เทย์เลอร์ สวิฟต์ ครองความยิ่งใหญ่ในวงการดนตรีแห่งยุคสมัยนี้ได้อย่างไร

ที่มาของภาพ, Getty Images
- Author, มาร์ก ซาเวจ
- Role, ผู้สื่อข่าวดนตรี
ทัวร์คอนเสิร์ตที่ทำเงินสูงสุดในประวัติศาสตร์วงการดนตรี ได้เดินทางมาถึงสหราชอาณาจักรแล้ว เมื่อวันศุกร์ที่ 7 มิ.ย.ที่ผ่านมา โดยเทย์เลอร์ สวิฟต์ นักร้องและนักแต่งเพลงชื่อดังชาวอเมริกัน ได้ขึ้นแสดงเป็นคืนแรกที่สนามกีฬาเมอเรย์ฟีลด์ของเมืองเอดินบะระ ซึ่งเธอจะเล่นคอนเสิร์ตที่นั่นเป็นเวลาทั้งหมดสามคืนด้วยกัน
การแสดงดังกล่าวเริ่มต้นขึ้นเมื่อเวลา 19.00 น. ตามเวลาช่วงฤดูร้อนของอังกฤษ (BST) โดยมีแฟนเพลงเกือบ 73,000 คนจากทั่วโลก เข้าชมการแสดงครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตการเป็นศิลปินของเธอ ซึ่งกินเวลาราว 3 ชั่วโมง
นี่คือการแสดงวันแรกจากที่จะมีขึ้นทั้งหมด 17 วัน ในสหราชอาณาจักร โดยจะมีเหตุการณ์สุดยอดของทัวร์คอนเสิร์ตอยู่ที่การแสดงแบบทำลายสถิติ 8 วันติดกัน ที่สนามกีฬาเวมบลีย์ในกรุงลอนดอน
เมื่อถึงตอนนั้น เทย์เลอร์ สวิฟต์ จะได้แสดงคอนเสิร์ตให้แฟนเพลงในสหราชอาณาจักรได้รับชมไปแล้วเกือบ 1.2 ล้านคน โดยบัตรเข้าชมคอนเสิร์ตของเธอมีสนนราคาโดยเฉลี่ยตกที่นั่งละ 206 ปอนด์ หรือประมาณ 9,600 บาท

ที่มาของภาพ, Getty Images
สวิฟต์เดินทางมาเยือนสกอตแลนด์ ในฐานะบุคคลผู้เป็นปรากฏการณ์ทางดนตรีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุคสมัยของเธอเอง โดยประสบความสำเร็จในการเป็นผู้ทรงอิทธิพลทางวัฒนธรรมอย่างที่โลกไม่เคยได้เห็นมาก่อน นับตั้งแต่ยุคทองของมาดอนนาและไมเคิล แจ็กสัน ในช่วงทศวรรษ 1980 เป็นต้นมา
ปัจจุบันการออกตระเวนทัวร์คอนเสิร์ตไปตามสนามกีฬาต่าง ๆ ทั่วโลก ซึ่งมีกำหนดเวลาทั้งสิ้น 152 วัน กำลังดำเนินไปด้วยดีและคาดว่าน่าจะโกยรายได้ทะลุ 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ได้ไม่ยาก เมื่อทัวร์คอนเสิร์ตครั้งนี้สิ้นสุดลงที่ประเทศแคนาดาในเดือนธันวาคม 2024 รายได้มหาศาลดังกล่าวยังไม่รวมยอดจำหน่ายสินค้าที่เกี่ยวข้อง อย่างเช่นตั๋วเข้าชมภาพยนตร์ดิอีราสทัวร์(The Eras Tour) ที่ลงโรงฉายและทำเงินไป 261 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เมื่อปีที่แล้ว
ผู้คนในสกอตแลนด์ต่างกล่าวขานกันว่า ระบบเศรษฐกิจในท้องถิ่นได้รับแรงกระตุ้นจากนักร้องคนดังให้คึกคักขึ้นอย่างมาก โดยมีเงินหมุนเวียนเพิ่มขึ้นถึงหลายสิบล้านปอนด์จากทัวร์คอนเสิร์ตครั้งนี้ ซึ่งนับว่าไม่แปลก หลังจากที่การแสดงครั้งหนึ่งของสวิฟต์ในนครซีแอตเทิลของสหรัฐฯ ได้เคยทำให้เกิดคลื่นสั่นสะเทือนหรือแผ่นดินไหว ที่มีขนาดหรือแมกนิจูดถึง 2.3 มาแล้ว
เพื่อต้อนรับทัวร์คอนเสิร์ตของสวิฟต์ มีการตกแต่งรถรางที่วิ่งในสกอตแลนด์ด้วยภาพของเธอ ส่วนสถานที่ท่องเที่ยวอย่างทะเลสาบ “ล็อกเทย์” (Loch Tay) ก็ได้รับชื่อเล่นใหม่ที่พ้องเสียงกับชื่อนักร้องคนดังว่า “ล็อกเทย์เทย์” (Loch Tay Tay) ด้านสวนสัตว์เอดินบะระถึงกับตั้งชื่อสัตว์ที่ใกล้สูญพันธุ์ อย่างเช่นลูกลิงทามารินเกิดใหม่สองตัวว่า “เทย์เลอร์” และ “สวิฟต์” กันเลยทีเดียว
กระแสความตื่นเต้นที่เหลือเชื่อนี้ ทำให้หลายคนหลงลืมไปอย่างง่ายดายว่า ครั้งหลังสุดที่สวิฟต์มาออกแสดงในสหราชอาณาจักรเมื่อปี 2018 ในทัวร์คอนเสิร์ต Reputation บัตรเข้าชมการแสดงในสนามกีฬาสำคัญขายไม่ออกจำนวนมาก โดยมีรายงานว่าคืนเปิดการแสดงในเมืองแมนเชสเตอร์ ยังคงมีที่นั่งว่างเหลือบานเบอะถึง 18,000 ที่นั่ง

ที่มาของภาพ, GETTY IMAGES
อะไรที่ทำให้กระแสตอบรับสวิฟต์เปลี่ยนแปลงไปได้ขนาดนี้ ?
คำตอบคืออัลบั้มยอดฮิตอย่าง Folklore และ Evermore ที่ออกมาในช่วงการระบาดใหญ่ของโรคโควิด-19 ถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนของเธออย่างแท้จริง โดยการแต่งเพลงที่ซับซ้อนในแนวลูกผสมอินดีโฟล์ก (indie-folk) ได้ชนะใจบรรดาแฟนเพลงและเหล่านักวิจารณ์ ซึ่งก่อนหน้านั้นไม่สู้จะชอบใจนักกับผลงานแนวเพลงป๊อบและลูกทุ่งคันทรีของเธอ
การเติบโตแบบพุ่งทะยานของสื่อสังคมออนไลน์อย่างติ๊กตอก (Tik Tok) ยังแนะนำให้ผู้ชมกลุ่มใหม่ ๆ ได้รู้จักกับสวิฟต์มากขึ้นด้วย นอกจากนี้โครงการบันทึกเสียงใหม่กับบทเพลงใน 6 อัลบั้มแรกของเธอ ยังช่วยปลุกกระแสให้เพลงฮิตเก่า ๆ กลับมาโด่งดังเป็นที่นิยมกันอีกครั้ง
“เรย์” (Raye) เพื่อนนักร้องคนดังกล่าวถึงสวิฟต์ว่า “เธอก็แค่เป็นหนึ่งในบรรดายอดศิลปินที่หาตัวจับยาก ผู้มีผลงานอมตะนิรันดร์กาล และทำทุกสิ่งได้ถูกต้องเหมาะเหม็งไปทุกครั้ง เธอคือขุมพลังอย่างแท้จริง”
เคที ทันสตอล นักร้องและนักแต่งเพลงชาวสกอตบอกว่า “เธอคือแบบอย่างที่แสนวิเศษ มีความสามารถในการปรับตัวยืดหยุ่น และมาดมั่นพอที่จะเป็นผู้ควบคุมเครื่องจักรขนาดมหึมา ซึ่งประกอบไปด้วยพนักงานหลายพันคน”
“เพื่อที่จะจัดการสิ่งนั้นและสารพัดสิ่งที่เข้ามาหาในเวทีสาธารณะได้ คุณจะต้องเป็นคนแบบเธอ ที่ทำทุกอย่างให้เสร็จสิ้นเด็ดขาดไปเลยในคราวเดียว”
ลานา เดล เรย์ ซึ่งเคยร้องคู่กับสวิฟต์ในเพลง “หิมะบนชายหาด” (Snow on the Beach) เมื่อปี 2022 เผยกับบีบีซีถึงข้อสันนิษฐานอีกแนวหนึ่ง ซึ่งว่าด้วยที่มาของความเป็นผู้นำที่ทรงอิทธิพลเหนือใครของสวิฟต์ไว้ว่า “เธอต้องการมัน เธอบอกฉันครั้งแล้วครั้งเล่าว่าเธอต้องการมันยิ่งกว่าใคร ช่างน่าอัศจรรย์จริง ๆ ที่เธอได้ดังใจปรารถนา”
“เธอขับเคลื่อนมันเอง และฉันคิดว่ามันให้ผลตอบแทนคุ้มค่า”

ที่มาของภาพ, bbc
สำหรับบรรดาแฟนเพลงแล้ว สายสัมพันธ์ส่วนบุคคลคือสิ่งที่ทำให้สวิฟต์มีความพิเศษเหนือศิลปินคนอื่น ๆ พวกเขาได้ยินเรื่องราวของตัวเองในบทเพลงของเธอ ซึ่งเข้าถึงแง่มุมต่าง ๆ ของความรัก, ความป่วยไข้, การทรยศหักหลังเพื่อน, และการแสวงหาตำแหน่งแห่งที่ของตนเองในโลกใบนี้
“การได้เห็นคนที่ชีวิตรุ่งเรืองเฟื่องฟูขึ้นเรื่อย ๆ อย่างเทย์เลอร์ สวิฟต์ ช่วยมอบความหวังให้กับพวกเรา” แฟนเพลงวัยรุ่นคนหนึ่งกล่าวกับบีบีซีเมื่อเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา ขณะฟังเพลงในอัลบั้มล่าสุดของสวิฟต์ “แผนกกวีผู้ถูกทรมาน” (The Tortured Poets Department)
แฟนเพลงอีกคนหนึ่งกล่าวเสริมว่า “คุณได้เห็นหญิงผู้ทรงพลังอย่างน่าทึ่งคนนี้ ผู้กลับมาครองความยิ่งใหญ่ขึ้นกว่าเดิมเป็นสิบเท่าเพราะสื่อมวลชน แต่เธอก็ยังคงเติบโตต่อไป เธอช่างเป็นแรงบันดาลใจเสียจริง”
ที่เมืองเอดินบะระ กระแสความชื่นชมดังกล่าวยังแผ่ลามไปถึง ลิลี เมลดรัม และ เกรซ โดนัลด์สัน สองคนแรกในคิวของแฟนเพลงที่ต่อแถวยาว เพื่อรอผ่านประตูสนามกีฬาเมอเรย์ฟีลด์ไปเข้าชมคอนเสิร์ตของสวิฟต์ ซึ่งเริ่มเล่นเป็นคืนแรกในการตระเวนทัวร์สหราชอาณาจักร
“ฉันรู้สึกว่า เธอคือกระบอกเสียงของหญิงสาวจากทุกหนแห่ง” เกรซ โดนัลด์สัน ซึ่งเดินทางมาจากเมืองอาร์เบอร์ดีนกล่าว “สวิฟต์มีบทเพลงให้คุณสำหรับทุกโอกาส เพลงเมื่อคุณรู้สึกดี เพลงเมื่อคุณรู้สึกแย่”
“และเพลงเมื่อคุณโศกเศร้า” ลิลี เมลดรัม กล่าวเสริม “มีบทเพลงสำหรับทุกความรู้สึกที่คุณเคยประสบมา และมันทำให้คุณรู้สึกเหมือนว่าไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว”

ที่มาของภาพ, Katy Ellis
เคที เอลลิส นักแสดงผู้แต่งกายเลียนแบบเทย์เลอร์ สวิฟต์ มานานกว่าสิบปี แสดงความเห็นด้วยกับแฟนเพลงทั้งสอง “ฉันร้องเพลงของสวิฟต์ซ้ำแล้วซ้ำอีกได้โดยไม่เบื่อเลย” เอลลิสกล่าว “มันขึ้นอยู่กับอารมณ์ของคุณ เพราะจู่ ๆ ก็อาจนึกขึ้นมาได้ว่า โอ...วันนี้ฉันรู้สึกเหมือนกับเพลงนี้ และนั่นคือสาเหตุที่ฉันคิดว่าทำให้เธอได้รับความนิยมอย่างสูง”
สวิฟต์รู้ดีว่า ความสามารถของเธอในการสร้างความรู้สึกเชื่อมโยงเกี่ยวข้องเป็นพวกเดียวกัน คือจุดขายอันเป็นเอกลักษณ์ โดยเธอยังคงใช้สรรพนาม “เรา” และ “พวกเรา” ในการพูดคุยกับแฟนเพลงกลุ่มใหญ่ทุกครั้ง
ในการแสดงแต่ละครั้งระหว่างทัวร์คอนเสิร์ต จะมีการเล่นเพลงพิเศษ 2 เพลง ที่ผ่านการคัดเลือกและดัดแปลงมาให้เหมาะกับผู้ฟังในท้องถิ่นนั้นโดยเฉพาะ โดยสวิฟต์จะบรรเลงกีตาร์อะคูสติกและร้องเพลงนั้นด้วยตนเอง ซึ่งในการแสดงที่สกอตแลนด์ แฟนเพลงคาดว่าเธอน่าจะเลือกเล่นเพลง Guilty as Sin เพราะเป็นเพลงที่เกี่ยวข้องกับวง The Blue Nile ซึ่งเป็นวงดังในท้องถิ่น
ทัวร์คอนเสิร์ตของสวิฟต์นั้น แตกต่างจากของบียอนเซ่และมาดอนนาที่เพิ่งมีขึ้นล่าสุด เนื่องจากแรงจูงใจที่ผลักดันให้เหล่าแฟนเพลงแห่เข้าชมการแสดงของสองคนหลัง คือการ “ได้มองเห็นเทพธิดาด้วยสายตาของตนเอง และคุณต้องโค้งคำนับพวกเธอด้วยความเคารพยกย่องด้วย” ในขณะที่ดิอีราสทัวร์ของสวิฟต์คล้ายกับการร่วมเฉลิมฉลองมากกว่า “เฮ้ทุกคน เราได้ทำสิ่งนี้มาด้วยกัน”
สวิฟต์บอกกับแฟนเพลงในการแสดงที่สนามกีฬาโซฟี รัฐแคลิฟอร์เนีย เมื่อปีที่แล้วว่า “ฉันคิดในใจว่า...จะรักษาสายสัมพันธ์ระหว่างเราให้คงอยู่ต่อไปได้อย่างไร ด้วยเหตุนี้ฉันจึงตัดสินใจจะทำและออกอัลบั้มมาให้มากที่สุด เท่าที่มนุษย์จะทำได้”
“ผู้คนรอบตัวฉันต่างก็บอกว่า...คุณจะทำอะไรต่อไป ทัวร์คอนเสิร์ตที่คุณแค่เล่นซ้ำเพลงทุกเพลง เป็นเวลาแค่สามชั่วโมงครึ่งเท่านั้นหรือ”
“และฉันก็ตอบว่า ใช่...นั่นคือสิ่งที่ฉันกำลังทำอยู่เลย มันเรียกว่า ดิอีราสทัวร์”











