุดีอาระเบียเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ลอนดอน
4. ความกังวล
สมาชิกรัฐสภาอังกฤษบางคนแสดงความวิตกกังวลว่ารัฐบาลของตนจะผ่อนปรนหลักธรรมาภิบาลของตนเพื่อดึงดูดการลงทุนจากซาอุดีอาระเบีย เนื่องจากประเทศจำเป็นต้องหาพันธมิตรในด้านการค้าและการเงิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงหลังการแยกตัวออกจากสหภาพยุโรป
นอกจากนี้ การที่มกุฎราชกุมารหนุ่มของซาอุดีอาระเบียทรงเร่งปฏิรูปประเทศที่มีความเป็นอนุรักษ์นิยมอย่างรวดเร็วเกินไป ก็ทำให้เกิดความเป็นห่วงจากหลายฝ่ายว่าความพยายามดังกล่าวอาจจุดกระแสต่อต้านจากประชาชนได้
บรรดานักวิเคราะห์ ระบุว่า การเร่งปราบปรามปัญหาการทุจริตในซาอุดีอาระเบีย เช่นการคุมขังนักธุรกิจที่ถูกกล่าวหาว่าทุจริต และยึดทรัพย์คนกลุ่มนี้ตามอำเภอใจ ก็เป็นอีกประเด็นที่สร้างความกังวลให้บรรดานักลงทุน
ขณะที่นักการทูตอังกฤษแสดงความวิตกเกี่ยวกับนโยบายต่างประเทศที่หุนหันของมกุฎราชกุมารพระองค์นี้ เช่น กรณีพิพาทกับนายกรัฐมนตรีซาอัด ฮาริรี ของเลบานอนที่เพิ่งถอนคำลาออกจากตำแหน่ง หนึ่งเดือนหลังประกาศลาออกซึ่งสร้างความตื่นตะลึงให้กับซาอุดีอาระเบีย รวมถึงการดำเนินนโยบายที่แข็งกร้าวขึ้นต่ออิหร่าน กาตาร์ และเยเมน
ส่วนประเด็นด้านการละเมิดสิทธิมนุษยชนในซาอุดีอาระเบียก็เป็นอีกเรื่องที่นานาชาติมีความวิตก ไม่ว่าจะเป็นการคุมขังนักเคลื่อนไหวทางการเมือง รวมถึงการที่ประเทศยังใช้วิธีลงโทษทางกาย และโทษประหารชีวิตอย่างแพร่หลาย
ประเด็นเหล่านี้ล้วนเป็นบททดสอบสำคัญของรัฐบาลอังกฤษและมกุฎราชกุมารซาอุดีอาระเบียว่าจะมีท่าทีตอบสนองอย่างไรต่อข้อวิจารณ์เหล่านี้ในระหว่างการเยือนอังกฤษอย่างเป็นทางการครั้งนี้









