ย้อนตำนาน “บ้านพิษณุโลก” ก่อนฟื้นเป็น “กองบัญชาการ” ของเหล่าที่ปรึกษารัฐบาลเศรษฐา

    • Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง มีดำริจะใช้บ้านพิษณุโลกเป็นสถานที่ทำงานของคณะที่ปรึกษาและคณะทำงานของนายกฯ ส่วนตัวผู้นำฝ่ายบริหารเตรียมย้ายมานอนพักที่ทำเนียบรัฐบาล

ผู้นำคนที่ 30 ของไทย ซึ่งเป็นอดีตซีอีโอแสนสิริ บริษัทอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของประเทศ ให้เหตุผลในการเตรียมย้ายไปนอนที่ทำเนียบฯ ว่า บ้านพักของเขามีเนื้อที่ 197 ตารางวา “มันเล็กมาก แล้วต้องมีตำรวจ เพื่อนบ้านเดือดร้อน และใช้เวลาเดินทางเยอะ ไม่อยากเป็นภาระกับตำรวจ กับหน่วยรักษาความปลอดภัยด้วยเหมือนกัน”

ในระหว่างร่วมงาน “ไทยรัฐ ฟอรั่ม 2023” เมื่อ 18 ก.ย. เศรษฐาเล่าว่า ตั้งแต่เข้าทำเนียบฯ ไป นั่งเก้าอี้นายกฯ ประมาณ 10 วินาที “เพราะซินแสสั่งให้นั่งเวลาไหนเท่านั้นเอง ผมก็ลุกออกมาแล้ว แล้วผมก็ไม่เคยนั่งเลย”

เศรษฐายังเปิดเผยด้วยว่า จะมีระบบตั้งโต๊ะทำงานให้เหมาะกับการรับฟังปัญหาจากทุกภาค เพราะมองว่าโต๊ะ กระจก ประตูกั้นทางกายภาพไม่เป็นมิตรเท่าไหร่

“ผมอยากให้เป็นรัฐบาลที่เข้าถึงง่าย และมีคณะทำงาน กำลังคิดว่าจะไปใช้บ้านพิษณุโลกเป็นห้อง ไม่อยากใช้คำว่าเป็นกองบัญชาการ อยากให้คณะที่ปรึกษาไปทำงานกัน” เศรษฐากล่าว

สำหรับทีมที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีตามคำสั่งแต่งตั้งเมื่อ 14 ก.ย. มีทั้งสิ้น 9 คน โดยมี กิตติรัตน์ ณ ระนอง เป็นประธาน มีหน้าที่ให้คำปรึกษาและพิจารณาเสนอความเห็นหรือข้อเสนอแนะต่าง ๆ ตามที่นายกฯ มอบหมาย

บีบีซีไทยชวนทำความรู้จักบ้านพิษณุโลก ก่อนที่สถานที่ในตำนานการเมืองไทยจะถูกนำกลับมาใช้ขับเคลื่อนงาน-ผลักดันของรัฐบาล “เศรษฐา 1”

กำเนิดบ้านพิษณุโลก

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 พระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์สร้างบ้านให้ขุนนาง 2 พี่น้องแห่งราชสกุลพึ่งบุญ

  • บ้านนรสิงห์ หรือ ทำเนียบรัฐบาลในปัจจุบัน พระราชทานให้กับ เจ้าพระยารามราฆพ หรือ ม.ล.เฟื้อ พึ่งบุญ ผู้พี่
  • บ้านบรรทมสินธุ์ หรือ บ้านพิษณุโลกในปัจจุบัน พระราชทานให้กับ พระยาอนิรุธเทวา หรือ ม.ล.ฟื้น พึ่งบุญ ผู้น้อง โดยบ้านหลังนี้ มีรูปปั้นนารายณ์บรรทมสินธุ์ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์พระราชทานเป็นเครื่องหมายประจําตระกูล ประดิษฐานอยู่บนแท่นศิลาในอ่างน้ำพุหน้าบ้านด้วย

ต่อมา พระยาอนิรุธเทวาได้อพยพครอบครัวหนีสงครามโลกครั้งที่ 2 ไปอยู่ต่างจังหวัด ก่อนตัดสินใจขายเนื้อที่ครึ่งหนึ่งของบ้านบรรทมสินธุ์ซึ่งว่างอยู่ให้รัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ที่ติดต่อขอเช่าหรือซื้อ เพื่อใช้เตรียมการในช่วงสงครามมหาเอเชียบูรพา ต่อมาตึกใหญ่ของบ้านถูกใช้เป็นที่ทําการกรมประสานงานไทย-ญี่ปุ่น และมีการเปลี่ยนชื่อ บ้านบรรทมสินธุ์ เป็น บ้านพิษณุโลก ตามชื่อถนน ส่วนเนื้อที่บ้านอีกครึ่งหนึ่ง พระยาอนิรุธเทวาขายให้แพทย์ฝรั่งทำ รพ.มิชชั่น ภายหลังสงครามสงบลง

ปี 2520 รัฐบาล พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ทุ่มเงิน 10 ล้านบาทเพื่อปรับปรุงบ้านพิษณุโลกเป็นบ้านพักนายกรัฐมนตรี แต่พ้นจากตำแหน่งไปก่อน-ยังไม่ทันได้เข้าอาศัย

ล่วงมาถึง รัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ นายกฯ คนที่ 16 ได้เข้าพักเป็นครั้งแรก แต่อยู่ได้คืนเดียว ก็กลับไปนอนที่บ้านสี่เสาเทเวศร์ตามเดิม โดยไม่มีใครทราบเหตุผล

กระทั่งปี 2531 รัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ เข้าบริหารประเทศ บ้านพิษณุโลกถูกใช้เป็นสถานที่ทำงานของทีมที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี

ส่วนสมัยนายกฯ คนที่ 21 บรรหาร ศิลปอาชา และนายกฯ คนที่ 22 พล.อ.ชวลิต ยงยุทธ ไม่เคยเข้าไปพักอาศัย แต่ให้คณะทำงานที่มาช่วยงานนั่งทำงาน แยกจากทำเนียบรัฐบาล

ต่อมาในยุคนายกฯ ชวน หลีกภัย เคยเข้าไปพักอยู่พักหนึ่ง แล้วกลับไปใช้เป็นที่ประชุม ส่วนตัวนายชวนย้ายไปอยู่บ้านซอยหมอเหล็งตามเดิม

มาถึงสมัยนายกฯ คนที่ 23 ทักษิณ ชินวัตร บ้านพิษณุโลกถูกใช้เป็นที่รับรองแขกบ้านแขกเมืองอย่างไม่เป็นทางการ และยังมีการใช้งานพักใหญ่ในระหว่างการปรับปรุงภูมิทัศน์ทำเนียบฯ เพื่อเตรียมการต้อนรับผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (เอเปค) ที่มาร่วมประชุมที่กรุงเทพฯ

วิษณุ เครืองาม อดีตเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (ครม.) และอดีตรองนายกรัฐมนตรีหลายสมัย บรรยายสถาปัตยกรรมของบ้านพิษณุโลกไว้ว่า “ดูจากภายนอกสวยงามดี แต่ด้วยความที่มีขนาดเล็กและมุ่งประโยชน์ใช้สอย เช่น เป็นที่อยู่อาศัย จึงไม่ใหญ่โตโอ่อ่าอลังการเหมือนบ้านนรสิงห์ หรือทำเนียบฯ”

อดีตรองนายกฯ ยังเล่าว่า สมัยมีการถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง “บ้านทรายทอง” ผู้สร้างได้สมมติให้บ้านพิษณุโลกเป็นบ้านทรายทอง วันที่นายกฯ ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน ภรรยา ย่างเท้าก้าวเข้าไปทำงานในบ้านหลังนี้เป็นครั้งแรกเมื่อปี 2544 จึงมีคนจับตาดูเป็นพิเศษ โดยเฉพาะแฟนหนัง/ละคร “บ้านทรายทอง”

“แฟนพันธุ์แท้พากันถอนใจเฮือก หลังจากลุ้นอยู่หลายปี พลางปรารภว่า ‘เฮ้อ ในที่สุดพจมานก็ได้กลับไปอยู่บ้านทรายทองจนได้’” วิษณุเล่าติดตลกในหนังสือ “โลกนี้คือละคร”

ทีมที่ปรึกษาบ้านพิษณุโลก

ช่วงเวลาที่บ้านพิษณุโลกสร้างตำนานใหม่ในการเมืองไทย เกิดขึ้นภายหลัง พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ นำพรรคชาติไทย (ชท.) ชนะการเลือกตั้งเมื่อ 24 ก.ค. 2531 ด้วยจำนวนเสียงในสภา 87 ที่นั่ง จากสมาชิกสภาล่างทั้งหมด 357 ที่นั่ง

สิ่งที่นายกฯ คนที่ 17 ของไทยต้องการทำคือ พลิกโฉมหน้าการบริหารประเทศจากยุค “ป๋าเปรม” นายกฯ คนที่ 16 โดยเฉพาะเรื่องการหยุดสงครามเย็น

กลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ พล.อ.ชาติชาย วัย 68 ปีในเวลานั้น เอ่ยปากบอก ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ บุตรชาย และเพื่อนนักวิชาการของเขาว่า “พรุ่งนี้คงได้รับโปรดเกล้าฯ เป็นนายกฯ นะ โต้ง (ชื่อเล่นของไกรศักดิ์) มาช่วยตั้งทีมที่ปรึกษาหน่อย”

นอกจากปัญญาชน “ขาประจำ” ที่แวะเวียนมาร่วมวงรับประทานอาหารที่บ้านพักซอยราชครูของตระกูลชุณหะวัณ ไกรศักดิ์จำต้องติดต่อ-ทาบทาม นักวิชาการหนุ่ม-สาวอายุราว 30 ปีเศษ ส่วนใหญ่เป็น “ด็อกเตอร์” ที่จบการศึกษาจากต่างประเทศ มาเสริมทีมในฐานะคณะทำงานอีกหลายคน

แม้คำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 79/2531 เรื่อง แต่งตั้งคณะที่ปรึกษานโยบาย ปรากฏชื่อเพียง 6 คน ก็ตาม ประกอบด้วย พันศักดิ์ วิญญรัตน์, ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร, ณรงค์ชัย อัครเศรณี, ชวนชัย อัชนันท์, บวรศักดิ์ อุวรรณโณ และ สุรเกียรติ์ เสถียรไทย

“ตอนตั้งทีมบ้านพิษณุโลกขึ้นมานั้น พ่อเขาไม่อยากให้ข้าราชการประจำมาหลอกเขา ไม่อยากให้รัฐมนตรีมาต้มเขา ตั้งขึ้นมาเพื่อที่จะกรองทั้งหมด แล้วเสนอเรื่องใหม่เข้ามาเพื่อบริหารประเทศ คนที่เข้าร่วมบ้านพิษณุโลกส่วนใหญ่เป็นนักคิดอิสระกันอยู่แล้ว เป็นผู้ที่ทวนกระแส แล้วก็เป็นผู้ที่ไม่ค่อยได้มีโอกาสในการใช้ปัญญาบริหารประเทศหรือออกนโยบาย ก็เป็นโอกาสของเขา” ไกรศักดิ์ ผู้มีตำแหน่งเป็น นักวิจัยประจำคณะที่ปรึกษา กล่าวไว้ในหนังสือชีวประวัติของเขา และเสริมว่า นักวิชาการเหล่านี้ไม่ได้ติดอยู่กับตำราหรือทฤษฎีนามธรรม แต่เป็นผู้ที่ปฏิบัติงานได้ด้วย ทุกอย่างที่เสนอมาทำได้จริง

บุตรชายอดีตนายกฯ ชาติชาย ยังเล่าถึงการแบ่งบท-กำหนดเนื้องานของที่ปรึกษาแต่ละคนผ่านมติชน สรุปได้ ดังนี้

  • พันศักดิ์ วิญญรัตน์ : ประธานที่ปรึกษา (อาวุโสสูงสุด) คิดและวิเคราะห์นโยบายการลงทุนภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ และเอกชน
  • บวรศักดิ์ อุวรรณโณ : รับผิดชอบระเบียบ กฎหมาย การร่างวาระประชุมคณะรัฐมนตรี และระบบบริหารราชการของนายกฯ
  • สุรเกียรติ์ เสถียรไทย : รับผิดชอบกฎหมายระหว่างประเทศ การเจรจาการค้า และการแสดงท่าทีของรัฐบาลในระดับสากล
  • ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ : รับผิดชอบเรื่องสิทธิเสรีภาพประชาชน สิทธิมนุษยชน การเจรจาสันติภาพในกัมพูชา การยกเลิก ปร. 42
  • ชัยอนันต์ สมุทวณิช : รับผิดชอบงานปฏิรูปการเมือง
  • นิคม จันทรวิทุร และ สังศิต พิริยะรังสรรค์ : รับผิดชอบงานด้านสังคมและแรงงาน

ในแต่ละสัปดาห์ พล.อ.ชาติชายจะประชุมร่วมกับที่ปรึกษา 1-2 ครั้ง อาจเป็นเย็นวันศุกร์ หรือเย็นวันจันทร์ โดยใช้บ้านพิษณุโลกเป็นที่ประชุม-ที่ทำงานของทีมที่ปรึกษา จนได้รับการขนานนามว่า “ทีมที่ปรึกษาบ้านพิษณุโลก”

พล.อ.ชาติชายเป็นผู้ควักเงินจ่ายค่าตอบแทนให้ทีมกุนซือของเขาเอง เป็นเงิน 30,000 บาท/เดือน สำหรับคนที่ทำงานเต็มเวลา และ 15,000 บาท/เดือน สำหรับคนที่ทำงานไม่เต็มเวลา

สำหรับผลงานของรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ซึ่งมี “ขุนพลบ้านพิษฯ” มีส่วนร่วมอยู่เบื้องหลังความสำเร็จ หนีไม่พ้น ผลักดันให้เกิดกระบวนการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) ของโครงการลงทุนขนาดใหญ่ เช่น การสร้างเขื่อน และโรงไฟฟ้า, ผลักดันกฎหมายประกันสังคม, เจรจากับชาติมหาอำนาจเพื่อเปิดตลาดใหม่ เช่น ประเทศสหรัฐฯ และที่สำคัญคือนโยบาย “เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า” ด้วยการยุติความขัดแย้งภายในกัมพูชา และพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับประเทศอินโดจีน ได้แก่ กัมพูชา ลาว และเวียดนาม ทำให้เศรษฐกิจของไทยและเพื่อนบ้านเติบโตแบบก้าวกระโดด สะท้อนผ่านมูลค่าการค้ากับกลุ่มประเทศอินโดจีนที่เพิ่มขึ้นจาก 300 ล้านบาท ในปี 2531 เป็น 1.2 พันล้านบาท ในปี 2532 และเพิ่มเป็น 2 พันล้านบาท ในปี 2533

การทำงานท่ามกลางรัฐบาลผสมหลายพรรค และผลประโยชน์มหาศาล ทำให้ทีมที่ปรึกษาบ้านพิษฯ เกิดการเผชิญหน้ากับรัฐมนตรีอยู่บ่อย ๆ ซึ่งไกรศักดิ์บรรยายสภาพการณ์ในช่วงนั้นไว้ว่า “พ่อเป็นผู้เจรจาเอง บางครั้งการเจรจาก็ล้มเหลว และเพื่อรักษาความเป็นรัฐบาลไว้ ก็ทำให้ทีมที่ปรึกษาต้องยอมถอยในหลายเรื่อง”

ขณะเดียวกันรัฐบาลชาติชายถูกโจมตีอย่างต่อเนื่องเรื่องการทุจริตคอร์รัปชัน จนได้รับฉายา “บุฟเฟ่ต์คาบิเน็ต”

ก่อนที่ทุกอย่างจะปิดฉากลงในเวลา 2 ปี 7 เดือน ด้วยรัฐประหารโดยคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) เมื่อ 23 ก.พ. 2534

ที่มาข้อมูล : 1) หนังสือ “ฉะ แฉ ฉาว นักการเมืองไทย” (สำนักพิมพ์มติชน, 2549) 2) หนังสือ “โลกนี้คือละคร” (วิษณุ เครืองาม, สำนักพิมพ์มติชน, 2554) 3) หนังสือ “ชีวิต-มุมมอง-ความคิด ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ” (กุลธิดา สามะพุทธิ, มูลนิธิผสานวัฒนธรรม, 2563), และ 4) บทความ “บ้านบรรทมสินธุ์ ร.6 พระราชทานให้พระยาอนิรุทธเทวา สู่บ้านพิษณุโลก มีเรื่องลี้ลับหรือ?” (ศิลปวัฒนธรรม, 2536)