เอฟวัน: พระองค์พีระ ราชนิกูลผู้ชูธงไทยในสนามโลกก่อน อเล็กซานเดอร์ อัลบอน

ที่มาของภาพ, Hulton Deutsch
อเล็กซานเดอร์ อัลบอน นักแข่งรถลูกครึ่งไทย-อังกฤษ ได้นำความภาคภูมิใจมาสู่ประเทศไทยหลังจากเซ็นสัญญาเป็นนักขับให้ทีมรถแข่งฟอร์มูล่าวัน (เอฟวัน) หรือรถสูตรหนึ่ง "โตโร รอสโซ"แม้อเล็กซานเดอร์จะเกิดในกรุงลอนดอน แต่เขาก็มีสัญชาติไทยตามคุณแม่ชาวไทยของเขา
ความสำเร็จครั้งล่าสุดทำให้นักขับหนุ่มวัย 22 ปีคนนี้ ถูกจับตามมองจากทั้งสื่อมวลชนในประเทศไทยและอังกฤษในฐานะชาวไทยคนที่ 2 ที่เป็นนักแข่งรถเอฟวันมืออาชีพผู้เดินตามรอย พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพีรพงศ์ภาณุเดช หรือ พระองค์พีระ เจ้าชายนักแข่งแห่งสยามที่ทรงลงแข่งรถจนมีชื่อเสียงโด่งดังระดับนานาชาติช่วงทศวรรษที่ 1950 โดยใช้ชื่อในการแข่งขันว่า "B.Bira" หรือ "พ.พีระ"
นี่คือ 6 เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับชีวิตที่น่าทึ่งของเจ้าชายจากแดนสยาม:
พระบิดาคือผู้ให้กำเนิดกิจการไปรษณีย์ไทย

ที่มาของภาพ, FOX IMAGES
พระองค์พีระ ประสูติเมื่อวันที่ 15 ก.ค. 1914 (พ.ศ. 2457) เป็นพระโอรสในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 อีกทั้งทรงเป็นพระอนุชา (น้องชาย) ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5
ชาวบ้านมักรู้จักพระบิดาของพระองค์พีระ ในพระนามว่า "สมเด็จวังบูรพา" ทรงเป็นผู้ให้กำเนิดกิจการไปรษณีย์ไทย และทรงเป็นต้นราชสกุลภาณุพันธุ์
ทรงเป็นผู้ให้กำเนิดสีรถแข่ง

ที่มาของภาพ, Klemantaski Collection
พระองค์พีระทรงเป็นนักแข่งรถฝีมือดี มีชื่อเสียงอยู่ก่อนหน้าที่การแข่งขันชิงแชมป์โลกเอฟวันจะถือกำเนิดขึ้นในปี 1950
เดิมทีพระองค์พีระ ทรงศึกษาที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ในอังกฤษ แต่ภายหลังได้เลิกเรียนกลางคัน แล้วเปลี่ยนไปศึกษาด้านประติมากรรม กับ ชาร์ล วีเลอร์ ประติมากรชื่อดังของอังกฤษ
แต่เส้นทางการเป็นนักแข่งรถอาชีพของพระองค์พีระได้เริ่มต้นขึ้นขณะที่พระองค์มีพระชันษา 21 ปี ตอนนั้นพระองค์พีระทรงได้รับการชักชวนจากพระญาติ คือ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ ซึ่งทรงเป็นทูลกระหม่อมตาของศิลปินชื่อดัง ฮิวโก้ จุลจักร จักรพงษ์ ให้นำรถแข่งไรลีย์ อิมพ์ ลงแข่งที่สนามบรู๊คแลนด์ส ในนามทีมหนูขาวสยาม (White Mouse Siam) เมื่อปี 1935
แม้ใช้ชื่อทีมว่าหนูขาวสยาม แต่รถแข่งของพระองค์พีระกลับทาสีฟ้าคาดเหลือง โดยเป็นสีที่พระองค์ทรงได้รับแรงบันดาลใจจากชุดของสตรีชาวสแกนดิเนเวีย คนหนึ่งชื่อบาร์บารา กรุต ที่พระองค์เพิ่งได้รู้จัก ซึ่งต่อมาสีฟ้านี้ถูกเรียกว่า "สีฟ้าพีระ" (Bira blue)
ในยุคนั้นเป็นช่วงที่รถแข่งมักทาสีที่เป็นตัวแทนของประเทศชาติ เช่น สีน้ำเงินเป็นตัวแทนประเทศฝรั่งเศส สีขาวคือตัวแทนเยอรมนี สีแดงเป็นตัวแทนอิตาลี การเลือกสีฟ้าของพระองค์พีระในครั้งนั้นจึงเป็นการกำหนดสีในการแข่งขันของสยามประเทศไปโดยปริยาย
ในการแข่งขันที่สนามบรู๊คแลนด์สครั้งนั้น พระองค์พีระได้ทรงสมัครเข้าเป็นสมาชิกสโมสรนักแข่งอังกฤษ British Racing Drivers Club (BRDC) อีกด้วย
จากนั้นพระองค์พีระทรงเริ่มแข่งรถอย่างจริงจังในระดับนานาชาติจนมีชื่อเสียงโด่งดัง โดยเฉพาะในยุโรป ทรงคว้าชัยชนะครั้งแรกในการแข่งขันชิงถ้วยพระราชทาน จากเจ้าชายแรนีเยที่ 3 แห่งโมนาโก (Coupe de Prince Rainier) เมื่อวันที่ 11 เม.ย. 1936
ระหว่างปี 1936-1938 ทรงชนะเลิศการแข่งรถกรังด์ปรีซ์ในยุโรปอีกหลายครั้ง จนได้รับพระราชทานรางวัลเหรียญดาราทอง BRDC Road Racing Gold Star จากกษัตริย์อังกฤษ 3 ปีซ้อน และทรงได้รับการบรรจุชื่อในหอเกียรติยศของสมาคมนักแข่งรถอังกฤษด้วย รางวัลดังกล่าวทำให้สื่อมวลชนไทย ในสมัยนั้นถวายสมญานามแด่พระองค์ว่า "เจ้าดาราทอง"
ทรงเป็นครูสอนนักบินกองทัพอังกฤษ

ที่มาของภาพ, IWM/Getty Images
นอกจากความรักในกีฬาแข่งรถแล้ว พระองค์พีระยังทรงโปรดการบิน แต่เมื่อการแข่งรถต้องระงับไปในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง พระองค์พีระจึงทรงใช้ความรู้ความสามารถด้านการบินสมัครเข้าร่วมกับกองทัพอังกฤษ โดยมียศเรืออากาศโท ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งครูฝึกเครื่องร่อนให้แก่ทหารอังกฤษ ที่ฐานทัพอากาศในมณฑลคอร์นวอลล์
พระองค์พีระไม่เคยละทิ้งความสนใจด้านการบิน โดยในปี 1952 ทรงขับเครื่องบินเล็กข้ามทวีปจากกรุงลอนดอนถึงกรุงเทพฯ ได้สำเร็จ
นักแข่งรถฟอร์มูล่าวันคนแรกของไทย

ที่มาของภาพ, GP Library
หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง พระองค์พีระ พระชันษา 34 ปี ได้กลับลงสู่สนามแข่งรถอีกครั้งในปี 1948 จากนั้นในปี 1950 การแข่งขันรถฟอร์มูล่าวันได้ถือกำเนิดขึ้นเป็นครั้งแรกภายใต้ชื่อรายการ บริติช กรังด์ปรีซ์ (British Grand Prix) และพระองค์พีระทรงร่วมการแข่งขันระหว่างปี 1950-1954 ถือเป็นนักแข่งชาวไทยคนแรก
ผลการแข่งขันครั้งที่ดีที่สุดของพระองค์พีระ คือ ได้ที่ 4 ในการแข่งขันเฟรนช์กรังด์ปรีซ์ ปี 1954 ทรงขับรถ Maserati 250F โดยในรอบสุดท้ายทรงเกือบจะได้เข้าเส้นชัยในอันดับที่ 3 แล้ว แต่เกิดน้ำมันหมดก่อนจะเข้าเส้นชัยเพียงเล็กน้อย ซึ่งการแข่งขันในครั้งนั้น พระองค์ทรงเข้าร่วมแข่งขันกับนักแข่งผู้เป็นตำนานระดับโลก อย่าง ฮวน มานูเอล ฟานจิโอ และจูเซปเป ฟารีนา
พระองค์พีระทรงเลิกแข่งรถสูตรหนึ่งในปลายปี ค.ศ. 1954 เนื่องจากมีปัญหาเรื่องสายพระเนตรสั้น ต้องทรงฉลองพระเนตรแบบพิเศษ และทรงมีปัญหาในการขับเวลาฝนตก
ทรงเข้าแข่งกีฬาโอลิมปิก 4 ครั้ง

ที่มาของภาพ, Australian News and Information Bureau
นอกจากพระปรีชาสามารถด้านการแข่งรถฟอร์มูล่าวันแล้ว พระองค์พีระยังทรงเป็นนักกีฬาเรือใบฝีมือดีด้วย โดยหลังจากเลิกอาชีพนักแข่งรถ พระองค์ทรงลงแข่งขันกีฬาเรือใบในมหกรรมโอลิมปิกปี 1956 ที่นครเมลเบิร์นของออสเตรเลีย, ปี 1960 ที่กรุงโรมของอิตาลี, ปี 1964 ที่กรุงโตเกียวของญี่ปุ่น และปี 1972 ที่นครมิวนิกของเยอรมนี
การสิ้นพระชนม์ที่เป็นปริศนา

ที่มาของภาพ, Getty Images
วันที่ 23 ธ.ค. 1985 สองวันก่อนวันคริสต์มาส ซึ่งเป็นช่วงที่ผู้คนในกรุงลอนดอนกำลังวุ่นวายจับจ่ายซื้อของสำหรับเทศกาลสำคัญที่สุดของปี ชายชราคนหนึ่งล้มลงและสิ้นลมที่สถานีรถไฟใต้ดินบารอนส์คอร์ต
ชายผู้มีลักษณะเหมือนชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ผู้นี้เสียชีวิตจากภาวะหัวใจวาย ที่ตัวเขาไม่มีเอกสารบอกข้อมูลประจำตัว ทำให้ตำรวจนครลอนดอนไม่สามารถระบุได้ว่าเขาคือใคร
อย่างไรก็ตาม ตำรวจพบกระดาษที่เขียนด้วยลายมือเป็นภาษาต่างประเทศที่พวกเขาอ่านไม่ออกอยู่ในกระเป๋าเสื้อผ้าชายนิรนามคนนี้ และการค้นหาว่าภาษาดังกล่าวคือภาษาอะไรไม่ใช่เรื่องง่าย
ตำรวจได้ส่งกระดาษแผ่นดังกล่าวไปให้ผู้เชี่ยวชาญทางภาษาที่มหาวิทยาลัยลอนดอนตรวจสอบ และปรากฏว่าเป็นภาษาไทยที่ระบุที่อยู่ของพระองค์พีระ ขั้นตอนนี้กินเวลาถึง 7 วันก่อนที่ตำรวจจะติดต่อไปยังสถานเอกอัครราชทูตไทยในกรุงลอนดอน
ข่าวพระองค์พีระ พระชันษา 71 ปีสิ้นพระชนม์ในกรุงลอนดอน เป็นข่าวใหญ่ที่บีบีซีรายงานไปทั่วประเทศ ทั้งปรากฏเป็นข่าวหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ไทยทุกฉบับ รวมทั้งหนังสือพิมพ์อังกฤษและประเทศอื่น ๆ ที่พระองค์ทรงสร้างชื่อเสียงไว้
สถานเอกอัครราชทูตไทยได้จัดพิธีพระราชทานเพลิงพระศพถวายอย่างสมพระเกียรติในกรุงลอนดอน โดยมีเชื้อพระวงศ์ที่ประทับในอังกฤษ รวมทั้งบุคคลชื่อดังในแวดวงแข่งรถไปร่วมงานจำนวนมาก
ม.ร.ว. มาลินี จักรพันธุ์ ผู้รวบรวมประวัติของพระองค์พีระ ได้เขียนในตอนท้ายว่า "ดวงพระวิญญาณลอยละล่องขึ้นสู่สรวงสวรรค์ พระองค์สิ้นพระชนม์อย่างโดดเดี่ยว เพียงแค่จดหมายภาษาไทยหนึ่งฉบับที่ทรงทิ้งไว้เพื่อส่งท้ายให้ได้ทราบว่าพระองค์คือใคร เทพส่งพระองค์ท่านลงมาจุติอย่างงามสง่า พระนามขจรขจายก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ไปทั่วโลก และเทพได้นำพระองค์ท่าน "เจ้าดาราทอง" เสด็จกลับขึ้นไปอย่างเดียวดาย เหมือนสวรรค์แกล้งให้โลกลืม"

ที่มาของภาพ, Hoch Zwei










