พลัง “ม็อบร่ม” ในฮ่องกงสร้างความเปลี่ยนแปลงได้แค่ไหน

ม็อบร่ม

ที่มาของภาพ, Getty Images

การเมืองฮ่องกงตกอยู่ในความวุ่นวายไม่น้อยในระยะหลังมานี้ ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งที่นำไปสู่เหตุตะลุมบอนในสภานิติบัญญัติ การต่อสู้กันในศาล หรือแม้แต่การชุมนุมประท้วงตามท้องถนนของชาวฮ่องกงจำนวนมาก ซึ่งสาเหตุสำคัญของปัญหานี้มาจากการที่จีนแผ่นดินใหญ่เข้าไปแทรกแซงการเมืองของฮ่องกง ทั้งยังดำเนินการเช่นนี้เรื่อยมาถึงปัจจุบัน จนหลายฝ่ายมองว่า กลุ่มผู้เรียกร้องประชาธิปไตยในนามของ "ขบวนการร่ม" ล้มเหลวในการสร้างความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในฮ่องกง มิหนำซ้ำยังก่อให้เกิดความแตกแยกในสังคมยิ่งขึ้นด้วย

เหตุตะลุมบอนในสภานิติบัญญัติ

ที่มาของภาพ, AFP

ม็อบร่ม เริ่มเคลื่อนไหวเมื่อปี 2557 เพื่อเรียกร้องสิทธิในการเลือกตั้งผู้ว่าการเกาะฮ่องกงโดยตรงโดยที่ไม่ถูกแทรกแซงจากจีนแผ่นดินใหญ่ อย่างไรก็ตาม ความเคลื่อนไหวดังกล่าวไม่ได้รับการยินยอมจากรัฐบาลจีนแผ่นดินใหญ่ รวมถึงนายซีวาย เหลียง ผู้ว่าการเกาะฮ่องกงคนปัจจุบัน

เมื่อวํนที่ 11 ธ.ค. ฮ่องกงได้จัดให้มีการลงคะแนนเลือกคณะกรรมการการเลือกตั้งซึ่งจะมาทำหน้าที่เลือกผู้ว่าการเกาะฮ่องกงคนใหม่ หลายฝ่ายมองว่า การออกเสียงเลือกคณะกรรมการการเลือกตั้งครั้งนี้เป็น "การเลือกตั้งในแบบฉบับจีน" เพราะอนุญาตให้ชาวฮ่องกงเพียง 246,440 คน หรือคิดเป็นประมาณ 6% ของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งทั้งหมด 3.8 ล้านคน มีสิทธิ์เลือกผู้แทนจากสายวิชาชีพของตนให้เป็น "คณะกรรมการการเลือกตั้ง" จำนวน 1,200 คน ซึ่งคนเหล่านี้คือคนเพียงกลุ่มเดียวที่สามารถลงคะแนนเลือกผู้นำคนใหม่ของฮ่องกงได้

ป้ายประชาสัมพันธ์การลงคะแนนเลือกคณะกรรมการการเลือก

ที่มาของภาพ, ELECTORAL AFFAIRS COMMISSION

คำบรรยายภาพ, เพียง 6% ของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งชาวฮ่องกง มีสิทธิ์เลือก "คณะกรรมการการเลือกตั้ง"

นอกจากนี้ ที่นั่งในคณะกรรมการการเลือกตั้งหลายร้อยที่นั่ง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้สนับสนุนจีนแผ่นดินใหญ่ได้ถูกกำหนดไว้แล้วเนื่องจากไม่มีการเลือกตั้งตามแบบสากล ซึ่งระบบที่ไม่เป็นประชาธิปไตยนี้เองคือสาเหตุสำคัญที่ทำให้ขบวนการร่มออกมาเคลื่อนไหวเมื่อ 2 ปีก่อน ทว่าปัจจุบันระบบเลือกตั้งผู้ว่าการเกาะฮ่องกงกลับไม่มีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ส่งผลให้เหล่านักวิจารณ์มองว่า ม็อบร่มไม่ได้ก่อให้เกิดผลในทางปฏิบัติใด ๆ อีกทั้งยังยิ่งสร้างความแตกแยกในสังคม

คนหนุ่มสาวชาวฮ่องกงร่วมม็อบร่ม

ที่มาของภาพ, AFP

คำบรรยายภาพ, ม็อบร่มจุดกระแสตื่นตัวทางการเมืองในหมู่คนหนุ่มสาวชาวฮ่องกง

และแม้ว่าม็อบร่มจะก่อให้เกิดกระแสตื่นตัวทางการเมืองในหมู่คนหนุ่มสาวชาวฮ่องกง จนทำให้หลายคนผันตัวไปเป็นนักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตย หรือแม้แต่ได้รับเลือกในการเลือกตั้งสภานิติบัญญัติฮ่องกงเมื่อเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา แต่หากมองในทางปฏิบัติม็อบร่มกลับไม่สามารถทำให้รัฐบาลจีนแผ่นดินใหญ่ยอมโอนอ่อนและปฏิบัติตามคำเรียกร้องของพวกเขาในการใช้สิทธิเลือกตั้งผู้ว่าการเกาะฮ่องกงโดยตรงได้

ม็อบร่ม

ที่มาของภาพ, Lam Yik Fei/Getty Images

ก่อนหน้านี้ทางการจีนแผ่นดินใหญ่เคยให้คำมั่นจะยอมให้ชาวฮ่องกงสามารถใช้สิทธิออกเสียงเลือกตั้งทั่วไปได้ แต่จะต้องเลือกผู้สมัคร 2-3 คนจากบัญชีรายชื่อที่ผ่านการคัดกรองจากคณะกรรมการที่สมาชิกส่วนใหญ่เป็นผู้สนับสนุนรัฐบาลจีนแผ่นดินใหญ่ ซึ่งกลุ่มนักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยปฏิเสธข้อเสนอดังกล่าวที่พวกเขาเรียกว่า "ประชาธิปไตยจอมปลอม" ส่งผลให้สภานิติบัญญัติฮ่องกงมีมติคัดค้านแผนดังกล่าว

แม้จะมีรายงานว่า กลุ่มสนับสนุนประชาธิปไตยในฮ่องกงได้ส่งผู้สมัครเข้ารับการคัดเลือกเป็นคณะกรรมการการเลือกตั้งในจำนวนมากกว่าที่เคยเป็นมา เพราะหวังว่าการได้ร่วมเป็นคณะกรรมการการเลือกตั้งจะทำให้มีโอกาสต่อสู้จากภายใน ซึ่งพวกเขาหวังว่าจะได้รับเลือกถึง 300 ที่นั่ง หรือคิดเป็น 1 ใน 4 ของที่นั่งทั้งหมด 1,200 ที่นั่ง แต่ผู้เชี่ยวชาญมองว่าจำนวนดังกล่าวไม่สามารถทัดทานกับเสียงส่วนใหญ่ของกลุ่มผู้สนับสนุนจีนแผ่นดินใหญ่ที่คาดว่าจะเลือกผู้สมัครที่รัฐบาลจีนหนุนหลังให้ก้าวขึ้นเป็นผู้ว่าการเกาะฮ่องกงคนใหม่ในการเลือกตั้งปีหน้า

นักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยที่ได้รับเลือกสู่สภานิติบัญญัติฮ่องกง

ที่มาของภาพ, AFP

ด้วยเหตุนี้ ชาวฮ่องกงหลายคนจึงอดสงสัยไม่ได้ว่า การได้รับประชาธิปไตยบางส่วนตามที่รัฐบาลจีนเคยเสนอให้เมื่อ 2 ปีก่อน อาจดีว่าสถานการณ์ในปัจจุบันหรือไม่ และหากการชุมนุมประท้วงครั้งใหญ่ของ "ขบวนการร่ม" ไม่อาจสร้างความเปลี่ยนแปลงได้แล้วผู้ใดจะสามารถทำได้บ้าง