บีบีซีกำลังเผชิญศึกทางกฎหมายครั้งใหญ่กับชายผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก แล้วจะเกิดอะไรขึ้นต่อจากนี้ ?
- Author, เคธี ราซซอลล์
- Role, บรรณาธิการด้านวัฒนธรรมและสื่อ
ใครที่คิดว่าคำขอโทษของบีบีซีต่อโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา จะหยุดการขู่ฟ้องของเขาได้ บอกตามตรงว่ากำลังคิดผิดอย่างมหันต์
ภายหลังทิม เดวี ผู้อำนวยการใหญ่ และเดโบราห์ เทอร์เนสส์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายข่าวลาออก ซาเมียร์ ชาห์ ประธานบีบีซีได้ให้สัมภาษณ์สรุปเรื่องราวกับผู้เขียน โดยเขาเรียกประธานาธิบดีสหรัฐฯ ผู้นี้ว่า "คนชอบฟ้อง"
คำพูดดังกล่าวถือว่าเล็กน้อยจากความเป็นจริงไปเลย เมื่อพิจารณาจำนวนคดีความที่ทรัมป์ยื่นฟ้องสื่อในสหรัฐฯ หลายแห่ง
จากสัมภาษณ์ของทรัมป์กับสำนักข่าวจีบีนิวส์ (GB News) ซึ่งเป็นสื่อในสหราชอาณาจักร ดูเหมือนว่าทรัมป์เสียความรู้สึกอย่างมากกับสิ่งที่เขาเห็นว่าเป็นการตัดต่อที่ "ร้ายแรง" และตอนนี้เขาได้เพิ่มจำนวนเงินที่บอกว่าจะฟ้องร้องบีบีซีแล้ว โดยทรัมป์บอกกับผู้สื่อข่าวว่าตัวเลขจะอยู่ที่ "ระหว่าง 1,000-5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ" หรือประมาณ 32,000 - 161,000 ล้านบาทขณะที่อยู่บนเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวันเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (14 พ.ย.)
เพื่อให้เห็นภาพมากขึ้น เมื่อปีที่แล้วบีบีซีมีรายได้จากค่าธรรมเนียมใบอนุญาตอยู่ที่ 3.8 พันล้านปอนด์ หรือประมาณ 161,000 ล้านบาท
เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ทรัมป์กล่าวว่า "พวกเขาเปลี่ยนคำพูดที่ออกมาจากปากของผม" โดยเขาต้องการทราบว่าเหตุใดรายการสารคดีพาโนรามาถึงตัดต่อคลิปสุนทรพจน์สองช่วงเข้าด้วยกัน จนทำให้ "ความหมายแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง"
นอกจากนี้ทรัมป์ไม่ยอมรับคำชี้แจงของบีบีซีที่บอกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องไม่ตั้งใจ
อย่างไรก็ตาม นี่เป็นช่วงเวลาที่สำคัญมากในประวัติศาสตร์ของบีบีซี เพราะองค์กรนี้ยืนอยู่ได้เพราะถูกมองว่าไม่เอนเอียงไปทางฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง และเป็นแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือระดับโลก ท่ามกลางความเชื่อมั่นของสถาบันต่าง ๆ กำลังเสื่อมลง
ทว่าในตอนนี้บีบีซีกลับถูกมองในทางตรงกันข้าม และต้องเผชิญศึกทางกฎหมายที่ถูกจับตาจากสาธารณะเนื่องจากคู่กรณีเป็นชายที่มีอิทธิพลมากที่สุดของโลก ซึ่งตามมาด้วยค่าใช้จ่ายมหาศาล
แล้วจากจะนี้เป็นอย่างไร ?
นับตั้งแต่ประธานาธิบดีทรัมป์เริ่มขู่ดำเนินคดีกับบีบีซี เห็นได้ชัดว่าบีบีซีไม่มีความตั้งใจจ่ายค่าชดเชยให้กับเขา โดยองค์กรเชื่อว่าตนเองมีเหตุผลเพียงพอว่าในกรณีนี้ รายการพาโนรามาไม่ได้สร้างความเสียหายใด ๆ ต่อทรัมป์ ถึงแม้มีข้อผิดพลาดเกิดขึ้นจริง
ทรัมป์ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีไม่นานหลังจากรายการออกอากาศ และบีบีซีก็ยืนยันว่ารายการไม่ได้ออกอากาศช่องใดในสหรัฐฯ ดังนั้นสารคดีดังกล่าวจะสร้างความเสียหายให้เขาได้อย่างไร ?
ผู้เขียนคิดว่ามีฉันทามติทั้งในและนอกองค์กรบีบีซีว่าการใช้เงินจากค่าธรรมเนียมใบอนุญาตมาชำระให้ทรัมป์นั้น เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ตั้งแต่แรก
หลังจากบีบีซีปฏิเสธจะจ่ายค่าชดเชย อดีตผู้บริหารระดับสูงของบีบีซีคนหนึ่งบอกกับผู้เขียนว่า "พวกเขาตัดสินใจถูกต้องแล้ว" แต่ก็เสริมด้วยว่าหากประธานาธิบดีสหรัฐฯ ตัดสินใจฟ้องร้องบีบีซีจริง ทางองค์กรก็จะต้อง "เตรียมรับมืออย่างเต็มที่ และหาทนายที่เก่งที่สุดในรัฐฟลอริดา"
เหตุผลที่ต้องยอมเจรจาตั้งแต่แรก ก็เพื่อควบคุมค่าใช้จ่ายในระยะยาว แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าบีบีซีกำลังเข้าสู่การต่อสู้ทางกฎหมายที่ยืดเยื้อและมีค่าใช้จ่ายสูง ทั้งที่ความสนใจในตอนนี้ควรทุ่มเทสรรพกำลัง 100% ไปที่การเจรจาต่ออายุพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ขององค์กรซึ่งกำลังเข้มข้นมากขึ้นเรื่อย ๆ
หากเป็นช่วงสถานการณ์ปกติ ผู้บริหารระดับสูงของบีบีซีควรทุ่มเทอย่างเต็มที่กับสิ่งนี้ เนื่องจากมันเป็นช่วงเวลาสำคัญขององค์กรในการกำหนดบทบาท ขอบเขต วิธีการจัดหาเงินทุน และรายละเอียดของการดำรงอยู่ของบีบีซี ซึ่งจะต้องเจรจากับรัฐบาลให้เสร็จทันก่อนเริ่ม พ.ร.บ.ใหม่ในต้นปี 2028
ทว่า ในตอนนี้บีบีซีสูญเสียคนที่ควรเป็นผู้นำในเรื่องนี้อย่างทิม เดวี ผู้อำนวยการใหญ่ ไปแล้ว และในตอนนี้ผู้นำระดับสูงของบีบีซีต้องหันไปวางแผนรับมือกับการต่อสู้กับโดนัลด์ ทรัมป์ ที่อาจสร้างความเสียหายร้ายแรง หรือแม้กระทั่งส่งผลกระทบต่อการอยู่รอดขององค์กร โดยเพียงค่าธรรมเนียมทางกฎหมายเพียงอย่างเดียวก็เป็นค่าใช้จ่ายที่สูงมากแล้ว
ทั้งหมดนี้อาจหลีกเลี่ยงได้ หากบีบีซีเปิดเผยข้อผิดพลาดในสารคดีแต่เนิ่นและแก้ไขมัน แทนที่จะต้องเผชิญกับหนทางอันยาวไกล
อย่างไรก็ตาม อาจมีทางออกอื่น ๆ อยู่ เช่น บีบีซีจะขอให้รัฐบาลสหราชอาณาจักรเข้ามาช่วยผ่านช่องทางลับหรือไม่ ? สายตรงจากนายกรัฐมนตรีเคียร์ สตาร์เมอร์ จะเปลี่ยนใจทรัมป์ได้หรือเปล่า ? สตาร์เมอร์อยากจะเข้ามาเกี่ยวข้องในเรื่องนี้และใช้ทุนทางการเมืองของตัวเองกับประธานาธิบดีสหรัฐฯ หรือไม่ ?
สถานการณ์เชิงบวกที่เกิดขึ้นกับบีบีซีในสัปดาห์นี้ คือกรณีที่ลิซา แนนดี รมว.วัฒนธรรม ออกมาปกป้ององค์กรอย่างเข้มแข็ง
เธอกล่าวว่าบีบีซีนิวส์ช่วยกระจายความจริงออกไปอย่างกว้างขวาง และบอกว่าบีบีซีเป็น "แสงสว่างบนเนินเขาสำหรับผู้คนในยามมืดมน" ซึ่งช่วยผนึกประเทศให้เป็นหนึ่ง ผ่านรายการต่าง ๆ ไม่ว่าจะผ่านรายการ Celebrity Traitors ซึ่งนำเอาเหล่าคนดังมาระดมทุนเพื่อการกุศล หรือการรายงานข่าวในวันประวัติศาสตร์อย่างวันแห่งชัยชนะในยุโรปเมื่อสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง
ตรงกันข้าม โดนัลด์ ทรัมป์ เรียกบีบีซีว่า "เลวร้ายยิ่งกว่าข่าวลวง" รวมทั้งกล่าวหาว่าองค์กรและนักข่าวของบีบีซีมีพฤติกรรมมิชอบ
ดังนั้น การต่อสู้ครั้งนี้เริ่มต้นขึ้นอย่างเต็มรูปแบบแล้ว












