เผยชีวิตในเกาหลีเหนือของทหารสหรัฐฯ แปรพักตร์ รอดมาได้เพราะความรัก

ทุกคืนก่อนเข้านอน นายชาร์ลส์ เจนกินส์ ผู้แปรพักตร์จากสหรัฐฯ จะหันไปหานางฮิโตมิ โซกะ ซึ่งเป็นสตรีที่รัฐบาลเกาหลีเหนือบังคับให้เขาแต่งงานด้วย แล้วจูบเธอ 3 ครั้ง

"โอยาซูมิ" เขากล่าวในภาษาถิ่นของเธอ "กู๊ดไนท์" เธอตอบเป็นภาษาอังกฤษที่เขาคุ้นเคยจากวัยเด็กที่เติบโตมาในรัฐนอร์ทแคโรไลนา ในอัตชีวประวัติของนายเจนกินส์ ระบุว่า "เราทำเช่นนี้ เพื่อที่เราจะได้ไม่ลืมว่าแท้จริงแล้วเราเป็นใคร และมาจากไหน"

เรื่องราวชีวิตของคนคู่นี้มีทั้งด้านที่ดำมืด แปลกพิสดาร ชะตากรรมทำให้มาเจอกันในห้วงเหวลึกแห่งชีวิตแล้วกลายเป็นความรัก ท่ามกลางความหิวโหย และการใช้แรงงาน หลังจากทั้งสองถูกจับคู่ ผ่านการเลือกจากกลุ่มนักโทษในเกาหลีเหนือ

นายเจนกินส์เสียชีวิตเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาขณะอายุได้ 77 ปี ได้ผ่านความพลิกผันแห่งชีวิตอันสุดประมาณ ซึ่งเริ่มต้นขึ้นเมื่อเขาเป็นทหารยศสิบเอก และตัดสินใจเดินเข้าไปยังเขตเกาหลีเหนือในช่วงกลางคืนอันหนาวเหน็บของเดือนมกราคม ปี 1965 ขณะอายุ 24 ปี เพราะความมึนเมารวมทั้งกลัดกลุ้มว่า อาจต้องเสียชีวิตจากจากการลาดตระเวนบริเวณชายแดนเกาหลีใต้ หรือไม่ก็อาจถูกส่งไปตายในสงครามเวียดนาม

เจนกินส์รู้ดีว่าการแปรพักตร์เป็นความเสี่ยง แต่ก็ตั้งใจว่าจะไปขอลี้ภัยที่สถานทูตรัสเซียและคาดว่าได้ถูกส่งกลับบ้านผ่านโครงการแลกเปลี่ยนนักโทษในที่สุด ซึ่งภายหลังเขาเขียนว่า "ตอนนั้นผมไม่เข้าใจว่าประเทศที่ผมกำลังเข้าไปขอลี้ภัยชั่วคราว จะเป็นคุกวิกลจริตขนาดยักษ์ ที่เมื่อใครเข้าไปแล้ว ก็แทบจะไม่ได้ออกมาอีกเลย"

ได้พบ 4 ผู้แปรพักตร์

ประสบการณ์แสนสาหัสนาน 4 ทศวรรษของนายเจนกินส์ เริ่มจากการที่เขาถูกเกาหลีเหนือควบคุมตัว ให้อยู่ในห้องขังกับทหารอเมริกันที่แปรพักตร์อีกสามคน ซึ่งหนีเข้าไปตั้งแต่ปี 1962 คือ พลทหารเจมส์ โจ เดรสน็อค ชายร่างสูง 6 ฟุต 5 นิ้ว พลทหารแลร์รี แอบเชอร์ ซึ่งเชื่อว่าเป็นทหารสหรัฐฯ คนแรกที่แปรพักตร์เข้าไปยังฝั่งเกาหลีเหนือ และสิบโทเจอร์รี แพร์ริช ที่หนีเข้าไปยังเกาหลีเหนือขณะมีอายุเพียง 19 ปี และกล่าวว่า หากได้กลับบ้านที่รัฐเคนทักกีจะถูกพ่อของภรรยาฆ่าทิ้ง

ทั้ง 4 ถูกบังคับให้ศึกษาโอวาทของนายคิม อิล ซุง ผู้นำเกาหนีเหนือในสมัยนั้น เป็นเวลา 10 ชั่วโมงต่อวัน และยังถูกผู้คุมทุบตีเป็นประจำ ซึ่งเจนกินส์ ระบุในหนังสือ "The Reluctant Communist" ของเขาว่า ความสิ้นหวัง และความเบื่อจนไม่รู้จะทำอะไร ทำให้ทั้งหมดร่วมหาความบันเทิงจากการ "ขโมยทรัพย์สินของรัฐบาล หรือไปปีนเขาท้ามฤตยู"

ในปี 1972 ผู้แปรพักตร์ทั้ง 4 คน ได้รับมอบบ้านเป็นของตัวเอง และได้การรับรองสัญชาติเกาหลีเหนือ แต่ยังคงต้องทนถูกสอดแนมความเคลื่อนไหวอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงถูกทุบตีและทรมาน ส่วนงานใหม่ของทุกคน คือเป็นอาจารย์สอนภาษาอังกฤษที่โรงเรียนทหาร (ซึ่งในที่สุดแล้วเจนกินส์ ถูกไล่ออกเนื่องจากมีสำเนียงอเมริกันจากทางใต้มากเกินไป) และทั้งหมดถูกสั่งให้รับบทแสดงเป็นชาวอเมริกันที่โหดร้าย ในซีรีย์โฆษณาชวนเชื่อ 20 ตอน ซึ่งทำให้พวกเขากลายเป็นคนดังขึ้นมาอย่างรวดเร็ว

ทั้ง 4 คนถูกรัฐบาลเกาหลีเหนือจับแต่งงานกับนักโทษหญิงชาวต่างชาติ ซึ่งเจนกินส์ เชื่อว่าเหตุผลที่แท้จริงคือ รัฐบาลเกาหลีเหนือจะขยายโครงการนักสืบ เพื่อส่งลูกครึ่งที่มีหน้าตาเป็นชาวตะวันตกไปประจำยังต่างประเทศ

แม้เกาหลีเหนือจะยอมรับเพียงว่า เคยลักพาตัวชาวญี่ปุ่น แต่เจนกินส์ อ้างว่า ภรรยาของทั้ง 4 คน ซึ่งมาจากคนละประเทศกัน ถูกเจ้าหน้าที่หน่วยราชการลับของเกาหลีเหนือลักพาตัว

'ผมจะไม่ยอมปล่อยเธอไป'

นางสาวฮิโตมิ โซกะ พยาบาลวัย 19 ปี ซึ่งต่อมาคือนางเจนกินส์ ถูกลักพาตัวจากบ้านบนเกาะซะโดะ ทางชายฝั่งตะวันตกของญี่ปุ่น และถูกบังคับให้ไปเป็นครูฝึกพฤติกรรมและภาษาญี่ปุ่นให้กับสายลับเกาหลีเหนือ ทั้งคู่แต่งงานกันเมื่อปี 1980 หลังจากนายเจนกินส์ อาศัยอยู่ในกรุงเปียงยางมานาน 15 ปี ซึ่งเขากล่าวในการให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ซีบีเอสในเวลาต่อมาว่า "ผมบอกได้แบบนี้ว่า ผมมองเธอครั้งเดียว และผมจะไม่ยอมปล่อยเธอไป"

ทั้งคู่แต่งงานกันทั้งที่ไม่มีอะไรเข้ากันเลย นอกจากความเกลียดชังเกาหลีเหนือ แต่ในที่สุดก็ค่อย ๆ รักกันและใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันนาน 22 ปี และมีลูกสาว 2 คน คือนางสาวมิกะ ที่ปัจจุบันอยู่ในวัย 30 และบรินดา ซึ่งอายุน้อยกว่า 2 ปี

ความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของทั้งคู่ เกิดขึ้นเมื่อปี 2002 ที่นายคิม จอง อิล ผู้นำเกาหลีเหนือในสมัยนั้น ประกาศยอมรับว่าเกาหลีเหนือได้ลักพาตัวชาวญี่ปุ่น 13 คน ระหว่างช่วงปี 1970 และ 80 โดยระบุว่า 8 คนเสียชีวิตแล้ว (แต่รัฐบาลญี่ปุ่นยังคงตั้งคำถามถึงข้ออ้างนี้) แต่ตกลงยอมให้ 5 คนที่เหลือกลับไปเยี่ยมบ้านที่ญี่ปุ่นได้ 10 วัน ซึ่งในจำนวนนี้ประกอบด้วยคู่สามีภรรยา 2 คู่ และนางฮิโตมิ โซกะ ที่จะได้กลับไปคนเดียว

สาธารณชนชาวญี่ปุ่นอ้าแขนรับชายและหญิงที่เดินทางกลับจากเกาหลีเหนือด้วยความเห็นอกเห็นใจ ซึ่งทั้งหมดไม่ได้เดินทางกลับไปเกาหลีเหนืออีก

ด้านนายเจนกินส์และลูกสาวสองคนคิดว่าอาจจะไม่ได้พบกับนางซาโกะไปตลอด เนื่องจากการละทิ้งหน้าที่ในกองทัพสหรัฐฯ มีโทษสูงสุดคือจำคุกตลอดชีวิต ซึ่งเจนกินส์รู้ดีว่า หากเขาพยายามเดินทางไปพบกับภรรยาในญี่ปุ่นจะถูกกองทัพสหรัฐฯ ควบคุมตัว

อย่างไรก็ตาม สองปีหลังจากนางโซกะ ย้ายกลับไปญี่ปุ่น เจนกินส์ได้พาลูก ๆ เดินทางไปพบเธอที่ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งไม่มีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนกับสหรัฐฯ โดยเขาได้รับอนุญาตจากรัฐบาลเกาหลีเหนือให้เดินทางไปได้เพียงช่วงสั้น ๆ แต่ด้วยการสนับสนุนของนายจูนิชิโร โคอิซูมิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นในสมัยนั้น นายเจนกินส์ จึงตัดสินใจเสี่ยงถูกดำเนินคดีในศาลทหาร เพื่อให้ได้กลับไปอยู่พร้อมหน้าเป็นครอบครัววันที่ 11 กันยายน 2004 เจนกินส์เดินทางด้วยรถมินิแวน ออกจากโรงพยาบาล มุ่งหน้าไปยังค่ายซามา ที่อยู่นอกกรุงโตเกียว ด้วยรูปลักษณ์ที่ดูแก่กว่าคนอายุ 64 หลายทศวรรษ เขายืนอยู่ในชุดสูทสีเทาโดยไม่ใช้ไม่เท้าช่วย ยกมือขึ้นทำความเคารพสารวัตรทหารอย่างหนักแน่น และกล่าวว่า "กระผม สิบเอกเจนกินส์ มารายงานตัว"

นายเจนกินส์ รับโทษในเรือนจำทหาร 25 วัน หลังจากยอมรับสารภาพว่าหนีทหาร และให้การช่วยเหลือศัตรูด้วยการไปสอนภาษาอังกฤษในเกาหลีเหนือ โดยที่เขาได้รับการปล่อยตัวเร็วกว่ากำหนดโทษจริง 30 วัน เนื่องจากมีความประพฤติดี และให้ความร่วมมือแบ่งปันข้อมูลเกี่ยวกับเกาหลีเหนืออย่างเต็มที่กับกองทัพสหรัฐฯ

หลังจากได้รับการปล่อยตัว นายเจนกินส์ ร้องไห้และกล่าวทั้งเสียงสะอื้นว่า "ผมทำผิดอย่างใหญ่หลวงในชีวิต แต่การพาลูกสาวออกมาจากที่นั่น เป็นสิ่งหนึ่งที่ผมทำถูกต้อง"

นายเจนกินส์ เชื่อมาตลอดตราบจนกระทั่งเสียชีวิตว่า รัฐบาลเกาหลีเหนือต้องการใช้ลูกสาวเขาเป็นเครื่องมือสืบความลับ และสถาบันสอนภาษาที่ทั้งคู่ถูกส่งไปศึกษา แท้จริงแล้วคือโครงการฝึกสายลับ

ในปี 2004 นางฮิโตมิ โซกะ และครอบครัวย้ายกลับไปอยู่ที่เกาะซะโดะ ซึ่งนายเจนกินส์ ได้งานขายข้าวเกรียบเซนเบะ และคอยต้อนรับให้นักท่องเที่ยวมาถ่ายรูปด้วยที่อุทยานท่องเที่ยวบนเกาะ ส่วนนางโซกะ ทำงานที่ศูนย์ดูแลคนชรา และเจนกินส์ จะสั่งลูกสาวทั้งสองตลอดว่า ห้ามจอดรถเวลาถูกตำรวจจราจรญี่ปุ่นเรียกเด็ดขาด เนื่องจากเกรงว่าจะถูกจับเพราะต้องสงสัยว่าเป็นสายลับเกาหลีเหนือ

ในขณะที่เป็นนักโทษอยู่ที่กรุงเปียงยาง ส.อ.ชาร์ลส์ เจนกินส์ สูญเสียไส้ติ่ง อัณฑะ 1 ข้าง รวมถึงเวลา 39 ปี และถูกถลกหนังที่แขนตรงส่วนที่มีรอยสักของทหารสหรัฐฯ โดยไม่ใช้ยาชา เขากล่าวยกย่องนางฮิโตมิ โซกะ ว่าเป็นผู้ที่ช่วยให้รอดชีวิต และเธอเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้เขาได้มีโอกาสมาใช้ชีวิตในฐานะของอิสระชนอีกครั้ง

การแต่งงานของผู้แปรพักตร์คนอื่น

หญิงไทยชื่อนางสาวอโนชา ปันจ้อย ซึ่งหายตัวไปขณะที่ทำงานอยู่ในมาเก๊า ถูกทางการเกาหลีเหนือสั่งให้แต่งงานกับนายแลร์รี แอบเชอร์ เมื่อปี 1978 ทั้งคู่ไม่มีบุตร และนางอโนชา ต้องเป็นหม้ายหลังนายแอบเชอร์ เสียชีวิตด้วยภาวะหัวใจล้มเหลว ตอนอายุ 40 ปี นายเจนกินส์ ซึ่งเป็นเพื่อนบ้านของเธอเล่าว่า นางอโนชา ถูกรัฐบาลเกาหลีเหนือบังคับให้แต่งงานใหม่กับชาวเยอรมนีที่ทำงานเป็นสายลับในต่างประเทศ

นางสิฮัม ชารายเตห์ จากเลบานอน มีลูก 3 คนกับนายเจอร์รี แพร์ริช จากข้อมูลของนายเจนกินส์ เธอถูกลักพาตัวจากสถาบันสอนวิชาเลขานุการในกรุงเบรุตพร้อมกับผู้หญิงอีกสามคน เมื่อพ่อแม่ของเธอเจรจาต่อรองให้ส่งตัวเธอกลับบ้านในปี 1979 กลับพบว่านางสิฮัมตั้งครรภ์ เธอเดินทางกลับไปคลอดลูกที่เกาหลีเหนือและไม่เคยออกนอกประเทศอีก

นายเจมส์ เดรสน็อค ถูกเกาหลีเหนือบังคับให้แต่งงานกับนางดอยนา บัมเบีย ชาวโรมาเนีย โดยเขาถูกภรรยาคนแรกซึ่งเป็นชาวอเมริกัน หย่าร้างเมื่อปี 1963 หรือหนึ่งปีหลังจากที่เขาแปรพักตร์ไปอยู่เกาหลีเหนือ นายเดรสน็อค มีบุตรสองคนกับนางบัมเบีย ซึ่งนายเจนกินส์ เคยเขียนบันทึกไว้ว่าเธอถูกลักพาตัวในขณะที่เป็นนักศึกษาวิชาศิลปะในประเทศอิตาลี และหลังจากที่นางบัมเบียเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งปอดเมื่อปี 1997 นายเดรสน็อค ได้แต่งงานใหม่กับลูกสาวทูตจากสาธารณรัฐโตโก และต่อมาแต่งงานกับผู้หญิงชาวเกาหลีเหนือ และมีลูกชายคนที่สาม

ลูกชายทั้งสามคนของนายเดรสน็อค และภรรยาคนที่สาม ได้มีส่วนร่วมปรากฎตัวในภาพยนตร์สารคดีของอังกฤษ เมื่อปี 2006 เรื่องครอสซิ่ง เดอะไลน์ (Crossing the Line) รวมถึงนางสิฮัม ชารายเตห์ ที่กล่าวยืนยันว่าเธอไม่ได้ถูกลักพาตัว และเลือกที่จะอาศัยอยู่ในเกาหลีเหนือกับลูก ซึ่งไม่เป็นที่แน่ชัดว่าเธอให้สัมภาษณ์เช่นนั้น เพราะถูกข่มขู่หรือไม่ แต่การวิจารณ์ระบอบการปกครองของเกาหลีเหนือถือเป็นความเสี่ยงร้ายแรงสำหรับชาวต่างชาติ

นายเดรสน็อค คือทหารสหรัฐฯ คนสุดท้าย ที่มีข้อมูลว่าอยู่ในเกาหลีเหนือจนกระทั่งเสียชีวิต เมื่อปลายปี 2016 ขณะอายุ 74 ปี เขาเคยระบุในภาพยนตร์สารคดีเรื่องครอสซิ่ง เดอะไลน์ ว่า "ผมไม่เคยเสียใจกับการมาที่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี" และ "จะไม่ยอมแลกกับอะไรทั้งสิ้น"

นายชาร์ลส์ เจนกินส์ คือคนเดียวจากผู้แปรพักตร์ทั้ง 4 คนในช่วงปี 1960 ที่ได้มีโอกาสก้าวเท้าออกจากเกาหลีเหนืออีกครั้ง