เปิด 3 แผนรบตัวเลือกสหรัฐฯใช้ต่อกรเกาหลีเหนือ

ที่มาของภาพ, Getty Images
เมื่อสองวันก่อน ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯบอกว่าพร้อมจะใช้ทุกทางเลือกในการแก้ปัญหาความขัดแย้งกับเกาหลีเหนือ ซึ่งก็หมายความว่าการเลือกใช้ปฏิบัติการทางทหารเข้าจัดการปัญหาที่ยุ่งยากเรื้อรังมานานนี้ ยังคงมีความเป็นไปได้สูง แม้หลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะเรียกร้องให้สหรัฐฯพิจารณาทางเลือกอื่นก็ตาม
หากสถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นจริง สหรัฐฯจะเลือกดำเนินยุทธการแบบใดได้บ้างเพื่อกำราบเกาหลีเหนือให้อยู่หมัด เรื่องนี้นายจัสติน บรองก์ ผู้เชี่ยวชาญจากราชสถาบันรวมเหล่าทัพเพื่อการศึกษาด้านความมั่นคงและการป้องกันประเทศ (RUSI) ของสหราชอาณาจักร ได้วิเคราะห์แจกแจงทางเลือกที่ว่าออกเป็น 3 ทางดังนี้
1. ยกระดับการปิดล้อม
เป็นปฏิบัติการที่มีความเสี่ยงน้อยที่สุด แต่ก็ได้ผลน้อยที่สุดด้วย เนื่องจากเป็นการใช้กำลังพลที่มีอยู่แล้วเข้าประจำการอยู่โดยรอบคาบสมุทรเกาหลีเพื่อเป็นการตั้งรับป้องปราม ซึ่งที่ผ่านมาวิธีการนี้ไม่สามารถหยุดยั้งการทดสอบยิงขีปนาวุธหรืออาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือได้
สหรัฐฯสามารถเพิ่มกำลังพลสำหรับปฏิบัติการทางภาคพื้นในเกาหลีใต้ หรือติดตั้งระบบป้องกันขีปนาวุธ THAAD เพิ่ม รวมทั้งสามารถส่งอาวุธหนักและยานยนต์หุ้มเกราะเข้าไปเสริมในเกาหลีใต้ได้อีก เพื่อแสดงแสนยานุภาพและความพร้อมในการใช้กำลังทหารเข้าจัดการได้ทุกขณะ

ที่มาของภาพ, Getty Images
แต่อย่างไรก็ตาม การเสริมกำลังเพื่อปิดล้อมเกาหลีเหนือนี้เสี่ยงที่จะกลายเป็นการยั่วยุแทนได้ เพราะที่ผ่านมาเกาหลีเหนือมองว่าสหรัฐฯติดตั้งระบบป้องกันต่าง ๆ รวมทั้งซ้อมรบกับกองกำลังเกาหลีใต้อยู่บ่อยครั้ง ก็เพื่อเตรียมการรุกรานประเทศของตน โดยเกาหลีเหนือจะมีท่าทีแข็งกร้าวขึ้นเสมอหากมีความเคลื่อนไหวของสหรัฐฯและพันธมิตรในทำนองนี้
เมื่อพิจารณาถึงการใช้แผนปิดล้อมเกาหลีเหนือทางทะเล กองทัพเรือสหรัฐฯสามารถส่งเรือรบทั้งเรือลาดตระเวนและเรือพิฆาตเข้าประจำการเพิ่มในน่านน้ำรอบคาบสมุทรเกาหลี หรือแม้กระทั่งส่งกองเรือโจมตีที่มีเรือบรรทุกเครื่องบินเข้าไปประจำการเพิ่มอีกกองเรือหนึ่ง นอกเหนือจากกองเรือโจมตีคาร์ล วินสัน ที่ประจำการอยู่แล้วก็ยังได้
กองทัพอากาศอาจเพิ่มจำนวนของฝูงบินโจมตีและเครื่องบินทิ้งระเบิดที่ประจำการในฐานทัพอากาศแอนเดอร์เซนที่เกาะกวม รวมทั้งที่เกาหลีใต้และญี่ปุ่นขึ้นอีก แต่แผนการทั้งหมดนี้ต้องเผชิญกับสภาพความเป็นจริงที่ว่า กองกำลังต่าง ๆ ของสหรัฐฯเริ่มที่จะแบกรับภารกิจหนักหน่วงในปฏิบัติการต่าง ๆ ทั่วโลก ซึ่งมีเพิ่มมากขึ้นตลอดช่วงทศวรรษที่ผ่านมาไม่ไหว

การวางกำลังปิดล้อมเกาหลีเหนือยังเป็นการซื้อเวลาที่ไม่เกิดประโยชน์ เพราะในระหว่างนั้นเกาหลีเหนือจะสามารถพัฒนาเทคโนโลยีขีปนาวุธพิสัยไกลข้ามทวีปและขีปนาวุธที่ติดหัวรบนิวเคลียร์ซึ่งสามารถโจมตีถึงแผ่นดินใหญ่ของสหรัฐฯได้ก่อน ส่วนคำประกาศของสหรัฐฯที่ว่าจะยิงขีปนาวุธของเกาหลีเหนือที่ล้ำออกมานอกแดนให้ตก ก็จะต้องใช้การเสริมกำลังทางทะเลเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก จนไม่น่าจะเป็นไปได้
เกาหลีเหนือนั้นมีจรวดและขีปนาวุธในคลังแสงอยู่มาก ในขณะที่จรวดซึ่งใช้ยิงสกัดขีปนาวุธของสหรัฐฯนั้นมีราคาแพงและมีประจำการในจำนวนจำกัดบนเรือรบแต่ละลำ จุดอ่อนนี้ทำให้เกาหลีเหนืออาจใช้วิธีรุมยิงโจมตีจนจรวดสกัดขีปนาวุธของสหรัฐฯหมดลงและจำต้องนำเรือรบกลับเข้าฝั่ง ดังนั้นแผนยกระดับการปิดล้อมเกาหลีเหนือด้วยการเพิ่มกำลังพลและสรรพาวุธเข้าไปในภูมิภาคจึงเป็นทางเลือกที่มีราคาแพงและไม่ยั่งยืนในระยะยาว

2. มุ่งโจมตีเป้าหมายเฉพาะจุด
กองทัพอากาศและกองทัพเรือสหรัฐฯ มีศักยภาพในการโจมตีแบบมุ่งเป้าหมายเฉพาะจุด (Surgical Strike) สูงยิ่งกว่ากองกำลังใด ๆ ทั่วโลก โดยอาจใช้ขีปนาวุธร่อนโทมาฮอว์กที่ยิงจากเรือดำน้ำนอกชายฝั่งเกาหลีเหนือ หรือใช้เครื่องบินทิ้งระเบิดล่องหน B-2 เข้าโจมตีจุดสำคัญเช่นสถานที่ทางนิวเคลียร์และฐานยิงขีปนาวุธต่าง ๆ ซึ่งจะก่อให้เกิดความเสียหายใหญ่หลวงต่อเกาหลีเหนือขึ้นได้ในเวลาอันรวดเร็ว
อย่างไรก็ตาม การรับประกันความปลอดภัยแก่เครื่องบินและกำลังพลที่เข้าปฏิบัติการดังกล่าวในเกาหลีเหนือ นับว่าประเมินได้ยาก เพราะขึ้นอยู่กับว่าฝ่ายเกาหลีเหนือจะได้รับรู้ข้อมูลล่วงหน้าและเตรียมพร้อมรับการโจมตีไว้มากน้อยเพียงใด
นอกจากนี้ เครือข่ายป้องกันการโจมตีทางอากาศของเกาหลีเหนือนั้นค่อนข้างแน่นหนา แต่ก็ไม่ทราบชัดว่าจะมีลักษณะเป็นอย่างไร เพราะไม่มีผู้รู้ข้อมูลที่ตรวจสอบยืนยันได้ อาจคาดการณ์ได้เพียงว่าเป็นระบบที่ผสมผสานไปด้วยอาวุธยุทโธปกรณ์ของทั้งอดีตสหภาพโซเวียตที่มีมานานกว่า 50 ปี รวมทั้งของรัสเซีย จีน และระบบที่พัฒนาขึ้นเองซึ่งประกอบไปด้วยเรดาร์และขีปนาวุธจากพื้นสู่อากาศ ซึ่งก็ไม่ทราบว่าได้ปรับปรุงและพัฒนาไปถึงขั้นไหนแล้ว

ที่มาของภาพ, Reuters
ความไม่แน่นอนเหล่านี้ทำให้มีความเสี่ยงว่าจะหวังผลจากปฏิบัติการโจมตีเฉพาะจุดได้มากน้อยเพียงใด และหากมีกำลังพลเพลี่ยงพล้ำต้องติดอยู่ที่หลังแนวรบของศัตรูจะสามารถเข้าช่วยเหลือได้หรือไม่
สิ่งที่สำคัญที่สุดคือยุทธการโจมตีเฉพาะจุดอาจเป็นชนวนให้เกิดการโจมตีตอบโต้ครั้งใหญ่จากเกาหลีเหนือได้ ซึ่งอาจสร้างความเสียหายอย่างมหาศาลแก่กรุงโซล เมืองหลวงของเกาหลีใต้ที่ตั้งอยู่ห่างไปจากเขตปลอดทหาร (DMZ) ซึ่งเป็นแนวพรมแดนไม่กี่กิโลเมตร
กองทัพเกาหลีเหนือมีอาวุธหนักและปืนใหญ่จำนวนมากที่ตั้งอยู่ตามแนวพรมแดน ซึ่งพร้อมจะยิงเข้าใส่กรุงโซลที่มีประชากรกว่า 10 ล้านคน ทั้งกำลังพลประจำการในกองทัพเกาหลีเหนือราว 1 ล้านคน และกำลังสำรองอีก 6 ล้านคน ก็พร้อมจะบุกโจมตีตอบโต้อย่างรุนแรงได้ตลอดเวลา ซึ่งยากที่กองกำลังสหรัฐฯจะรับมือได้อย่างทันท่วงที ความเสียหายที่เกิดขึ้นอาจไม่คุ้มต่อการทำลายเป้าหมายเฉพาะจุดภายในเขตแดนเกาหลีเหนือที่ได้ทำลงไป
3. การรุกรานอย่างเต็มรูปแบบ
เมื่อพิจารณาถึงกำลังพลมหาศาลที่มีอยู่เรือนล้านของกองทัพประชาชนเกาหลี (เคพีเอ) รวมทั้งกำลังสรรพาวุธและเครือข่ายการป้องกันทางอากาศที่แน่นหนาของเกาหลีเหนือแล้ว การที่สหรัฐฯจะตัดสินใจเข้ารุกรานอย่างเต็มรูปแบบนับว่าออกจะห่างไกลความเป็นจริงอยู่ไม่น้อย
การเข้ารุกรานเกาหลีเหนือจะต้องใช้เวลานานหลายเดือนสำหรับสหรัฐฯเพื่อเตรียมความพร้อมสั่งสมกำลัง ซึ่งแน่นอนว่าไม่สามารถกระทำเป็นการลับได้ นอกจากนี้ยังจะต้องมีการเตรียมความพร้อมทางทหารและการป้องกันประเทศของเกาหลีใต้ และต้องทำให้แน่ใจว่าเกาหลีเหนือไม่มีความสามารถที่จะใช้อาวุธนิวเคลียร์ตอบโต้การโจมตีด้วย
ถึงจะทำได้เช่นนั้นก็ตาม การรุกรานเต็มรูปแบบก็ยังจะทำให้เกิดการสูญเสียทหารและพลเรือนของทั้งสองฝ่ายนับหลายแสนชีวิตอย่างแน่นอน นอกจากเกาหลีเหนือจะยิงโจมตีอย่างหนักหน่วงไม่คิดชีวิตแล้ว ปฏิบัติการแทรกซึมจู่โจมขนาดใหญ่จากเกาหลีเหนือเข้าไปยังเกาหลีใต้จะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน โดยทหารเกาหลีเหนือรุ่นต่อรุ่นได้รับการฝึกฝนเพื่อปฏิบัติการนี้มาเป็นเวลาช้านาน โดยใช้เครื่องบินแบบ 2 ปีกที่บินช้าหลบการตรวจจับของเรดาร์ รวมทั้งเรือดำน้ำขนาดเล็กขนทหารเข้าแนวหลังของศัตรู
ปฏิบัติการตอบโต้ขนานใหญ่เช่นนี้ กองกำลังสหรัฐฯและเกาหลีใต้ที่มีขนาดเล็กกว่าจะต้านทานแทบไม่ไหวอย่างแน่นอน แม้จะมีเทคโนโลยีสูงกว่าก็ตาม การรุกรานเกาหลีเหนือยังเสี่ยงต่อปฏิบัติการต่อต้านจากจีน ซึ่งเคยข้ามพรมแดนมาต้านทานกองกำลังอเมริกันและพันธมิตรที่รุกเข้าเกาหลีเหนือในยุคสงครามเกาหลีมาแล้ว โดยจีนนั้นต้องการรักษาเกาหลีเหนือไว้ในฐานะรัฐกันชนเพื่อไม่ให้เขตอิทธิพลของสหรัฐฯเข้ามาประชิดพรมแดนตน ซึ่งนี่ก็เป็นเหตุผลที่จีนค้ำจุนอำนาจของครอบครัวตระกูลคิมให้เป็นผู้นำของเกาหลีเหนือมาเป็นเวลาช้านาน
และถึงแม้สหรัฐฯจะบุกเข้ายึดครองเกาหลีเหนือได้สำเร็จ การฟื้นฟูบูรณะประเทศที่แหลกสลายด้วยสงคราม ทั้งยังเต็มไปด้วยความขัดแย้งทางอุดมการณ์จะไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับสหรัฐฯ มองกันว่าการรวมชาติระหว่างเยอรมนีตะวันตกและตะวันออกหลังสงครามเย็นนั้น ยังง่ายดายเสียกว่าการรวมชาติระหว่างเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้มากนัก
ไม่ว่าสหรัฐฯจะเลือกใช้ปฏิบัติการทางทหารแบบใดกับเกาหลีเหนือ สิ่งที่เลี่ยงไม่ได้คือทางเลือกทุกทางล้วนมากับความเสี่ยงและต้นทุนที่สูงลิ่ว ทั้งในด้านของทรัพยากรต่าง ๆ และชีวิตมนุษย์อันมีค่า











