ทรัมป์เรียกร้องให้ชาติมุสลิมนำการต่อสู้ขจัดกลุ่มสุดโต่ง

ที่มาของภาพ, AFP
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เรียกร้องให้ประเทศมุสลิมเป็นผู้นำในการต่อสู้กำจัดแนวคิดสุดโต่ง และได้ประณามการก่อการร้ายในนามของศาสนา รวมทั้งกล่าวหาอิหร่านว่าเป็นสาเหตุของความไร้เสถียรภาพในภูมิภาค
ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวสุนทรพจน์ในการประชุมสุดยอดอาหรับอิสลามในกรุงริยาดของซาอุดีอาระเบียเย็นวันนี้ (21 พ.ค.)ตามเวลาท้องถิ่น โดยเขาได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการต่อสู่กับแนวคิดสุดโต่งในศาสนาอิสลาม ซึ่งถือเป็นการต่อสู้ระหว่างความดีกับความชั่ว ไม่ใช่การต่อสู้ระหว่างความเชื่อที่แตกต่างกัน
"นี่เป็นการต่อสู้ระหว่างอาชญากรป่าเถื่อนที่หาทางทำลายชีวิตมุนษย์ และผู้คนจากทุกศาสนาที่ต้องการคุ้มครองชีวิตมนุษย์ นั่นหมายความว่าต้องเผชิญหน้ากับวิกฤตแนวคิดสุดโต่งอิสลาม และกลุ่มก่อการร้ายอิสลามที่ได้รับอิทธิพลจากแนวคิดนี้"
"ขับไล่พวกเขาออกไปจากโลกนี้" นายทรัมป์กล่าวต่อผู้นำชาติต่าง ๆ ในภูมิภาคที่เข้าร่วมประชุม โดยเน้นย้ำว่าชาติในตะวันออกกลางมีหน้าที่ในการกำจัดกลุ่มก่อการร้ายออกไปจากดินแดนของตัวเอง ไม่ใช่การรอให้สหรัฐฯ ปราบปรามกลุ่มก่อการร้ายเหล่านี้
ทรัมป์ลดวาจาที่ก้าวร้าว
ในการกล่าวสุนทรพจน์ครั้งนี้ไม่มีการใช้ถ้อยคำว่า 'การก่อการร้ายอิสลามหัวรุนแรง' และถูกมองว่าเป็นการปรับลดความรุนแรงในการใช้คำพูดของนายทรัมป์ หลังจากที่เคยใช้ถ้อยคำที่ดุเดือดระหว่างการหาเสียงเลือกตั้งโจมตีชาวมุสลิม จนทำให้โลกมุสลิมเกิดความกังวล

ที่มาของภาพ, Reuters
โดยก่อนหน้านี้เขาเคยวิจารณ์นายบารัค โอบามา อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ และคนอื่น ๆ ที่ไม่ยอมใช้ถ้อยคำดังกล่าว ซึ่งทำให้ชาวมุสลิมจำนวนมากไม่พอใจ นอกจากนี้ในการให้สัมภาษณ์เมื่อปีที่แล้ว เขาเคยกล่าวว่า "ผมคิดว่าอิสลามเกลียดเรา"
ในช่วงที่เขารับตำแหน่งไม่นาน ก็ได้เรียกร้องให้ห้ามชาวมุสลิมเดินทางเข้าสหรัฐฯ ชั่วคราวด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัยด้วย โดยกฎหมายที่พุ่งเป้าจำกัดการเดินทางของพลเมืองจากชาติที่มีประชากรส่วนใหญ่เป็นมุสลิมเดินทางเข้าสหรัฐฯ ยังคงอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลในสหรัฐฯ
นายทรัมป์ กล่าวว่า ทุกครั้งที่ผู้ก่อการร้ายสังหารผู้บริสุทธิ์ และปลุกเร้าคนโดยอ้างพระนามของพระเจ้า มันควรจะเป็นการดูหมิ่นผู้คนจากทุกความเชื่อ
"การก่อการร้ายแผ่ขยายไปทั่วโลก แต่เส้นทางสู่สันติภาพเริ่มต้นจากที่นี่ ดินแดนศักดิ์สิทธิ์" นายทรัมป์ กล่าว
ตัดท่อน้ำเลี้ยงกลุ่มก่อการร้าย
ซาอุดีอาระเบีย และชาติในอ่าวเปอร์เซียอื่น ๆ ที่เข้าร่วมประชุมในกรุงริยาด ต่างมีส่วนในการต่อสู้กับกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า รัฐอิสลาม หรือ ไอเอส แต่ก็ถูกกล่าวหาเช่นกันว่าสนับสนุนกลุ่มไอเอสและกลุ่มติดอาวุธนิกายสุหนี่อื่น ๆ ตามที่ปรากฏในอีเมล์ของนางฮิลลารี คลินตัน ที่ทางวิกิลีกส์นำมาเปิดเผย
ขณะนี้บรรดาชาติต่าง ๆ เหล่านี้คาดว่าจะลงนามกับสหรัฐฯ เพื่อร่วมมือกันในการตัดแหล่งเงินที่กลุ่มก่อการร้ายต่าง ๆ ได้รับ ประเทศที่จะลงนามรวมถึง ซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ คูเวต โอมาน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และบาห์เรน
ดีนา พาวเวลล์ รองที่ปรึกษาความมั่นคงแห่งชาติด้านยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ กล่าวว่า "ทุกประเทศร่วมลงนามเกี่ยวกับว่าจะมีส่วนรับผิดชอบอย่างไร และจะดำเนินคดีผู้สนับสนุนการเงินแก่กลุ่มก่อการร้าย รวมถึงผู้ก่อการร้าย จริง ๆ ได้อย่างไร"

ที่มาของภาพ, Reuters
ขณะที่เมื่อวานนี้ (20 พ.ค.) สหรัฐฯ ได้ลงนามข้อตกลงทางการค้ากับซาอุดีอาระเบียรวมมูลค่า 350,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 12 ล้านล้านบาท รวมถึงข้อตกลงที่ทำเนียบขาวระบุว่าเป็นข้อตกลงซื้อขายอาวุธใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ ด้วย โดยนายเร็กซ์ ทิลเลอร์สัน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุว่าข้อตกลงนี้มีเป้าหมายในการปราบปรามอิทธิพลที่ "ชั่วร้าย" ของอิหร่าน ซึ่งเป็นคู่อริกับซาอุดีอาระเบีย
ในการกล่าวสุนทรพจน์วันนี้ (21 พ.ค.) นายทรัมป์ยังได้กล่าวโจมตีอิหร่านว่าเป็นสาเหตุของความไร้เสถียรภาพในภูมิภาค และเป็นผู้เติมเชื้อเพลิงความรุนแรงระหว่างกลุ่มความเชื่อต่าง ๆ ด้วย
กำหนดการเยือนที่เหลือของนายทรัมป์
22-23 พฤษภาคม: กรุงเทลอาวีฟ และนครเยรูซาเลม ก่อนที่จะเยือนเขตเวสต์แบงก์
24 พฤษภาคม: กรุงโรมของอิตาลี และกรุงบรัสเซลส์ของเบลเยียม โดยนายทรัมป์ จะได้เข้าเฝ้าสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส และหารือกับเจ้าหน้าที่ทางการเบลเยียม
25 พฤษภาคม: ประชุมสุดยอดนาโต้ในกรุงบรัสเซลส์ของเบลเยียม
26 พฤษภาคม: ประชุมกับสมาชิกกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ 7 ชาติ หรือ จี 7 ในเมืองซิซิลีของอิตาลี








