You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
พบยาฆ่าแมลงในน้ำผึ้งส่วนใหญ่จากทั่วโลก
ผลการศึกษาล่าสุดที่ตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสาร Science ชี้ว่า ตัวอย่างน้ำผึ้ง 198 ตัวอย่างที่เก็บมาจากทุกทวีปของโลก มีสารฆ่าแมลงจำพวกนีโอนิโคตินอยด์ (Neonicotinoids) ปนเปื้อนอยู่ด้วยราว 75% หรือถึง 3 ใน 4 ของตัวอย่างทั้งหมด
การตรวจวิเคราะห์ตัวอย่างน้ำผึ้งดังกล่าว ซึ่งจัดทำโดยดร. อเล็กซองเดอร์ แอบี จากมหาวิทยาลัยนูชาเตลของสวิตเซอร์แลนด์ระบุว่า พบสารจำพวกนีโอนิโคตินอยด์ในน้ำผึ้งปะปนกันหลายชนิด โดยในบางตัวอย่างพบสารกลุ่มนี้ถึง 5 ชนิดในตัวอย่างเดียว แต่อย่างไรก็ตาม สารฆ่าแมลงที่พบอยู่ในระดับต่ำกว่ามาตรฐานที่กำหนดเพื่อการบริโภคอย่างมาก จึงไม่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ แต่น่าเป็นห่วงสำหรับผึ้งและแมลงผสมเกสรชนิดอื่น ๆ รวมทั้งระบบนิเวศทั้งหมด
สารฆ่าแมลงกลุ่มนีโอนิโคตินอยด์ เป็นยากำจัดแมลงที่ใช้กันอย่างกว้างขวางที่สุดในโลกขณะนี้ โดยใช้เคลือบเมล็ดพันธุ์พืชเพื่อลดการฉีดพ่นยาในภายหลัง ซึ่งเชื่อกันว่าสารฆ่าแมลงกลุ่มนี้ปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่าชนิดที่ใช้กันมาแต่ก่อน
แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อช่วงต้นปีนี้มีผลการศึกษาใหม่ที่ชี้ว่า สารฆ่าแมลงกลุ่มนีโอนิโคตินอยด์เป็นอันตรายต่อสุขภาพของแมลงในธรรมชาติ รวมทั้งทำลายจำนวนประชากรของผึ้ง ทั้งผึ้งเลี้ยงและผึ้งป่า ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการช่วยผสมเกสรขยายพันธุ์พืช การลดลงของประชากรผึ้งดังกล่าวอาจส่งผลเสียหายใหญ่หลวงต่อระบบนิเวศโดยรวมตามมาได้
ผลการศึกษาล่าสุดยังชี้ว่า พบปริมาณสารปนเปื้อนกลุ่มนีโอนิโคตินอยด์สูงสุดในตัวอย่างน้ำผึ้งที่เก็บจากทวีปเอเชีย อเมริกาเหนือ และยุโรป ทั้งที่มีกฎหมายห้ามการใช้สารเหล่านี้ในบางประเทศของยุโรปมาตั้งแต่ปี 2013 โดยตัวอย่างน้ำผึ้ง 34% มีปริมาณสารฆ่าแมลงสูงพอที่จะเป็นอันตรายต่อผึ้งได้ และตัวอย่างถึง 45% มีสารจำพวกนีโอนิโคตินอยด์ปะปนกันมากกว่า 2 ชนิดขึ้นไป
ด้านสมาคมปกป้องพืชผลทางการเกษตรแห่งยุโรป (European Crop Protection Association) ซึ่งเป็นตัวแทนของบรรดาผู้ผลิตสารฆ่าแมลงกลุ่มนีโอนิโคตินอยด์ ได้ออกมาแถลงโต้แย้งผลการศึกษาดังกล่าวว่า การเก็บตัวอย่างน้ำผึ้งมาศึกษาเป็นจำนวนเล็กน้อยเพียงไม่ถึง 200 ตัวอย่าง ไม่สามารถนำมาสรุปผลที่ชัดเจนได้ ทั้งปริมาณของสารฆ่าแมลงที่ตรวจพบก็ไม่เกินระดับสูงสุดที่ทางการกำหนดไว้เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภคด้วย