แป้ง-น้ำตาลดีต่อผู้ป่วยติดเชื้อไวรัส แต่อันตรายกับไข้ติดเชื้อแบคทีเรีย

ที่มาของภาพ, Getty Images
สภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงบ่อยเดี๋ยวร้อนเดี๋ยวหนาว ทำให้หลายคนต้องเป็นหวัดงอมแงม และหลายคนก็มีอาการไข้ตัวร้อนที่ไม่หายไปง่าย ๆ แต่นอกจากรับประทานยาบรรเทาอาการและลดไข้แล้ว การปรับเปลี่ยนในเรื่องอาหารการกินให้เหมาะกับโรคก็ช่วยได้มากเช่นกัน โดยจะต้องทราบเสียก่อนว่าป่วยเพราะติดเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรีย
นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเยลของสหรัฐฯ เผยแพร่ผลการศึกษาล่าสุดในวารสารเซลล์ (Cell) ว่าหนูทดลองที่ได้รับน้ำตาลกลูโคสเป็นอาหาร ตอบสนองต่อสารที่ทำให้เกิดการอักเสบขึ้นในร่างกายต่างกัน โดยหนูที่ได้รับสารกระตุ้นการอักเสบจากเชื้อไวรัสจะฟื้นตัวได้ดีและเริ่มกินอาหารได้มากขึ้นหลังเจ็บป่วยได้ไม่นาน ในขณะที่หนูซึ่งได้รับสารกระตุ้นการอักเสบจากเชื้อแบคทีเรียกลับมีอาการแย่ลง โดยบางตัวเกิดอาการคล้ายลมชักและตายไปในที่สุด
ดร. รุสลัน เมดซีทอฟ ผู้นำทีมวิจัยระบุว่า เชื้อไวรัสและเชื้อแบคทีเรียทำให้ภูมิคุ้มกันในร่างกายของสิ่งมีชีวิตเกิดการตอบสนองที่แตกต่างกัน โดยในกรณีการติดเชื้อไวรัสซึ่งทำให้เกิดอาการหวัด ไข้ตัวเย็น และไข้หวัดใหญ่นั้น ผู้ป่วยจะต้องการน้ำตาลกลูโคสเพื่อปกป้องเซลล์สมองไม่ให้ถูกอนุมูลอิสระจากการอักเสบเข้าทำลาย แม้ว่าการอักเสบจะถือเป็นกระบวนการต้านเชื้อของภูมิคุ้มกันร่างกายก็ตาม

ที่มาของภาพ, Getty Images
"แต่ในกรณีการติดเชื้อแบคทีเรียซึ่งทำให้มีไข้ตัวร้อน การได้รับน้ำตาลกลูโคสจะยิ่งเพิ่มอนุมูลอิสระที่เป็นอันตรายให้มากขึ้นหลายเท่าจากการย่อยอาหาร ซึ่งจะไปเร่งการทำลายเซลล์ประสาทในสมองด้วย จึงเป็นการดีกว่าหากผู้ป่วยติดเชื้อแบคทีเรียจะอดอาหารหรือหลีกเลี่ยงอาหารประเภทแป้งและน้ำตาล" ดร.เมดซีทอฟกล่าว
การงดอาหารประเภทแป้งและน้ำตาล หรือ "คีโตเจนิกไดเอ็ต" (Ketogenic diet) จะทำให้ร่างกายหันไปเผาผลาญพลังงานจากไขมันที่สะสมไว้ จนทำให้เกิดการผลิตสารคีโตนซึ่งช่วยป้องกันรักษาเซลล์สมองจากอนุมูลอิสระขึ้น นักวิจัยบางคณะกำลังทดลองใช้วิธีกินอาหารแบบนี้เพื่อรักษามะเร็งสมองด้วย
ดร. เมดซีทอฟยังบอกว่า "การที่คนเราจะหายป่วยหรือมีชีวิตรอดจากโรคติดเชื้อได้หรือไม่นั้น บางทีอาจไม่ใช่การต่อสู้กับเชื้อโดยตรง แต่เป็นการต่อสู้กับภูมิคุ้มกันในร่างกายของเราเอง เนื่องจากผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นเพราะภูมิคุ้มกันเข้าทำลายเชื้อโรคเช่นการอักเสบ อาจทำให้เราแย่ลงหรือถึงกับตายได้เหมือนกัน ความเข้าใจเรื่องภูมิคุ้มกันและการตอบสนองต่อเชื้อโรคต่างชนิดจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง"





