บิทคอยน์พุ่งต่อ แตะ 1.7 หมื่นดอลลาร์สหรัฐฯ อินเดียเตือนนักลงทุน

ที่มาของภาพ, Getty Images
ขณะที่บิทคอยน์ สกุลเงินดิจิทัล กำลังพุ่งทะยานทำลายสถิติใหม่ที่ระดับ 17,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ในตลาดเอเชียที่ผันผวน เดวินา กุปตา ผู้สื่อข่าวบีบีซี มีคำอธิบายเกี่ยวกับอัตราการซื้อขายบิทคอยน์ในอินเดียที่สูงกว่าราคาตลาดโลก พร้อมกับคำเตือนจากผู้ที่อยู่ในวงการ
มูลค่าบิทคอยน์ได้เพิ่มขึ้นเป็น 17,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 595,000 บาท ในภูมิภาคเอเชีย ซึ่งมีการซื้อขายที่ผันผวน ก่อนจะปรับลดลงมาอยู่ที่ราว 16,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 560,000 บาท ถือเป็นการทำสถิติสูงสุดครั้งใหม่ โดยสัปดาห์นี้ Coindesk.com มูลค่าบิทคอยน์ได้ทะยานขึ้นราว 70% แม้จะมีคำเตือนถึงอันตรายจากว่า "ภาวะฟองสบู่"
ผู้เชี่ยวชาญหลายคนเตือนว่า บิทคอยน์กำลังจะเข้าสู่ภาวะคล้ายกับ 'ดอทคอม บูม' (dotcom boom) ในช่วงปลายทศวรรษ 1990 ซึ่งตลาดหุ้นทะยานขึ้นเพราะการลงทุนในบริษัทที่เกี่ยวข้องกับอินเทอร์เนตเพิ่มขึ้นอย่างมาก แต่ก็มีคนจำนวนมากแย้งว่า มูลค่าบิทคอยน์กำลังเพิ่มขึ้นเพราะว่า มันกำลังเขาสู่กระแสหลักของการเงิน
ขณะที่มีนักลงทุนจำนวนมากยินดีที่มูลค่าบิทคอยน์พุ่งทะยานขึ้น หน่วยงานกำกับดูแลด้านการเงินในประเทศกำลังพัฒนาหลายแห่ง กำลังพยายามหาหนทางในการทำความเข้าใจกับบิทคอยน์อยู่
ธนาคารกลางของจีนสั่งปิดตลาดซื้อขายบิทคอยน์ออนไลน์ไปแล้ว อินโดนีเซียและบังกลาเทศห้ามการใช้บิทคอยน์เป็นเครื่องมือในการชำระเงิน ด้านรัฐบาลอินเดียประกาศชัดเจนว่า ไม่ยอมรับว่าบิทคอยน์เป็น "เงินตราที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย" แต่ยังไม่มีหลักเกณฑ์แน่ชัด ในการกำกับการซื้อขายบิทคอยน์

การที่ไม่มีกฎหมายที่มีความเฉพาะเจาะจง ทำให้รูปแบบในการซื้อขายบิทคอยน์เป็นไปอย่างอิสระ แม้แต่ธนาคารกลางอินเดียก็กำลังกังวลใจต่อเรื่องนี้ โดยได้ออกคำเตือนเป็นฉบับที่ 3 ในสัปดาห์นี้ว่า "ผู้ใช้ ผู้ถือครอง และผู้ค้าสกุลเงินเสมือนใด ๆ รวมถึง บิทคอยน์ ให้ระวังความเสี่ยงต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัย การคุ้มครองผู้บริโภค กฎหมาย การดำเนินการ การเงิน และเศรษฐกิจ"
แต่มีใครฟังไหม?
ผู้เชี่ยวชาญหลายคนอ้างว่า ปริมาณความต้องการซื้อที่มากกว่าปริมาณความต้องการขายในอินเดีย ทำให้ราคาของบิทคอยน์ในอินเดียสูงกว่าราคาต่างประเทศราว 20%
มีรูปแบบการซื้อขายบิทคอยน์ในอินเดียทางออนไลน์อย่างน้อย 11 แบบ ซึ่งมีรายงานว่ามีลูกค้าที่เข้ามาซื้อขายพร้อมกันในช่วงเวลาหนึ่งราว 30,000 คน เพียงแค่คลิกเข้าไปในเว็บไซต์ นักลงทุนก็สามารถเปิดบัญชีและเลือกว่าจะซื้อขายบิทคอยน์ทั้งเหรียญ หรือ ซื้อขายแค่บางส่วน

บิทคอยน์คืออะไร?
บิทคอยน์มีคุณลักษณะพิเศษที่สำคัญ 2 อย่างคือ
ประการแรก มันเป็นสกุลเงินดิจิทัล และมันถูกมองว่าจะเป็นสกุลเงินทางเลือก ต่างจากธนบัตรและเหรียญที่คนทั่วไปใช้ บิทคอยน์จะปรากฏอยู่ในโลกออนไลน์เท่านั้น
ประการที่สอง ธนาคารและรัฐบาลไม่พิมพ์บิทคอยน์ออกมา
มีธุรกิจและร้านค้าจำนวนไม่มาก แต่กำลังเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อย ๆ ที่รับบิทคอยน์ในการชำระค่าสินค้าและบริการ รวมถึง เอ็กซ์พีเดีย (Expedia) และไมโครซอฟท์ (Microsoft)
แต่ผู้ใช้บิทคอยน์ส่วนใหญ่ในปัจจุบัน ซื้อและขายบิทคอยน์เพื่อการลงทุน

ซัตวิก วิชวานาทาน ผู้ร่วมก่อตั้ง Unocoin กล่าวกับบีบีซีว่า "ช่วงเวลานี้ในปีที่แล้วเรามีลูกค้าลงทะเบียนใช้บิทคอยน์ราว 100,000 คน ตอนนี้เรามีลูกค้าเพิ่มขึ้นเป็น 850,000 คน ราคากำลังเพิ่มขึ้น และจากการวิเคราะห์ของเรา คนที่กำลังลงทุนในบิทคอยน์คือนักลงทุนกระเป๋าหนักและเต็มใจรับความเสี่ยง"
ไม่เพียงแต่การซื้อขายทางออนไลน์เท่านั้น รูปแบบการค้าอิเล็กทรอนิกส์ หรือ อีคอมเมิร์ซ ก็เริ่มยอมรับสกุลเงินดิจิทัลนี้แล้วเช่นกัน ฟลิปคาร์ต (FlipKart) และแอมะซอน (Amazon) ก็ให้ลูกค้าเลือกได้แล้วว่าจะแปลงบิทคอยน์เป็นสกุลเงินปกติ และซื้อสินค้าด้วยสกุลเงินนั้นหรือไม่
แต่สุดท้ายแล้ว บิทคอยน์ก็เป็นเพียงซอฟต์แวร์ที่มีรหัสดิจิทัล มันมีความปลอดภัยมากกว่าการฝากเงินไว้ในธนาคารหรือไม่?
วิชาล กุปตา ผู้ร่วมก่อตั้งดิโรแลบส์ (Diro Labs) กล่าวกับบีบีซีว่า "ไม่มีกลไกใดที่จะช่วยให้การถือครองบิทคอยน์เป็นไปอย่างปลอดภัย ดังนั้นตอนนี้ ผู้คนจึงพิมพ์ออกมาและเก็บไว้ในตู้นิรภัย สิ่งที่รัฐบาลสามารถทำได้คือ การเริ่มการลงทะเบียนการชำระเงินทั่วโลก เพื่อให้เรารู้ว่าใครกำลังทำธุรกรรมอยู่ และธุรกรรมนั้นเกิดขึ้นที่ไหน ถ้าบิทคอยน์ของผมถูกขโมย อย่างน้อยการลงทะเบียนการชำระเงินนี้จะช่วยให้แกะรอยมันได้"
ช่วงเวลาสำหรับการออกคำเตือนอาจจะสิ้นสุดแล้ว

ที่มาของภาพ, Getty Images
จากความนิยมของบิทคอยน์ ทำให้สกุลเงินดิจิทัลอีกหลายสกุล อย่างเช่น อีเธอเรอุม (Ethereum) และไลต์คอยน์ (Litecoin) ก็กำลังดึงดูดนักลงทุนจำนวนมากในอินเดียเช่นกัน ดังนั้น ถึงเวลาที่รัฐบาลควรจะทำนโยบายให้ชัดเจนแล้วหรือยัง?
อมิตาบห์ คานต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของนิติ อายอก (NITI Aayog) ซึ่งเป็นสถาบันคลังสมองระดับชั้นนำของอินเดีย กล่าวกับบีบีซีว่า "เกิดการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่หลายอย่างในภาคธุรกิจนี้ เทคโนโลยีล้ำหน้ารัฐบาลเสมอ และเป็นตัวที่สร้างความวุ่นวายขึ้น จึงเป็นเรื่องสำคัญที่เราต้องก้าวให้ทันกับเทคโนโลยี และเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์ต่าง ๆ เป็นปัญหาที่กระทรวงการคลังต้องอภิปรายและหารือกับกระทรวงต่าง ๆ เพื่อดำเนินการเรื่องนี้"

ธนาคารแห่งประเทศไทยเตือนประชาชน
ธนาคารแห่งประเทศไทยให้ประชาชนระวังเกี่ยวกับการถือครองบิทคอยน์ เนื่องจากสกุลเงินดิจิทัลนี้ไม่ถือเป็นเงินที่ใช้ชำระหนี้ได้ตามกฎหมายไทย นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงจากการที่มูลค่าหน่วยข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ผันแปรอย่างรวดเร็ว โดยมูลค่านี้เกิดจากความต้องการแลกเปลี่ยนในกลุ่มของผู้ใช้ด้วยกัน จึงมีความผันผวนสูง และไม่สัมพันธ์กับสภาพเศรษฐกิจจริง ผู้ถือครองหน่วยข้อมูลจึงมีความเสี่ยงที่จะสูญเสียเงินจากการที่มูลค่าของหน่วยข้อมูลลดต่ำลงอย่างรวดเร็ว
ธนาคารแห่งประเทศไทยระบุว่า ผู้ถือครองยังมีความเสี่ยงจากการถูกขโมยข้อมูล และไม่ได้รับการคุ้มครองในการใช้บิทคอยน์ เช่น การโอนไปยังผู้รับผิดคน หรือผิดจำนวน หรือโอนไปยังร้านค้าแล้วแต่ไม่ได้รับสินค้า ต่างจากการโอนเงินผ่านธนาคารพาณิชย์หรือผู้ให้บริการชำระเงินภายใต้การกำกับดูแลของทางการที่มีระบบติดตามได้

มีขึ้นย่อมมีลง
ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา บิทคอยน์ผ่านความผันผวนอย่างรุนแรงหลายครั้ง อัตราแลกเปลี่ยนเคยลดต่ำลง 40-50% ภายในวันเดียว โดยไม่มีสัญญาณเตือน เดือนเมษายน 2013 การล่มสลายของบิทคอยน์ ทำให้อัตราแลกเปลี่ยนลดลง 70% เพียงชั่วข้ามคืนจาก 233 ดอลลาร์สหรัฐฯ ลดลงไปอยู่ที่ 67 ดอลลาร์สหรัฐฯ เหตุการณ์ครั้งนั้นยังคงตามหลอกหลอนใครหลายคน
แต่บางที สิ่งสำคัญที่สุดที่กระตุ้นนักลงทุนในตอนนี้ก็คือ การที่สหรัฐฯ เปิดทางให้มีการซื้อขายบิทคอยล่วงหน้าได้ การตัดสินใจนี้ส่งผลให้บิทคอยน์พุ่งทะยานขึ้นในช่วงไม่นานนี้ แต่ธนาคารในตลาดหุ้นวอลล์สตรีทของสหรัฐฯ แสดงความกังวลมากขึ้น และนักลงทุนรุ่นใหญ่อย่าง วอร์เรน บัฟเฟตต์ ก็ได้เตือนว่าบิทคอยน์เป็น "ฟองสบู่อย่างแท้จริง"
นี่อาจนำเราไปสู่คำถามที่ว่า เวลาของสกุลเงินดิจิทัลมาถึงแล้ว หรือการเกิดขึ้นของมันจะนำไปสู่หายนะกันแน่?
เวลาเท่านั้นที่จะบอกได้










