รีซิกเนชัน ซินโดรม: โรคปริศนาในเด็กผู้ลี้ภัยที่สวีเดน

โดย ลินดา เพรสลีย์
บีบีซี นิวส์ สวีเดน
เป็นเวลากว่า 2 ทศวรรษมาแล้ว ที่สวีเดนต้องเผชิญกับอาการป่วยปริศนาในกลุ่มเด็กผู้ลี้ภัยที่ไม่ยอมเดิน พูดคุย หรือเปิดตา ซึ่งเรียกว่า "รีซิกเนชัน ซินโดรม" หรือ "อาการยอมจำนนต่อชีวิต" โดยเด็กเหล่านี้มักจะหายได้ในภายหลัง ซึ่งกลุ่มอาการที่พบในสวีเดนเท่านั้น
เด็กหญิงโซฟี อายุ 9 ปี เป็นกรณีตัวอย่าง ที่ดูเหมือนกับเด็กที่มีสุขภาพดีทั่วไป แต่กลับต้องนั่งรถเข็น ไม่ยอมลืมตา และต้องอาศัยสายยางให้อาหารที่สอดเข้าทางจมูกตลอดเวลา 20 เดือนที่ผ่านมา
เด็กหญิงโซฟีและครอบครัว เป็นผู้ลี้ภัยจากอดีตสหภาพโซเวียตที่เดินทางถึงสวีเดนเมื่อปี 2015 พวกเขาอาศัยอยู่ในบ้านพักผู้ลี้ภัยที่เมืองเล็ก ๆ ทางตอนกลางของสวีเดน ซึ่ง ดร.เอลิซาเบธ ฮูลท์แครนท์ซ แพทย์อาสาขององค์กรดอกเตอร์ ออฟ เดอะ เวิล์ด กล่าวว่า "ความดันโลหิตของเธอค่อนข้างเป็นปกติ แต่เธอมีอัตราการเต้นของชีพจรที่เร็ว อาจเป็นเพราะมีปฏิกิริยากับคนที่มาเยี่ยมในวันนี้" ส่วนการทดสอบความสามารถในการตอบสนองยังเป็นปกติดี แต่เธอกลับไม่สนใจที่จะขยับตัวเลย
อดีตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านหู คอ จมูก กล่าวว่า เธอเป็นห่วงที่เด็กหญิงโซฟี ไม่ยอมเปิดปาก ซึ่งอาจเป็นอันตรายได้หากเกิดปัญหากับสายยางให้อาหาร
ดร.ฮูลท์แครนท์ซ อธิบายว่าอาการนี้ เกิดจากการที่โซฟีเคยเผชิญกับเหตุการณ์รุนแรงในอดีต จนทำให้เธอกักจิตใต้สำนึกอยู่ภายในตัวเอง และตัดขาดจากสมองส่วนที่เป็นระบบการรู้สติ
ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ ที่เคยรักษาเด็กที่มีอาการเดียวกันนี้ เห็นด้วยว่าความบอบช้ำทางจิตใจ ทำให้เด็กตัดขาดจากโลกภายนอก ซึ่งกลุ่มที่เสี่ยงที่สุด คือเด็กที่เคยเห็นความรุนแรง โดยเฉพาะความรุนแรงต่อพ่อแม่ หรือครอบครัวที่หนีสภาพแวดล้อมที่เสี่ยงอันตรายมา

เด็กหญิงโซฟี เคยเห็นเหตุการณ์ที่พ่อแม่ถูกกลุ่มอิทธิพลในท้องถิ่นขู่กรรโชก เมื่อเดือนก.ย. 2015 โดยกลุ่มชายในเครื่องแบบตำรวจสั่งให้หยุดรถแล้วลากตัวพ่อกับแม่ของเธอไปทำร้าย ก่อนที่จะปล่อยให้โซฟีกับแม่หนีมาได้ แต่กักตัวพ่อของเธอเอาไว้
เด็กหญิงกับแม่ ต้องไปอาศัยหลบซ่อนตามบ้านเพื่อน ซึ่งโซฟีจะร้องไห้และตะโกนว่า "ได้โปรดไปตามหาพ่อของหนู!" รวมถึงใช้เท้าเตะกำแพง แต่หลังจากนั้น 3 วัน พ่อของเธอติดต่อกลับมา และทั้งครอบครัวก็พากันเปลี่ยนที่หลบซ่อนไปตามบ้านเพื่อนอยู่ 3 เดือน ก่อนที่จะเดินทางไปขอลี้ภัยที่สวีเดน
เมื่อถึงสวีเดน ทั้งครอบครัวถูกตำรวจกักตัวนานหลายชั่วโมง และอาการของเด็กหญิงโซฟี เริ่มทรุดลงเรื่อยๆ แม่ของเธอเล่าว่า "หลังจากนั้นสองสามวัน ฉันสังเกตว่าลูกไม่ค่อยเล่นกับพี่เหมือนแต่ก่อน"

ต่อมาอีกไม่นาน ทางครอบครัวก็ได้รับแจ้งว่าสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองสวีเดนไม่อนุญาตให้อยู่ในประเทศ ซึ่งเด็กหญิงโซฟี นั่งฟังอยู่ในห้องนั้นด้วยตลอดเวลา ซึ่งเป็นจุดที่เธอหยุดพูดและเลิกกินอาหาร
กลุ่มอาการยอมจำนนต่อชีวิต ถูกพบเป็นครั้งแรกในสวีเดนในช่วงท้ายของทศวรรษที่ 1990 โดยในระหว่างปี 2003-2005 พบว่ามีผู้ป่วยกว่า 400 ราย ขณะที่ชาวสวีเดน เริ่มมีความกังวลมากขึ้นเกี่ยวกับเด็กที่มีอาการนี้ จนกลายเป็นประเด็นทางการเมืองที่ถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง และมีรายงานว่าเด็กแกล้งมีอาการ หรือถูกพ่อแม่วางยาเพื่อให้ได้รับสถานะผู้ลี้ภัยในประเทศ ทว่า ข้ออ้างเหล่านี้ยังไม่เคยได้รับการพิสูจน์
อย่างไรก็ตาม ในทศวรรษที่ผ่านมา จำนวนของเด็กที่มีรีซิกเนชัน ซินโดรม เริ่มลดลง ตามรายงานของคณะกรรมการสาธารณสุขแห่งชาติสวีเดน ระบุว่าพบกรณีผู้ป่วย 169 รายระหว่างปี 2015 ถึง 2016 และกรณีเหล่านี้ ชี้ว่าเด็กในกลุ่มเสี่ยง เป็นผู้ที่เดินทางมาจากประเทศในอดีตสหภาพโซเวียต คาบสมุทรบอลข่าน ชาวโรมา และชาวยาซีดี โดยมีจำนวนไม่มากเป็นผู้ลี้ภัยเด็กที่เดินทางคนเดียว แต่ไม่มีชาวแอฟริกันเลย และมีชาวเอเชียจำนวนน้อยมาก
ส่วนก่อนหน้านี้ มีรายงานการพบผู้ป่วยที่มีกลุ่มอาการคล้ายกับรีซิกเนชัน ซินโดรมหลายรายในค่ายกักกันนาซี ซึ่งในสหราชอาณาจักร มีคำเรียกอาการคล้ายกันว่า เพอเวซีฟ รีฟิวซัล ซินโดรม หรือกลุ่มอาการปฏิเสธสิ่งรอบตัว ซึ่งพบในช่วงต้นทศวรรษ 1990 เพียงไม่กี่กรณี แต่ผู้ป่วยไม่ได้เป็นผู้ลี้ภัย
ดร.คาร์ล ซาลลิน แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคเด็ก จากโรงพยาบาลเด็กแอสตริด ลินด์เกรน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโรงพยาบาลเด็กแห่งมหาวิทยาลัยคาโนลินสการ์ กล่าวว่า "เท่าที่เรารู้ ยังไม่พบกรณีผู้ป่วยแบบนี้นอกประเทศสวีเดน"

ดร.ซาลลิน ซึ่งศึกษาเรื่องรีซิกเนชัน ซินโดรมเป็นหัวข้อวิทยานิพนธ์ กล่าวว่า ขณะนี้ ยังไม่มีคำตอบที่แน่ชัดว่า เหตุใดจึงพบกลุ่มอาการดังกล่าว เฉพาะในสวีเดนเท่านั้น "คำอธิบายที่มีความเป็นไปได้มากที่สุด คือมีปัจจัยด้านวัฒนธรรมทางสังคมบางอย่าง ที่ทำให้อาการเหล่านี้พัฒนาขึ้นมาได้ เช่นมีวิธีการตอบสนองเหตุการณ์รุนแรงบางอย่างที่ปฏิบัติกันเป็นปกติ"
ดังนั้น แม้จะยังไม่มีข้อมูลว่ากลุ่มอาการนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร และเหตุใดจึงเกิดขึ้นแต่ในสวีเดน แต่อาจเป็นไปได้ว่ากลุ่มอาการที่เด็กแสดงออกนี้ เพราะถูกบังคับจึงทำให้ เด็กถ่ายทอดความรู้สึกออกมาผ่านภาวะความบอบช้ำแทน และทำให้เกิดคำถามตามมาว่า อาการดังกล่าวติดต่อกันได้หรือไม่
ดร.ซาลลิน กล่าวว่า "หากศึกษาข้อมูลของผู้ป่วยกรณีแรกในปี 1998 ที่เกิดขึ้นทางตอนเหนือของสวีเดน ทันทีที่มีรายงานเกี่ยวกับผู้ป่วยรายแรกออกมา ก็มีรายอื่นๆ ตามมาในบริเวณเดียวกัน และยังมีกรณีที่พี่น้องเลียนแบบอาการกันด้วย แต่นักวิจัยที่เสนอโมเดลการวินิจฉัยกลุ่มอาการเหล่านี้ ไม่แน่ใจว่าจำเป็นต้องมีการติดต่อสื่อสารระหว่างผู้ป่วยหรือไม่ ซึ่งนี่ยังคงเป็นหัวข้อสำหรับงานวิจัยต่อ ๆ ไป"
อย่างไรก็ตาม อุปสรรคสำหรับนักวิชาการที่ศึกษา รีซิกเนชัน ซินโดรม ก็คือ การขาดแคลนงานวิจัยสำหรับอ้างอิง ซึ่งยังไม่มีใครได้ติดตามศึกษาเด็กเหล่านี้ต่อ โดยมีข้อมูลแต่เพียงว่าพวกเขามีชีวิตรอด
สำหรับกรณีของเด็กหญิงโซฟี ดร.ลาร์ส ดักสัน แพทย์ผู้เชียวชาญโรคเด็ก ซึ่งมีส่วนในการรักษาเธอมาตลอด กล่าวว่า "ฉันช่วยให้เธอมีชีวิตอยู่ได้ แต่ฉันรักษาเธอให้อาการดีขึ้นไม่ได้ เนื่องจากแพทย์ ไม่ได้เป็นผู้ตัดสินใจว่าเด็กเหล่านี้จะได้อยู่ในสวีเดนต่อไปหรือไม่"

ดร.ลาร์ส ดักสัน เห็นด้วยกับแพทย์คนอื่นว่า เด็กที่เป็นรีซิกเนชัน ซินโดรม จะหายได้ ต้องขึ้นอยู่กับความรู้สึกมั่นคงและการมีที่อยู่ถาวร ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการบำบัด "เด็กต้องรู้สึกได้ว่ามีความหวัง มีบางสิ่งที่ทำให้ยังต้องมีชีวิตต่อไป นั่นเป็นวิธีเดียวที่ฉันสามารถอธิบายได้ ว่าสิทธิการได้อยู่ในประเทศนี้ จะช่วยเปลี่ยนสถานการณ์ได้ในเกือบทุกกรณีที่เห็นมา"
ก่อนหน้านี้ ครอบครัวที่มีเด็กป่วย จะได้รับอนุญาตให้อยู่ในสวีเดนได้ แต่จำนวนผู้ลี้ภัยที่เพิ่มขึ้นเป็น 300,000 รายในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ทำให้ประชาชนบางส่วนมีความเห็นเปลี่ยนไป และเมื่อปีที่ผ่านมา สวีเดนได้เริ่มใช้กฎหมายชั่วคราว ที่จำกัดคำร้องขอที่อยู่ถาวรของผู้ลี้ภัย โดยจะให้วีซ่าแค่ 3 ปี หรือ 13 เดือน ซึ่งของครอบครัวโซฟี จะถึงกำหนดในเดือนมี.ค. ปีหน้านี้
แพทย์ประจำตัวของโซฟี กล่าวว่าเขาไม่แน่ใจว่าเธอจะหายได้ในเวลา 13 เดือน "ทั้งหมดขึ้นอยู่กับว่าพ่อแม่ของเด็กจะรู้สึกอย่างไร จะอยู่ที่นี่ต่อไปหลังจาก 13 เดือนหรือไม่ และหากไม่แน่ใจ พวกเขาก็ไม่สามารถทำให้โซฟี รู้สึกว่าทุกอย่างจะเรียบร้อยได้เช่นกัน"
อย่างไรก็ตาม ผลจากศูนย์ดูแลเด็กที่เมืองสการ์รา ทางตอนใต้ของสวีเดน ชี้ว่า อาจมีหนทางรักษารีซิกเนชัน ซินโดรมได้ แม้ว่าพ่อแม่จะไม่มีที่อยู่ถาวรก็ตาม ซึ่งนางแอนนิกา คาร์ลชามเมอร์ นักสังคมสงเคราะห์อาวุโส ที่ศูนย์ดูแลเด็กโซลซิแดน กล่าวว่า "จากมุมมองของเรา อาการป่วยนี้ เชี่อมโยงกับความรุนแรงในอดีต ไม่ใช่เรื่องของการขอลี้ภัย" เมื่อเด็กต้องเห็นพ่อแม่ถูกทำร้าย หรืออยู่ในภาวะเสี่ยง พวกเขาจะรู้สึกว่าความเชื่อมโยงที่สำคัญที่สุดในโลกถูกทำลาย "จากนั้นเด็กจะสิ้นหวัง เพราะคิดว่าต้องพึ่งพาพ่อแม่ แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์เหล่านั้น เด็กจึงไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งใคร"
มีวิธีการรักษาอย่างไร
ขั้นตอนแรกของการรักษาของที่นี่ จะให้เด็กกับพ่อแม่แยกกันอยู่ "เราจะรายงานความคืบหน้าให้ครอบครัวรู้ตลอดเวลา แต่ไม่ให้พ่อแม่ได้คุยกับเด็ก เพราะต้องการให้เด็กพึ่งพาเจ้าหน้าที่เท่านั้น ซึ่งภายในไม่กี่วัน เราจะเริ่มเห็นสัญญาณว่าเด็กยังมีความสามารถในการรับรู้ได้อยู่"
ศูนย์แห่งนี้ ห้ามคุยเรื่องกระบวนการตรวจคนเข้าเมืองต่อหน้าเด็กอย่างเด็ดขาด และเจ้าหน้าที่จะช่วยเด็กวาดภาพ ระบายสี โดยจับมือเด็กให้ถือดินสอเอาไว้
นางแอนนิกา กล่าวว่า "เราจะเล่นแทนเขา จนกว่าเขาจะสามารถเล่นเองได้ และเราจะเล่นตลก ฟังเพลงและเต้น เพราะต้องการให้สัมผัสทุกอย่างกลับมามีชีวิต ซึ่งแม้ว่าเด็กจะต้องให้อาหารทางสายยาง แต่เราก็จะเอาน้ำอัดลมใส่ปากให้ด้วย เพื่อให้เด็กได้ลิ้มรสหวานบ้าง และพาไปนั่งในครัวให้ได้กลิ่นอาหาร"
"เราคาดหวังว่า เด็กยังคงต้องการมีชีวิตอยู่ และยังมีความสามารถทุกอย่างอยู่ครบ เพียงแต่อาจจะลืมสัมผัสการใช้ทักษะเหล่านั้นไป นี่เป็นงานที่ต้องลงแรงมาก เพราะเราต้องมีชีวิตอยู่แทนเด็กจนกว่าเขาจะอยู่เองได้"
ระยะเวลาการรักษานานที่สุดที่พบ คือ 6 เดือน ซึ่งตลอดเวลาเด็กจะไม่ได้ติดต่อกับพ่อแม่เลย จนกว่าจะสามารถพูดคุยทางโทรศัพท์ได้ และจากจำนวนเด็ก 35 คนที่นางแอนนิกา พบมา มีเพียงรายเดียวที่ได้รับอนุญาตให้อยู่ในสวีเดนต่อในระหว่างรับการรักษา ส่วนรายอื่น ๆ หายจากอาการก่อนที่จะได้รับรองสถานะลี้ภัย
ส่วนในกรณีของเด็กหญิงโซฟี ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าการรักษาแบบนี้ จะช่วยเธอได้หรือไม่ แต่พ่อของเธอกล่าวว่า "น้องที่กำลังจะคลอดอีกคน อาจจะช่วยได้" ขณะที่แม่กล่าวว่า "หากจะให้โซฟีตื่น แพทย์บอกว่าทั้งตัวเธอเองและครอบครัวต้องรู้สึกปลอดภัยก่อน"
แต่สิ่งที่ครอบครัวของเด็กหญิงกลัวที่สุด ก็คือการถูกส่งกลับประเทศ และถูกคนกลุ่มเดิมกรรโชกซ้ำ "เขาบอกว่าจะฆ่าเรา คงไม่มีอะไรน่าสิ้นหวังไปกว่านั้นอีกแล้ว"
หมายเหตุ: ชื่อของเด็กหญิงโซฟี ที่ใช้ในรายงานนี้ เป็นนามสมมุติเพื่อปกป้องตัวเด็กและครอบครัว










