ซอฟต์พาวเวอร์(เพื่อ)ไทย นโยบายที่ สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี การันตีว่า “คิดครบ ทำได้”

    • Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

หายหน้าหายตาไปกว่า 3 เดือนนับจากวันเลือกตั้ง 14 พ.ค. ซึ่งพรรคเพื่อไทย (พท.) ประสบความพ่ายแพ้ครั้งแรกในรอบ 2 ทศวรรษ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี อดีตผู้ช่วยหาเสียงของพรรค พท. กลับมาปรากฏชื่อ-ปรากฏเสียงอีกครั้งในฐานะกรรมการยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ โดยการันตีว่านโยบายสร้างซอฟต์พาวเวอร์เป็น “มหายุทธศาสตร์” ที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตคนไทย และเปลี่ยนโครงสร้างการผลิตของประเทศครั้งใหญ่

ในยุครัฐบาลพรรคไทยรักไทย (ทรท.) นพ.สุรพงษ์ หรือ “หมอเลี้ยบ” เป็น รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารคนแรกของไทย (ปัจจุบันกลายเป็นกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือดีอีเอส)

เขามีโอกาส “ร่วมโต๊ะ” ทำงานกับ ทักษิณ ชินวัตร นายกฯ คนที่ 23 ในหลายวง-หลายบทบาท และได้ “ร่วมทุกข์” ในวันที่ประมุขฝ่ายบริหารถูกรัฐประหาร 19 ก.ย. 2549

ในยุครัฐบาลพรรคเพื่อไทย (พท.) เศรษฐา ทวีสิน นายกฯ คนที่ 30 เอ่ยปากขอให้เขามาช่วยผลักดันนโยบายซอฟต์พาวเวอร์ คราวนี้ได้ทำงานเคียงข้าง “ชินวัตรผู้ลูก” แพทองธาร ชินวัตร รองประธานกรรมการยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ

บีบีซีไทยพูดคุยกับ หมอเลี้ยบ-สุรพงษ์ เพื่อไขข้อข้องใจ-เคลียร์ความสงสัยที่ผู้คนในสังคมมีต่อนโยบายเพื่อไทยที่กำลังถูกแปลงไปสู่การปฏิบัติ

นิยามซอฟต์พาวเวอร์ของรัฐบาลไทย

ก่อนออกนโยบาย “1 ครอบครัว 1 ซอฟต์พาวเวอร์” (One Family One Soft Power – OFOS) รัฐบาลภายใต้การนำของพรรค พท. แบรนดิ้งประเทศไทยเป็น “ประเทศที่อุดมสมบูรณ์ด้วยวัฒนธรรม” ซึ่ง นพ.สุรพงษ์มองว่าเป็นขุมทรัพย์และภูมิปัญญาที่เรามีอยู่แล้ว แต่ไม่ได้บริหารจัดการให้เป็นที่ประจักษ์แก่คนทั่วโลก

สอดคล้องกับนิยามซอฟต์พาวเวอร์ของรัฐบาลไทย ที่ไม่ได้มุ่งหวังจะใช้ “พลังละมุน” สร้างความมั่นคงระหว่างประเทศ หากแต่ต้องการใช้วัฒนธรรมเป็นเครื่องมือสร้างการยอมรับ ทำให้ทุกคนรู้สึกว่าอยากกินอาหารไทย ดูละครไทย ดูกีฬาไทย เป็น “วัฒนธรรมที่มีพลังสูง เป็นทักษะสร้างสรรค์ และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ”

คำว่าซอฟต์พาวเวอร์ถูกพูดถึงตั้งแต่ทศวรรษ 1980 สารพัดนิยามศัพท์ ไม่ว่าจากพจนานุกรมฉบับออกซ์ฟอร์ด หรือคำจำกัดความของศาสตราจารย์ โจเซฟ ไนย์ (Joseph S. Nye) นักรัฐศาสตร์ชาวอเมริกัน และอดีต รมช.ต่างประเทศของรัฐบาลบิล คลินตัน นพ.สุรพงษ์ล้วนอ่าน-ศึกษามาหมดแล้ว

ข้อเขียนของ โจเซฟ ไนย์ ระบุว่า ประเทศอภิอำนาจอย่างสหรัฐฯ ไม่ควรมีแค่ฮาร์ดพาวเวอร์ แต่ควรมีซอฟต์พาวเวอร์ สร้างการยอมรับโดยไม่ต้องใช้กำลังข่มขู่บังคับใคร พร้อมชี้ว่าซอฟต์พาวเวอร์มี 3 เสาหลัก ประกอบด้วย วัฒนธรรม คุณค่าทางการเมือง/อุดมการณ์ประชาธิปไตย และนโยบายการต่างประเทศ ซึ่งเป็นมุมมองทางรัฐศาสตร์ในบริบทหลังสงครามเย็น

ทว่าซอฟต์พาวเวอร์ยังมีนิยามอื่นและมีบทบาทขยายไปยังมิติทางเศรษฐกิจ สะท้อนผ่านปรากฏการณ์ “คลื่นเกาหลี” (Korea Wave/ Hallyu) ที่เริ่มต้นปลายทศวรรษ 1990 และ “ญี่ปุ่นเท่” (Japan Cool) ที่เกิดขึ้นในปี 2002 เพื่อตีโต้กระแสวัฒนธรรมเกาหลี กล่าวคือการทำให้ประเทศอื่นยอมรับวัฒนธรรมของเขา ไปเสพ ไปใช้ แล้วกลายเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ในที่สุด

เมื่อย้อนกลับมามองซอฟต์พาวเวอร์ไทย นพ.สุรพงษ์ระบุว่า โจทย์ในการออกแบบนโยบายของพรรค พท. คือ การต่อจิ๊กซอว์ให้ครบตั้งแต่ต้นน้ำ-กลางน้ำ-ปลายน้ำ และเปรียบเปรยกระบวนการเอาไว้ ดังนี้

  • ต้นน้ำ: การสร้าง “นักรบซอฟต์พาวเวอร์” ซึ่งกองกำลังทหารของซอฟต์พาวเวอร์ ประกอบด้วย นักดนตรี นักเขียน นักมวย ดีไซเนอร์ เชฟอาหาร ฯลฯ
  • กลางน้ำ: การพัฒนา “อาวุธยุทโธปกรณ์ของซอฟต์พาวเวอร์” อันหมายถึงอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องให้เข้มแข็ง มีศักยภาพมากขึ้น
  • ปลายน้ำ: นโยบายต่างประเทศที่ดี สร้างการทูตเชิงวัฒนธรรม เพื่อผลักดันนักรบซอฟต์พาวเวอร์ไทยไปสู่ตลาดโลก โดยมี THACCA (Thailand Creative Content Agency) คอยเชื่อมต่อสถานทูตไทยในต่างประเทศ หรืออาจมีสาขาในอเมริกา ยุโรป จีน

ในยุค “คิดใหม่ ทำใหม่” รัฐบาลไทยรักไทยได้ริเริ่มโครงการ “ครัวไทยสู่ครัวโลก” และ “กรุงเทพฯ เมืองแฟชั่น” เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมให้เข้มแข็งและผลักดันสู่ระดับโลก แต่ต้องสะดุดหยุดลงเมื่อเกิดวิกฤตการณ์ทางการเมืองปี 2548-2549

“พอจบไทยรักไทย ทุกอย่างก็จบ” นพ.สุรพงษ์ อดีตรัฐมนตรีในรัฐบาลทักษิณ กล่าวและว่า ในครั้งนี้ พรรค พท. จะต่อจิ๊กซอว์อีก 2 ชิ้นที่หายไปให้ครบถ้วนตั้งแต่ต้นน้ำและปลายน้ำ

ภายใต้คำขวัญ “คิดใหญ่ ทำเป็น” ของเพื่อไทย หมอเลี้ยบยืนยันว่านโยบายซอฟต์พาวเวอร์ “คิดครบ ทำได้ เข้าใจจริง” หาใช่เพียงคำเท่ ๆ ที่พูดตาม ๆ กันมาแต่อย่างใด

“ในความเห็นผม นี่เป็นมหายุทธศาสตร์ เป็นยุทธศาสตร์ที่จะเปลี่ยนชีวิตคน เปลี่ยนการหารายได้ของคน เปลี่ยนโครงสร้างการผลิตของประเทศครั้งใหญ่” เขากล่าว

20 ล้านคนมาจากไหน

ในระหว่างรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง พรรค พท. ประกาศยกระดับคนไทยให้เป็นแรงงานทักษะสูง 20 ล้านคน การันตีรายได้ขั้นต่ำ 2 แสนบาทต่อปี

คำถามที่เกิดขึ้นคือตัวเลข 20 ล้านคน คิดจากฐานอะไร ทำไมต้องเกณฑ์คนมาทำ

นพ.สุรพงษ์แจกแจงว่า จุดเริ่มต้นของนโยบายนี้คืออยากทำให้คนไทยทุกคนได้มีโอกาสในชีวิต จากการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติพบว่า ประเทศไทยมี 21-22 ล้านครอบครัว จึงตั้งต้นให้อย่างน้อย 1 คนในแต่ละครอบครัวมีโอกาสฝึกฝนทักษะซึ่งเป็นพรสวรรค์ติดตัว หรือมีความใฝ่ฝันจะเป็นเช่นนั้น รัฐก็จะมอบพรแสวงให้

“หากเราต้องการฝึกฝนทักษะครั้งใหญ่ อัพสกิล (Upskill - พัฒนาทักษะที่มีอยู่เดิม) รีสกิล (Reskill - เพิ่มทักษะใหม่ขึ้นมา) คนไทยครั้งใหญ่ ก็ต้องคิดให้ใหญ่ ทำให้ทุก ๆ ครอบครัวมีโอกาสอย่างนี้ ไม่มีใครตกหล่นไว้ข้างหลัง ในเมื่อมี 20 ล้านครอบครัว เราเลยตั้งเป้าให้มีการฝึกอบรมทักษะ 20 ล้านคน”

แต่ถึงกระนั้น ใช่ว่าทุกคน-ทุกครอบครัวจะมีโอกาสเป็นอย่าง บัวขาว บัญชาเมฆ หรือ ตะวันฉาย พีเค. แสนชัยฯ นักชกขวัญใจชาวไทยที่เคยคว้าแชมป์โลก เพราะการฝึกฝนทักษะต้องมีทั้งพรสวรรค์และพรแสวง

“ใครมีความสามารถจะเจียระไนให้มีทักษะสูงในระดับชาติ ระดับโลกได้ก็ดี บางคนอาจกลายเป็นเพชรเม็ดงาม บางคนอาจไม่ใช่เพชรเม็ดใหญ่ แต่เป็นเพชรที่รายล้อม แล้วช่วยทำให้เครื่องประดับนี้ที่เป็นประเทศไทยงดงามขึ้น” หมอเลี้ยบเปรียบเปรย

อย่างไรก็ตาม หากนำรายได้ของ “แรงงานซอฟต์พาวเวอร์” ที่พรรค พท. การันตีที่ปีละ 2 แสนบาทมาทดลองคำนวณ จะพบว่ามีรายได้เดือนละ 16,000 บาท หรือสูงกว่าเงินเดือนผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีเพียง 1,000 บาทเท่านั้น อีกทั้งยังต่ำกว่านโยบายขึ้นเงินเดือน ป.ตรี 25,000 บาท ที่พรรค พท. หาเสียงเลือกตั้งครั้งล่าสุดด้วย

เกี่ยวกับเรื่องนี้ นพ.สุรพงษ์อธิบายว่า นั่นเป็นเป้าหมายในเชิงอนุรักษ์ที่สุด เงินเดือน 16,000 บาทสำหรับคนที่ฝึกอบรมทักษะ ทำได้แน่ ๆ แต่ไม่คิดว่าเป้าหมายจะอยู่เพียงแค่นั้น

“คนที่มีทักษะสูงระดับชาติ ระดับโลก คงไม่ใช่แค่เดือนละ 20,000 บาท อาจจะ 50,000 1 แสน หรือหลายแสน เราอยากให้ทุกคนไปถึงจุดนั้น แต่คงเป็นไปไม่ได้ทั้ง 20 ล้านคน แต่ที่เรารับประกัน 2 แสนบาทเป็นไปได้” กรรมการยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์ฯ กล่าว

OFOS = OTOP จำแลง?

นโยบาย OFOS ของรัฐบาลเศรษฐาที่กำลังจะเดินหน้า น่าจะทำให้หลายคนหวนนึกถึงโครงการ “1 ตำบล 1 ผลิตภัณฑ์” (One Tambol One Product - OTOP) ของรัฐบาลทักษิณ และโครงการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์วัฒนธรรมไทย (Cultural Product of Thailand - CPOT) ของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จนมีผู้ตั้งข้อสังเกตว่า OFOS คือการจำแลงแปลงร่างของ OTOP+CPOT หรือไม่อย่างไร

นพ.สุรพงษ์ขอปฏิเสธ โดยให้เหตุผลว่าหลักการและวิธีการทำงานของนโยบาย 2O ไม่เหมือนกันเลย

  • OTOP: มุ่งส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ทำสินค้าระดับตำบลให้ผงาดขึ้นมา กลายเป็นที่รับรู้และนิยมชมชอบของคนไทยและต่างชาติ “ตอนทำโอทอป เราไม่ได้เน้นกระบวนการพัฒนาสินค้ามาก ส่วนใหญ่ให้ทุกคนผลิตสินค้า แล้วเรามาคัดเลือกเอาว่าใครเหมาะสมที่จะมาเชิดชูในระดับประเทศได้”
  • OFOS: มุ่งพัฒนาคน ไม่ใช่ตัวสินค้า เพราะเชื่อว่าคนคือสิ่งสำคัญที่สุดในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ “โอฟอสเริ่มต้นจากศูนย์เลยก็ได้ บางคนไม่มีทักษะเลยก็ได้ แต่กระบวนการครั้งนี้ต้องเกิดการฝึกอบรม บ่มเพาะ มีการจัดการศึกษาครั้งใหญ่ ซึ่งอันนี้ไม่เคยทำในโอทอป”

กรรมการยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์ฯ ระบุว่า ภูมิปัญญาท้องถิ่นอันน่าทึ่งหลายอย่างจำเป็นต้องได้รับการบันทึกเพื่อไม่ให้สูญหายไป โดย “ปราชญ์ชาวบ้าน” ในวันวานสามารถเป็น “ปราชญ์ซอฟต์พาวเวอร์” ในวันนี้ เพื่อทำหน้าที่ฝึกอบรมและถ่ายทอดทักษะให้แก่บรรดา “นักรบซอฟต์พาวเวอร์” โดยทั้งหมดนี้ต้องถูกออกแบบการฝึกอบรม วางแผนยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน เพื่อขับเคลื่อนนักรบซอฟต์พาวเวอร์ไทยไปต่างแดน

ตัวชี้วัดความสำเร็จ

ถ้าย้อนดูความสำเร็จของหลายประเทศที่ส่งออกวัฒนธรรม ซอฟต์พาวเวอร์จะทรงพลังก็ต่อเมื่อสอดคล้องกับค่านิยมสากล แต่มุมมองของ นพ.สุรพงษ์เห็นความเป็นไปได้ทั้ง 2 แบบ เพราะรสนิยมของตลาดโลกมีทั้งต้องการวัฒนธรรมแบบดั้งเดิม กับแบบปรับปรุงให้สอดคล้องกับยุคสมัย ใส่ความคิดสร้างสรรค์ลงไป เช่น อาหารไทยแท้แบบที่เราคุ้นชิน กับอาหารไทยฟิวชันที่มองภายนอกไม่รู้คืออะไร แต่พอกัดเข้าไปก็สัมผัสรสชาติไทยไว้เต็มคำ

อุตสาหกรรมอาหารจึงมีความเป็นไปได้ก่อนในทัศนะของ นพ.สุรพงษ์ เพราะเป็นความเชี่ยวชาญที่อยู่ในสายเลือดคนไทย ตามด้วยอุตสาหกรรมกีฬา และอุตสาหกรรมแฟชั่น โดยเฉพาะผ้าไทยซึ่งออกแบบตัดเย็บให้ทันสมัยได้

เช่นเดียวกับซีรีส์วายและหนังสือวายของไทยซึ่งเริ่มเป็นที่สนใจของหลายประเทศ จึงเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่หมอเลี้ยบบอกว่า “รัฐพร้อมส่งเสริมและอำนวยความสะดวก”

หากแผนผลิตแรงงานทักษะสูงของรัฐบาลเกิดขึ้นตามเป้าหมาย ไทยได้ส่งออกซอฟต์พาวเวอร์ไปทั่วโลก อะไรคือตัวชี้วัดความสำเร็จของนโยบาย หรือชี้ว่าประเทศไทยมีพลังอำนาจอย่างแท้จริงทั้งในทางวัฒนธรรมและเศรษฐกิจ

จากการค้นคว้าของ นพ.สุรพงษ์ ซอฟต์พาวเวอร์มีดัชนีชี้วัดหลายแบบ ขณะนี้มีอย่างน้อย 4 ดัชนีชี้วัดจาก 4 สถาบัน อย่างประเทศเกาหลีใต้ที่คนไทยประทับใจกันมาก ติดท็อปเท็น 2 สถาบัน อีก 2 สถาบันไม่ติดเลย นี่คือตัวอย่างว่านิยามซอฟต์พาวเวอร์ยังมีความหลากหลาย ถ้านิยามในเชิงการเมืองการปกครอง เกาหลีใต้อาจไม่มีบทบาทโดดเด่นนัก เพราะไม่ได้วางบทบาทซอฟต์พาวเวอร์ในการเข้าไปเป็นอภิมหาอำนาจทางการเมืองระหว่างประเทศ แต่วางเป็นเครื่องมือทางเศรษฐกิจที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาอย่างก้าวกระโดด

เมื่อกลับมาพินิจบทบาทซอฟต์พาวเวอร์ไทย นพ.สุรพงษ์บอกว่า คงไม่เกี่ยวข้องกับการเมืองการปกครอง แต่ตัวชี้วัดความสำเร็จของนโยบายนี้คือการไปถึงเป้าหมายที่ตั้งเอาไว้ นั่นคือ คนไทย 20 ล้านคนมีทักษะสูง เศรษฐกิจเติบโตโดยมีซอฟต์พาวเวอร์เป็นธงนำในการพาไทยพ้นจากกับดักรายได้ปานกลางไปสู่ประเทศที่มีรายได้สูง คนไทยมีรายได้ 4 ล้านล้านบาทต่อปีจากซอฟต์พาวเวอร์ (แรงงาน 20 ล้านคน มีรายได้ 2 แสนบาทต่อปี)

นอกจากนี้ยังมีดัชนีอื่น ๆ ที่หมอเลี้ยบบอกว่าวัดผลเป็นตัวเลข/เป็นรูปธรรมได้ อาทิ ทำอย่างไรให้ร้านอาหารไทยมีเชฟรสมือแบบคนไทย 80,000 ร้านทั่วโลก จากปัจจุบันมีอยู่ 15,000 ร้านทั่วโลก ซึ่งเบื้องต้น ชุมพล แจ้งไพร หรือ “เชฟชุมพล” หนึ่งในกรรมการยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์ฯ เสนอให้ฝึกอบรมเชฟภายใต้โครงการ “1 หมู่บ้าน 1 เชฟอาหารไทย” หรือทำอย่างไรให้มีสนามฝึกซ้อมมวยไทยในเมืองใหญ่ ๆ ทั่วโลก, วรรณกรรมไทยถูกแปลเป็นภาษาต่างประเทศมากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้, วงดนตรีไทยผงาดในเวที, ไทยได้จัดฉายภาพยนตร์ระดับนานาชาติ ฯลฯ

ในปี 2565 ผลการจัดอันดับความสามารถด้านซอฟต์พาวเวอร์ของโลก (Global Soft Power Index) โดย Brand Finance พบว่า ไทยอยู่ในอันดับ 35 จาก 120 ประเทศทั่วโลก ได้คะแนน 40.2 และถือเป็นอันดับ 6 ของเอเชีย รองจากจีน, ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้, สิงคโปร์ และอินเดีย

ซอฟต์พาวเวอร์แบบประยุทธ์ VS เศรษฐา

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ซอฟต์พาวเวอร์ถูกพูดถึง-ผลักดันโดยผู้นำฝ่ายบริหาร เพราะรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานใช้ซอฟต์พาวเวอร์ส่งเสริมการท่องเที่ยวไทยผ่านวัฒนธรรม 5F ประกอบด้วย Food (อาหาร) Fashion (แฟชั่น) Fight (ศิลปะการต่อสู้/มวยไทย) Festival (เทศกาล/ประเพณี) และ Film (ภาพยนตร์)

“นโยบายของรัฐบาลที่แล้วกับนโยบายของรัฐบาลเศรษฐาต่างกันโดยสิ้นเชิง” นพ.สุรพงษ์แย้งทันควัน ก่อนขยายความว่ารัฐบาลชุดปัจจุบันไม่ได้มองว่าจะส่งเสริมเพียง 5F เท่านั้น แต่เปิดโอกาสให้ทุกคนทุกกลุ่มในแต่ละวงการเสนอมาได้เต็มที่

เช่นเดียวกับคณะกรรมการซอฟต์พาวเวอร์ ซึ่งในอดีตมักมาจากภาคราชการ หรือถ้ามาจากเอกชนก็เป็นระดับใหญ่ อย่างสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) หรือสภาหอการค้าไทย อาจไม่มีรายละเอียดปัญหาในวงการต่าง ๆ แต่ครั้งนี้ออกแบบให้ “ตัวจริงเสียงจริง” ในอุตสาหกรรมนั้น ๆ มาร่วมวง

คณะกรรมการยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติจำนวน 29 คน มี เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง เป็นประธาน และ แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย เป็นรองประธาน ร่วมด้วยรัฐมนตรี 9 กระทรวง และผู้เชี่ยวชาญจาก 10 อุตสาหกรรม ซึ่ง นพ.สุรพงษ์เรียกคณะกรรมการชุดนี้ว่า “ซูเปอร์บอร์ด”

หลังจากนี้นายกฯ จะตั้งคณะกรรมการบริหารซอฟต์พาวเวอร์ฯ มีแพทองธารนั่งเป็นประธาน เพื่อประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในด้านการส่งเสริมซอฟต์พาวเวอร์ต่อไป

“ผมบอกคุณแพทองธารว่าครั้งนี้ต้องลงมาคลุกทำงานเต็มที่ เพราะนายกฯ ไม่มีเวลามาจับรายละเอียดในซอฟต์พาเวอร์หรอก คุณแพทองธารเป็นแคนดิเดตนายกฯ ทำเวิร์คชอปกันมา นั่งฟังอยู่ด้วยกัน ถ้ามาอยู่ตรงนี้ ทุกคนก็จะเห็นว่ารัฐบาลเอาจริงนะ ผมอาจพอมีประสบการณ์บ้าง แต่ต้องมีองคาพยพใหญ่ระดับผู้นำมานั่งเป็นประธาน”

ในการผลักดันซอฟต์พาวเวอร์ภายใต้รัฐบาลเศรษฐา นพ.สุรพงษ์ระบุว่า รัฐจะไม่ทำตัวเป็นคุณพ่อรู้ดี แต่จะเล่นบท “ผู้สนับสนุน/ผู้อำนวยความสะดวก” โดยมีเอกชนจะเป็น “ตัวนำ/คนทำ”

“การทำให้ซอฟต์พาวเวอร์มีโอกาสเติบโตรุ่งเรืองมากขึ้น ประชาธิปไตยมีส่วนสำคัญ” นพ.สุรพงษ์กำลังพูดถึงโอกาสในการมาส่วนร่วมกำหนดชีวิตตัวเอง มีอิสระในการแสดงความคิดเห็น ไม่ว่าเรื่องภาพยนตร์ ดนตรี แฟชั่น ซึ่งเขาเชื่อว่าจะทำให้เกิดการพัฒนาแบบก้าวกระโดด

หนึ่งในสิ่งที่รัฐจะทำภายในช่วง 6 เดือนแรก จึงเป็นการลดข้อจำกัดและทลาย “เครื่องมือกีดขวางระดับแสดงออกทางปัญญาของคนไทย/คนทำงานสร้างสรรค์” ด้วยการแก้ไขกฎหมายหลายฉบับ

สำหรับงบประมาณที่จะใช้ดำเนินการ ซูเปอร์บอร์ดจะรวบรวมงบประมาณอย่างน้อย 7,000 ล้านบาท ที่กระจัดกระจายอยู่ตามหน่วยงานต่าง ๆ ในนามของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ แต่ถูกใช้อย่างสะเปะสะปะ ไม่มียุทธศาสตร์ มาตั้งเป็นกองทุนซอฟต์พาวเวอร์ แล้วใช้อย่างมีเป้าหมาย

ข้อมูลจากสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (สศส.) ระบุว่า ในปีงบประมาณ 2565 รัฐจัดสรรงบประมาณ 7,313 ล้านบาท เพื่อดำเนินแผนงาน/โครงการที่เกี่ยวกับอุตสาหกรรมสร้างสรรค์รวม 311 โครงการ กระจายอยู่ใน 16 หน่วยงาน โดยกระทรวงที่มีงบมากที่สุดคือกระทรวงวัฒนธรรม 2,819 ล้านบาท (38.6%) รองลงมาคือกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา 1,743 ล้านบาท (23.8%) และกระทรวงพาณิชย์ 743 ล้านบาท (10.2%)

ซอฟต์พาวเวอร์ของเพื่อไทย

แม้พรรค พท. หาเสียงโดยชูนโยบาย “อำนาจละมุน” แต่เส้นทางเข้าสู่ทำเนียบรัฐบาลของเศรษฐาและพวกกลับสำเร็จได้ด้วย “อำนาจแข็ง” อันหมายถึงรัฐธรรมนูญ 2560 ที่กำหนดบทเฉพาะกาลในการเลือกนายกฯ เอาไว้ และกองกำลังของ “ระบอบประยุทธ์” โดยเฉพาะ สว. 250 คน ที่มาจากการแต่งตั้งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แต่มีบทบาทร่วมชี้ขาดว่าใครควรเป็นผู้นำประเทศ

ผู้ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งจำนวนไม่น้อยออกอาการ “ผิดหวัง” เมื่อมองมายังรัฐบาลผสม 11 พรรค แล้วเห็นพรรคร่วมฯ หน้าเดิม

อดีตผู้ช่วยหาเสียงของพรรค พท. ชี้ว่า ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลในระบอบประชาธิปไตย หรือรัฐบาลหลังรัฐประหาร หรือรัฐบาลครึ่งใบ สิ่งที่สำคัญอย่างมากคือภาวะผู้นำของนายกฯ “แม้จะมีองค์ประกอบของ ครม. บางส่วนที่มาจากรัฐบาลชุดที่แล้ว แต่การดำเนินการจากนี้จะแตกต่างออกไป เพราะขึ้นอยู่กับภาวะผู้นำของนายกฯ”

เช่น ยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์ นายกฯ เศรษฐาบอก นพ.สุรพงษ์ว่า “เอาจริง” เป็นนโยบายสำคัญ และขอให้เขามาช่วย จึงยินดีช่วยเต็มที่ ตรงนี้ถือเป็นคำมั่นของตัวนายกฯ ที่อาจแตกต่างจากรัฐบาลก่อน ๆ ที่ซอฟต์พาวเวอร์เป็นแค่มีการพูดกันไป แต่อาจไม่ได้ทุ่มเทเอาจริงเอาจังและหวังว่าจะให้เกิดผลโดยเร็ว

แล้วอะไรคือซอฟ์ตพาวเวอร์ของพรรค พท. ที่จะทำให้คนเคยรักที่กลายเป็นคนอกหักหลังการจัดตั้ง “รัฐบาลพิเศษสลายขั้ว” กลับมาเชื่อถือศรัทธาพรรคสีแดงอีกครั้ง

“หัวใจคือประชาชน” นพ.สุรพงษ์ตอบผ่านคำขวัญยุคไทยรักไทย

“ถ้าถามว่าอะไรคือซอฟต์พาวเวอร์ของเพื่อไทย ก็คือการแสดงออก มีวัฒนธรรมที่บ่งบอกชัดเจนว่าเราไม่ได้ต้องการทำงานเพื่อที่จะชนะการเลือกตั้งครั้งหน้า เราต้องการทำงานเพื่อให้เรามีโอกาสทำให้ชีวิตของคนไทยดีขึ้น เศรษฐกิจของประเทศไทยเติบโตมากขึ้นกว่านี้ และประเทศไทยเป็นประเทศน่าอยู่สำหรับทุกคน”

เมื่อฤดูเลือกตั้งมาถึงไม่ว่าจะเร็วหรือช้า สารพัดน้ำคำ-วาทะอันลือลั่นของแกนนำพรรค พท. ในช่วงเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็น “เป็นเทคนิคการหาเสียง” หรือ “เป็นคณิตศาสตร์การเมืองที่เราไม่อาจปฏิเสธ” น่าจะย้อนมาเป็นมีมเสียดเย้ยพรรคที่พูดอย่าง ทำอย่าง

นพ.สุรพงษ์ย้ำคำเดิมว่า พรรค พท. ไม่ได้คิดถึงการเลือกตั้งครั้งหน้า “การเลือกตั้งครั้งหน้าจะเป็นอย่างไรช่างมัน แต่นี่คือโอกาสที่เราจะได้ทำสิ่งที่เราอยากทำ”

“ถึงวันนี้คนยังจำไทยรักไทยได้จาก ‘30 บาทรักษาทุกโรค’ ผมคิดว่าถ้าหากซอฟต์พาวเวอร์เปลี่ยนชีวิตคนไทย ทำให้ประเทศไทยกลายเป็นประเทศมหาอำนาจซอฟต์พาวเวอร์ทางด้านวัฒนธรรม คนจะจำพรรคเพื่อไทยว่าสร้าง OFOS สร้าง THACCA ให้เกิดขึ้น” นพ.สุรพงษ์ ผู้ร่วมผลักดันนโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า 30 บาท ที่วันนี้กำลังผลักดันนโยบายซอต์พาวเวอร์ 20 ล้านคนอย่างแข็งขัน กล่าวทิ้งท้าย

เปิดโรดแมปซอฟต์พาวเวอร์ฉบับรัฐบาลเศรษฐา

  • 13 ก.ย. 66 นายกรัฐมนตรีลงนามในคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ โดยนั่งเป็นประธานเอง และ แพทองธาร ชินวัตร เป็นรองประธาน
  • 3 ต.ค. 66 ประชุมคณะกรรมการยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์ฯ นัดแรก
  • ใน 100 วัน (ม.ค. 67) เกิดแผนงานส่งเสริทซอฟต์พาวเวอร์และกิจกรรมเบื้องต้น เช่น เทศกาลประจำเดือนของไทย
  • ใน 3 เดือน (ธ.ค. 66) เปิดให้ประชาชนลงทะเบียนแสดงความจำนงในการพัฒนา/เพิ่มทักษะ โดยใช้กลไกกองทุนหมู่บ้านฯ และแอปพลิเคชันลงทะเบียน
  • ใน 3-6 เดือน (ธ.ค. 66-มี.ค. 67) สร้างศูนย์บ่มเพาะ เตรียมวิทยากร อุปกรณ์ และเครื่องไม้เครื่องมือต่าง ๆ เบื้องต้นอาจใช้ รร.อาชีวศึกษา 800 แห่งทั่วประเทศ และ รร.สารพัดช่าง โดยคาดว่าจะเริ่มฝึกอบรมได้ในเดือนที่ 4
  • ใน 3-6 เดือน (ธ.ค. 66-มี.ค. 67) แก้ไขปรับปรุงกฎหมายที่เป็นปัญหาและอุปสรรคให้หมดไป หากเป็นกฎกระทรวงจะจบภายใน 3 เดือน หากเป็นพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) จะเสนอเข้าสภาผู้แทนราษฎรภายใน 6 เดือน
  • ใน 1 ปี (ต.ค. 67) พัฒนา/เพิ่มทักษะแรงงานได้นับล้านคน
  • ใน 1-1.5 ปี (ต.ค. 67-เม.ย. 68) จัดตั้ง THACCA (Thailand Creative Content Agency) ขึ้นมาดูแลส่งเสริมซอฟต์พาวเวอร์ไทย โดยเป็นหน่วยงานเดียวที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด และมีงบประมาณเป็นของตัวเอง ลักษณะคล้าย KOCCA - Korea Creative Content Agency ของประเทศเกาหลี (ในระหว่างรอเสนอร่าง พ.ร.บ.จัดตั้งองค์กรนี้ จะขับเคลื่อนงานผ่านคณะกรรมการซอฟต์พาวเวอร์ฯ ไปพลางก่อน)
  • ใน 4 ปี (ต.ค. 70) พัฒนา/เพิ่มทักษะแรงงานได้ 20 ล้านคน

ที่มา: บีบีซีไทยสรุปจากคำให้สัมภาษณ์ของ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี