You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
สำรวจทุนจีนเทากำลังย้ายฐานสแกมเมอร์ออกจากชเวโก๊กโก่ จริงหรือไม่ ?
- Author, จิราภรณ์ ศรีแจ่ม
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
ประกาศ “ยุบสำนักงานและธุรกิจของยาไท่ฯ ในชเวโก๊กโก่อย่างถาวร” ปรากฏขึ้นเมื่อกลางเดือน ส.ค. ที่ผ่านมา แต่เอกสารดังกล่าวกลับมีความผิดปกติมากมายทั้งภาษาและรูปแบบการสื่อสารที่ใช้ รวมถึงทิศทางการทำงานของบริษัทฯ ที่ไม่ได้มีท่าทีเหมือนผู้ที่กำลังจะถอนการลงทุน
ยาไท่ อินเตอร์เนชันแนล โฮลดิ้ง กรุ๊ป หรือ Yatai IHG (Yatai International Holding Group) คือผู้ได้สัมปทานลงทุนสร้างเมืองใหม่ชเวโก๊กโก่ ซึ่งอยู่ติดกับชายแดนไทย-เมียนมา บริเวณรอยต่อ อ.แม่สอด และ อ.แม่ระมาด จ.ตาก ซึ่งในภายหลังพบว่าอาณาจักรแห่งนี้คือฐานสแกมเมอร์และพนันออนไลน์ที่ปฏิบัติการล่อลวงผู้คนจากทั่วโลก จากรายงานล่าสุดของสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC)
เมืองดังกล่าวตั้งอยู่บนชายแดนรัฐกะเหรี่ยง ประเทศเมียนมา และอยู่ภายใต้การปกป้องพิทักษ์รักษาของกองกำลังกะเหรี่ยงแห่งชาติ หรือ เคเอ็นเอ (Karen National Army - KNA) ซึ่งก่อนหน้านี้ใช้ชื่อว่ากองกำลังพิทักษ์ชายแดนกะเหรี่ยง หรือ กะเหรี่ยงบีจีเอฟ (Karen Border Guard Force - Karen BGF)
หากยังจำกันได้ ช่วงต้นปีที่ผ่านมาเกิดเหตุสู้รบในเมืองเมียวดีที่กองกำลังฝ่ายต่อต้านนำโดยสหภาพกะเหรี่ยงแห่งชาติ หรือ เคเอ็นยู (Karen National Union - KNU) ได้สร้างความเพลี่ยงพล้ำให้กับกองทัพเมียนมาอย่างน่าเหลือเชื่อ แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถยึดเมียวดีและสถาปนาอำนาจของ KNU ในเมืองชายแดนตรงข้าม จ.ตาก ของไทยได้ เนื่องจาก พ.อ.ชิต ตุ ผู้นำกองกำลัง KNA ผู้แปรพักตร์จากกองทัพเมียนมา ได้กลายเป็นผู้เล่นสำคัญที่ทำให้กองทัพเมียนมาหวนคืนสู่ฐานที่มั่นในเมียวดี และทำให้กองกำลังฝ่ายต่อต้านต้องเปลี่ยนยุทธศาสตร์การรบไปยังจุดอื่น
ในช่วงเวลาดังกล่าว หลายฝ่ายมองว่าผู้นำ KNA ได้ใช้ทุกยุทธศาสตร์เพื่อปกป้องอาณาจักรสแกมเมอร์ของยาไท่ฯ ซึ่งตนเองเป็นหุ้นส่วนในธุรกิจดังกล่าวด้วย รวมถึงคุ้มกันภัยสู้รบให้กับกาสิโนและเอ็นเตอร์เทนเมนท์คอมเพล็กซ์แห่งอื่น ๆ ในเมียวดี ซึ่งเป็นท่าทีที่ย้อนแย้งกับประกาศแจ้งเตือนที่ทางกลุ่มได้ติดไว้ทั่วเมืองในช่วงเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา และมีเนื้อหาระบุว่า “ผู้อาศัยภายในเมืองเมียวดี จ.เมียวดี รัฐกะเหรี่ยง ที่ดำเนินกิจกรรมลักษณะสแกมเมอร์ออนไลน์ จะต้องเดินทางออกจากเมืองเมียวดีระหว่างวันที่ 1 พ.ค. – 31 ต.ค. 2024 มิฉะนั้นจะถูกดำเนินการขั้นเด็ดขาด” ก็ตาม
อีกกว่า 30 วันถึงจะครบกำหนดที่เหล่าสแกมเมอร์ต้องเดินทางออกจากเมือง แต่แล้วก็มีประกาศจากบริษัทยาไท่ฯ ที่ระบุว่าตนเองจะยุบสำนักงานและปิดตัวลงถาวร ซึ่งสร้างความสับสนปั่นป่วนให้กับชาวเมืองชเวโก๊กโก่ผู้ใช้ภาษาพม่าและจีนได้ไม่น้อย จากการติดตามพวกเขาผ่านช่องทางสื่อสารออนไลน์โดยบีบีซีไทย
ล่าสุด บีบีซีไทยพูดคุยกับ นายเจสัน ทาวเวอร์ ผู้อำนวยการฝ่ายเมียนมาจากสถาบันสันติภาพแห่งสหรัฐอเมริกา หรือ ยูเอสไอพี (United States Institute of Peace - USIP) ซึ่งเป็นหน่วยงานวิชาการอิสระที่ก่อตั้งโดยรัฐสภาของสหรัฐฯ รวมถึง Justice for Myanmar องค์กรภาคประชาสังคมที่ติดตามการทุจริตคอร์รัปชันในประเทศเมียนมานับตั้งแต่เกิดการรัฐประหารเมื่อปี 2021 เพื่อวิเคราะห์ว่าประกาศดังกล่าวไม่สมเหตุสมผลอย่างไร และเหตุใดยาไท่ฯ ไม่มีวันถอนตัวออกจากชเวโก๊กโก่ในเร็ววันนี้
รายละเอียดในประกาศเป็นเช่นไร ?
ประกาศลงวันที่ 13 ส.ค. 2024 ขึ้นต้นด้วยโลโก้บริษัทยาไท่ฯ และตามด้วยหัวเรื่องที่ระบุว่า “การยุบสำนักงานและธุรกิจยาไท่ในชเวโก๊กโก่อย่างถาวร” พร้อมกับระบุว่ามีผลตั้งแต่วันที่ 15 ก.ย. เป็นต้นไป เนื่องจากความกดดันจากนานาชาติ และข้อเรียกร้องจากภาครัฐ ดังนั้น กิจการทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาซึ่งทางบริษัทฯ ดำเนินการอยู่จะยุติลงอย่างไม่มีกำหนด ด้วยเหตุนี้ ผู้ประกอบการที่อยู่ในตัวเมืองรวมถึงพนักงานของยาไท่ฯ ทั้งหมด จะต้องย้ายออกจากเมืองอย่างถาวรภายในวันที่ 20 ก.ย. นี้
ประกาศดังกล่าวระบุว่า ผู้ที่จะเดินทางออกต้องมาลงบัญชีและนำเงินจำนวน 39,999 บาทมาจ่าย ณ สำนักงานของบริษัทยาไท่ฯ ภายในวันที่ 8 ก.ย. หลังจากนั้นจึงเดินทางออกจากเมืองเมียวดีโดยยานพาหนะที่จัดหาให้ หากผู้ใดตัดสินใจเดินทางออกจากเมืองด้วยตัวเอง จะถูกส่งข้อมูลให้กับตำรวจสากลและตำรวจเมียนมา พร้อมกับระบุช่องทางติดต่อไว้ท้ายประกาศ
“มันคือความจริงหรือ ?” หนึ่งในผู้ใช้งานเทเลแกรมส่งข้อความสอบถามผู้ใช้งานคนอื่น ๆ ซึ่งอยู่ในกลุ่มสนทนาที่บริษัทยาไท่ฯ เป็นผู้สร้างให้ผู้อาศัยอยู่ในเมืองชเวโก๊กโก่ได้ติดตามข่าวสาร
จากการสังเกตของบีบีซีไทยพบว่า ประกาศดังกล่าวผิดแปลกไปจากประกาศของยาไท่ฯ ครั้งก่อน ๆ ที่มักระบุเป็นภาษาจีนพร้อมตราประทับของบริษัท ทว่าการประกาศยุบกิจการในครั้งนี้กลับปรากฏเป็นหัวจดหมายภาษาจีนที่มีเนื้อหาเป็นภาษาพม่า ตามด้วยแถลงการณ์ภาษาไทยฟ้อนต์สารบรรณซึ่งแปลความมาจากต้นฉบับอีกทีหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ทางบริษัทฯ เคยทำมาก่อน
ในห้วงเวลาเดียวกัน ช่องทางประชาสัมพันธ์ข่าวของบริษัทยาไท่ฯ กลับออกประกาศแต่งตั้งคณะกรรมการด้านความปลอดภัยทางอาหาร พร้อมกับออกกฎระเบียบเพื่อกำกับมาตรฐานและความสะอาดของอาหารภายในเมืองชเวโก๊กโก่
“หากยาไท่ฯ กำลังจะถอนตัวออกจากเมืองจริง พวกเขาคงไม่ดำเนินการเช่นนี้” นายเจสัน ตั้งข้อสังเกต
นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 16 ก.ย. ที่ผ่านมาทางบริษัทยาไท่ฯ ยังลงนามข้อตกลงกับทางการของเมียนมาเพื่อร่วมกันก่อตั้งมหาวิทยาลัยในเมืองใหม่ชเวโก๊กโก่
“มันคือข่าวปลอม” ผู้ใช้งานเทเลแกรมรายหนึ่งส่งภาพประกาศฉบับเดียวกันที่มีข้อความภาษาจีนขนาดใหญ่แปะทับว่าเป็น “ข่าวปลอม”
ยาดานาร์ หม่อง โฆษกของ Justice for Myanmar ยังยืนยันกับบีบีซีไทยด้วยว่า พ.ต.เนียง ม็อก ซอว์ ซึ่งเป็นบุคคลใกล้ชิดของ พ.อ.ชิต ตุ ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อท้องถิ่นที่สนับสนุนรัฐบาลทหารเมียนมาว่า “ข่าวที่ระบุว่ายาไท่ฯ กำลังออกจากเมืองชเวโก๊กโก่นั้นเป็นข่าวปลอม”
“ฉันรักเมืองชเวโก๊กโก่ ไม่ว่าใครจะพูดอย่างไร” ผู้ใช้รายหนึ่งสนทนาเป็นภาษาพม่าในกลุ่มสนทนาของเมืองชเวโก๊กโก่บนแอปพลิเคชันเทเลแกรม
บีบีซีไทยได้รับการยืนยันจากแหล่งข่าวสายความมั่นคงในพื้นที่ อ.แม่สอด ว่า ผู้คนในชเวโก๊กโก่ยังดำเนินชีวิตตามปกติจนถึงตอนนี้ และไม่เกิดคลื่นอพยพของผู้คนนับหมื่นจากเมียวดีและชเวโก๊กโก่มายังฝั่งไทยแต่อย่างใด และเมื่อเราสอบถามว่าสิ้นเดือน ต.ค. นี้ จะเห็นการโยกย้ายถิ่นฐานของผู้คนในเมียวดีตามประกาศของ KNA เมื่อเดือน พ.ค. ที่ผ่านมาหรือไม่ ปลายสายผู้ไม่ประสงค์เผยนามหัวเราะและตอบว่า “มันไม่น่าเป็นไปได้”
กลับมายังกลุ่มสนทนาภายในแอปพลิเคชันเทเลแกรม บีบีซีไทยพบว่าในช่วงต้นเดือน ก.ย. ที่ผ่านมา มีประกาศจากบริษัทแห่งหนึ่งในชเวโก๊กโก่ ถูกส่งเข้ามาในกลุ่มสนทนาโดยผู้ใช้รายหนึ่ง
เนื้อหาระบุว่า “บริษัท ไท่ซินกรุ๊ป ต้องการแถลงว่า จากกรณีที่มีการประกาศว่าธุรกิจออนไลน์ทั้งหมดต้องเดินทางออกจากเมียวดีภายในสิ้นเดือน ต.ค. 2024 นั้นไม่เป็นความจริง จึงขอเรียนให้พนักงานทุกคนทราบว่าพวกท่านสามารถทำงานต่อไปได้อย่างปลอดภัย”
“ทั้งหมดเป็นความเข้าใจผิด” แถลงการณ์ของบริษัทดังกล่าวระบุ หากประกาศฉบับนี้เป็นความจริง ย่อมหมายความว่าคำสั่งของ KNA เมื่อเดือน พ.ค. ที่ติดไว้ทั่วเมืองเมียวดี ต้องเป็นโมฆะไปโดยปริยาย
ทั้งนี้ บีบีซีภาคภาษาพม่าพยายามติดต่อไปยังตัวแทนของกองกำลัง KNA เพื่อสอบถามข้อเท็จจริง แต่ยังไม่ได้รับการตอบกลับก่อนที่บทความชิ้นนี้เผยแพร่
ผู้เชี่ยวชาญชี้ยาไท่ฯ ไม่มีวันถอนตัวจากชเวโก๊กโก่
บีบีซีไทยได้รับการยืนยันจากแหล่งข่าวที่มีความใกล้ชิดกับบริษัทยาไท่ฯ ว่า ประกาศถอนตัวออกจากชเวโก๊กโก่เป็นฝีมือของกลุ่มบุคคลที่มีความใกล้ชิดกับ KNA
“ผมคิดว่านี่เป็นกลยุทธ์ที่ทางยาไท่ฯ กับ KNA ร่วมทำกันมาระยะหนึ่งแล้ว” นายเจสัน กล่าว และบอกว่าทาง KNA พยายามฟอกขาวกิจกรรมอาชญากรรมของพวกเขาที่เกิดขึ้นในเมืองชเวโก๊กโก่ ไม่ว่าจะเป็น อาชญากรรมออนไลน์ ค้ามนุษย์ และบังคับใช้แรงงาน ฯลฯ
เขายังตั้งข้อสังเกตว่านี่ไม่ใช่ความพยายามฟอกขาวครั้งแรกของกลุ่มทุนจีนและกองกำลังชาวกะเหรี่ยง เพราะพวกเขามักจัดกิจกรรมบริจาคให้องค์กรการกุศลสาธารณะอยู่บ่อยครั้ง รวมถึงช่วยเหลือคนยากจน และโปรโมทว่าเมืองแห่งนี้คือสถานที่ท่องเที่ยวติดชายแดนรัฐกะเหรี่ยง
“กองกำลังพิทักษ์ชายแดนกะเหรี่ยง (หรือ KNA) ตกอยู่ภายใต้ความกดดันอย่างหนัก หลังจากเห็นแล้วว่าชะตากรรมของกองกำลังพิทักษ์ชายแดนโกก้างเป็นเช่นไร” นายเจสันกล่าวถึงจุดจบของตระกูลมาเฟียผู้นำกองกำลังพิทักษ์ชายแดนโกก้าง (Kokang Border Guard Force - Kokang BGF) ที่ถูกกวาดล้างอาณาจักรสแกมเมอร์ของพวกเขาในเมืองเล้าก์ก่าย และถูกส่งตัวไปดำเนินคดีที่ประเทศจีนเมื่อต้นปีนี้ หลังเกิดปฏิบัติการณ์ 1027 ที่รัฐฉานตอนเหนือ
“ชเวโก๊กโก่และเมืองสแกมเมอร์อื่น ๆ ที่อยู่ภายในพื้นที่ KNA ได้กลายเป็นผู้เล่นรายใหญ่ในอุตสาหกรรมหลอกหลวงของประเทศเมียนมา ดังนั้น ผมคิดว่าพวกเขากำลังพยายามทำอะไรบางอย่างเพื่อทำให้ดูเหมือนว่ากำลังจัดการกับกิจกรรมอาชญากรรมในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นโปสเตอร์ที่ประกาศเมื่อหลายเดือนก่อน หรือข่าวปลอมที่กำลังถูกเผยแพร่อยู่ในขณะนี้”
ผอ.จากสถาบันสันติภาพแห่งสหรัฐอเมริกาจึงเห็นว่าไม่มีข้อบ่งชี้ใด ๆ ที่ระบุว่ายาไท่ฯ กำลังถอนตัวจากชเวโก๊กโก่ แต่อย่างใด
“ดูเหมือนว่ายาไท่ฯ ยังคงดำเนินธุรกิจอาชญากรรมในเมืองชเวโก๊กโก่ร่วมกับ Karen BGF ของรัฐบาลทหาร (หมายถึง KNA)” ยาดานาร์ โฆษกของ Justice for Myanmar กล่าว และบอกว่าผลกำไรที่ได้จากรีดไถเหยื่ออาชญากรรมออนไลน์และการค้ามนุษย์ของเมืองนี้ได้กลายเป็นเงินทุนให้กับกลุ่มติดอาวุธในพื้นที่อย่างไม่ต้องสงสัย
โฆษกขององค์กรภาคประชาสังคมของเมียนมายังบอกด้วยว่า บริษัทจัดหางานต่าง ๆ ในชเวโก๊กโก่ยังคงประกาศรับพนักงานให้แก๊งคอลเซ็นเตอร์ตามปกติจนถึงตอนนี้ ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลที่บีบีซีไทยเห็นความเคลื่อนไหวดังกล่าวในกลุ่มหางานของเมืองชเวโก๊กโก่
จากรายงานของ Justice For Myanmar ที่เผยแพร่เมื่อเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา ยังทำให้เห็นด้วยว่านับตั้งแต่ผู้นำกองกำลัง KNA เป็นหุ้นส่วนกับยาไท่ฯ และร่วมกันก่อตั้งเมืองชเวโก๊กโก่ขึ้นมา ตระกูลของผู้นำกองกำลัง KNA ล้วนมีความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นจากเดิมจนสามารถขยับขยายธุรกิจในเมียวดีออกไปหลายประเภท ซึ่งรวมถึงการขยับขยายอาณาจักรพนันและสแกมเมอร์ออนไลน์ออกไปในหลายพื้นที่ชายแดนรัฐกะเหรี่ยง
เมืองที่เป็นที่รู้จักกันดีคือ เคเค พาร์ค (KK Park) ซึ่งตั้งอยู่ตรงข้าม ต.แม่กุ อ.แม่สอด และอยู่ในเขตอิทธิพลของพันตรี เต่งวิน ของ KNA ซึ่งมีผู้ร่วมลงทุนคือกลุ่มทุนจีนจากบริษัทตงเหมยกรุ๊ป (Dongmei group) ซึ่งนายหวัน ค็อกคอย (Wan Kouk-koi) ฉายาไอ้ฟันหลอ อดีตหัวหน้ากลุ่ม 14K เป็นประธานบริษัท
รวมถึง ยูหลง เบย์ (Yulong Bay) และ อะพอลโล พาร์ค (Apollo Park) ซึ่งอยู่ติดกับริมแม่น้ำเมยใกล้ชายแดนไทยบริเวณ อ.แม่สอด และตั้งอยู่ระหว่างตัวเมืองเมียวดีกับชเวโก๊กโก่
นอกจากนี้ยังมี เมืองตงเหมย (Dongmei City) เมืองใหม่เมียวดี (Myawaddy New City) และ จินเซียน พาร์ค (Jinxian Park) ซึ่งตั้งอยู่ใกล้ชายแดนไทย-เมียนมาเช่นกัน ทั้งหมดเป็นแหล่งพนันและสแกมเมอร์ออนไลน์ที่ทาง KNA เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ร่วมกับนายทุนชาวสิงคโปร์และชาวจีน
“กองกำลัง KNA ของ พ.อ.ชิต ตุ ขึ้นชื่อว่ามีอาวุธครบมือและกำลังพลเป็นจำนวนมาก แต่แหล่งรายได้ทั้งหมดที่ค้ำจุนกองกำลังเหล่านั้นมาจากเครือข่ายอาชญากรที่จัดตั้งขึ้น และยาไท่ฯ เองก็เป็นแนวหน้าสำหรับสิ่งนั้น ดังนั้นในแง่สมดุลอำนาจแล้ว ทาง KNA ไม่มีทางทำร้ายยาไท่ฯ และยาไท่ฯ เองก็ต้องพึ่งพากองกำลังรักษาชายแดนกะเหรี่ยงเพื่อรักษาความปลอดภัยให้กับพวกเขา” นายเจสัน กล่าว
ผู้เชี่ยวชาญจาก USIP ยังฉายภาพให้เห็นด้วยว่าสิ่งที่เกิดขึ้นตลอดช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ได้ทำให้กองกำลัง KNA ขึ้นมามีพลานุภาพแทบจะเท่าเทียมกับกองกำลังเมียนมาในพื้นที่รัฐกะเหรี่ยงด้วย หลังกองกำลังของ พ.อ.ชิต ตุ แปรพักตร์จากกองทัพเมียนมาและเปลี่ยนชื่อจาก Karen BGF เป็น KNA พร้อมกับดำรงสถานะเป็นกลางไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
“ผมคิดว่าพวกเขาทำบางสิ่งบางอย่างที่ค่อนข้างมีเล่ห์เหลี่ยม นั่นคือการส่งสัญญาณว่าพวกเขาเต็มใจที่จะเป็นพันธมิตรกับกองกำลังฝ่ายต่อต้านที่นำโดย KNU ซึ่งนำไปสู่ปฏิบัติการโจมตีฐานทหารเมียนมาใจกลางเมืองเมียวดีในเวลาต่อมาโดย KNLA (กองทัพปลดปล่อยชาติกะเหรี่ยงหรือเคเอ็นแอลเอ - Karen National Liberation Army) ซึ่งเป็นปีกทหารของ KNU ทำให้กองทัพเมียนมาต้องจัดทัพเข้ามาจัดการกับกองกำลังฝ่ายต่อต้านในรัฐกะเหรี่ยงและรักษาเส้นทางการค้าชายแดน ส่งผลให้ KNLA ต้องถอยร่นออกไปจากฐานทัพเมียนมาในเมียวดีเพื่อไปตั้งรับ และเปิดทางให้ KNA เข้าดูแลพื้นที่เมืองเมียวดี และเมื่อธงชาติเมียนมาปรากฏขึ้นเหนือฐานบัญชาการในเมียวดี มันก็ชัดเจนแล้วว่า KNA ไม่ได้เป็นกลางอย่างแท้จริง”
นายเจสันวิเคราะห์ต่อว่า ณ จุดนี้ หากรัฐบาลทหารเมียนมามีท่าทีว่าจะจัดการกับเมืองสแกมเมอร์ในเขตอิทธิพลของ KNA ทางกองกำลังก็สามารถข่มขู่ได้ว่าจะหนุนหลังกองกำลังฝ่ายต่อต้านในพื้นที่ได้อีกครั้ง และขณะเดียวกัน ความพยายามทำตัวเป็นกลางของ KNA ก็ทำให้รัฐบาลทหารยังมีพื้นที่อธิบายกับรัฐบาลจีนและประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้นว่าพื้นที่นี้ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด และไม่อยู่ภายใต้การควบคุมของกองทัพเมียนมา พวกเขาจึงไม่สามารถจัดการธุรกิจอาชญากรรมที่เกิดขึ้นได้ ส่งผลให้การบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศเพื่อปราบปรามอาชญากรรมในชายแดนรัฐกะเหรี่ยงทำได้ยากขึ้น
พบการขยายตัวของกลุ่มอาชญากรรมจากกลุ่มทุนในเมียวดีลงมาทางใต้
จากการติดตามกิจกรรมอาชญากรรมในพื้นที่เมียวดีซึ่งกลายเป็นแหล่งอาชญากรรมไซเบอร์ที่ใหญ่ที่สุดของเมียนมาในขณะนี้ ทาง USIP พบว่าพวกเขากำลังขยับขยายกิจกรรมผิดกฎหมายไปทางตอนใต้ของชายแดนไทย-เมียนมา
ไม่ว่าจะเป็นการพบเมืองใหม่ในเขตปกครองของกองทัพกะเหรี่ยงพุทธประชาธิปไตย หรือ ดีเคบีเอ (Democratic Karen Buddhist Army – DKBA) ซึ่งตั้งอยู่บริเวณชายแดน อ.พบพระ จ.ตากของไทย รวมถึงพื้นที่เมืองพญาตองซู ในรัฐกะเหรี่ยง หรือบริเวณชายแดนเจดีย์สามองค์ของไทยใน อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี
รายงานล่าสุดของ Frontier Myanmar ได้ข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ Karen BGF ที่ระบุว่ากลุ่มของพวกเขาได้รับคำสั่งให้ช่วยอารักขาความปลอดภัยให้กับนักธุรกิจชาวจีนเดินทางจากเมียวดีไปยังเมืองพญาตองซูถึง 2 ครั้ง ในช่วงเดือน พ.ค. และ มิ.ย. ที่ผ่านมา
เขาบอกกับสื่อของเมียนมาว่า ตนเองทราบมาว่าทาง Karen BGF และ DKBA ได้รับเงิน 100,000 บาท/คน หากช่วยนักธุรกิจชาวจีนโยกย้ายถิ่นฐานไปยังจุดหมายปลายทางได้สำเร็จ และ 30,000 บาท/คน หากโยกย้ายพนักงานได้โดยปลอดภัย แต่อย่างไรก็ตามพวกเขากลับไม่เคยเห็นจำนวนเงินก้อนนั้น
เจ้าหน้าที่รายนี้บอกว่า BGF เป็นผู้ให้อำนวยความสะดวกด้านคมนาคมสำหรับชาวจีนที่ต้องการโยกย้ายฐานทำงานมายังชายแดน อ.สังขละบุรี ของไทย ขณะที่ DKBA มีหน้าที่ช่วยสรรหาเช่าที่ดินและบ้าน เมื่อพวกเขาเดินทางมาถึง ซึ่งข้อมูลที่เขาทราบจากเพื่อนร่วมงานมาอีกทอดหนึ่งระบุว่ามีชาวจีนเดินทางมายังเมืองพญาตองซูได้ราว 2,000 คน ซึ่งมาจากเมืองเมียวดี เมืองปะอัน รัฐกะเหรี่ยง รวมถึงเมืองอื่น ๆ จากรัฐมอญ
การทำงานสอดคล้องประสานกันระหว่าง Karen BGF (หรือ KNA) และ DKBA เช่นนี้ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ เพราะในอดีตพวกเขาคือกองกำลังเดียวกันมาก่อน และผู้นำแต่ละคนต่างสนิทสนมกันดี นอกจากนี้การตอบแทนค่าอารักขาความปลอดภัยเป็นเงินสกุลบาทของไทยก็ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะมันคือสกุลเงินหลักที่เครือข่ายอาชญากรรมใช้ในชายแดนรัฐกะเหรี่ยงมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นสำหรับการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ค่าจ้างพนักงานต่าง ๆ ที่ทำงานให้กับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ไปจนถึงการทำธุรกรรมต่าง ๆ เนื่องจากมองว่าเงินบาทมีเสถียรภาพมากกว่าเงินจั๊ตพม่า
“รัฐบาลต่าง ๆ ควรกำหนดมาตรการคว่ำบาตรเครือข่าย Karen BGF ทั้งหมด รวมถึงปิดกลั้นไม่ให้พวกเขาดำเนินธุรกิจในไทยหรืออาศัยธนาคารของไทยในการดำเนินธุรกรรมต่าง ๆ ได้” ยาดานาร์ โฆษกของ Justice For Myanmar บอกกับบีบีซีไทย