หนุ่มสาวคบหาดูใจกันยุคใหม่ ผิดหวังง่ายกว่ายุคก่อนจริงหรือ

Young woman looking stressed while tapping on her phone

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, คนหนุ่มสาวจำนวนมากยอมรับว่า มีความเครียดสูงในเรื่องการคบหาดูใจกับคนรัก
    • Author, โอซเก โอซเดมีร์
    • Role, บีบีซีแผนกภาษาตุรกี

สำหรับฮาซาล ไซริน หญิงวัย 34 ปี จากนครอิสตันบูลของตุรกีแล้ว การออกเดตหรือการคบหาดูใจกันระหว่างหนุ่มสาวในยุคปัจจุบันนั้น เทียบได้กับการนั่งรถไฟเหาะตีลังกาเลยทีเดียว

“มันเริ่มต้นด้วยความคาดหวังที่สูงลิ่ว ติดตามมาด้วยความตื่นเต้นเร้าใจ แล้วจบลงด้วยความผิดหวัง” ฮาซาลกล่าว “เรื่องราวความรักของใคร ๆ ก็เป็นแบบนี้กันหมด”

ฮาซาลบอกว่าเธอครองโสดมานานถึง 4 ปีแล้ว และพยายามค้นหาความรักครั้งใหม่อย่างแข็งขันมาโดยตลอด แต่ดูเหมือนว่าความพยายามที่จะสานสัมพันธ์กับคนที่เริ่มคบหาพูดคุยกันฉันคนรัก มักจะไม่ได้รับการตอบสนองด้วยดี สร้างความสับสนคับข้องใจให้กับเธอและเพื่อน ๆ ซึ่งล้วนแต่มีประสบการณ์ในทำนองเดียวกันหลายคน

เธออธิบายถึงเรื่องดังกล่าวว่า คนจำนวนไม่น้อยไม่อาจจะแสดงความสนอกสนใจ หรือแสดงความห่วงใยฝ่ายตรงข้ามอย่างจริงใจได้เลย แม้ว่าจะได้คบหาเรียนรู้กันมาระยะหนึ่งซึ่งนานพอสมควรแล้วก็ตาม

ฮาซาลบอกว่าเธอเคยถูกทิ้งแบบหายไปไม่บอกกล่าว (ghosting) มาแล้วหลายครั้ง ซึ่งเธอมองว่าเป็นสัญญาณของการขาดความเอาใจใส่หรือเห็นอกเห็นใจผู้อื่น

คำว่า “ghosting” ในที่นี้ หมายถึงพฤติกรรมที่จู่ ๆ คนผู้หนึ่งเงียบหายไปอย่างไร้ร่องรอย ตัดขาดหรือหลีกเลี่ยงการติดต่อทุกช่องทางกับคนที่เคยคบหาดูใจกันมา โดยไม่ได้ส่งสัญญาณเตือนล่วงหน้า หรือมีคำอธิบายให้เหตุผลใด ๆ ต่อการยุติความสัมพันธ์เลย

เหตุการณ์ในลักษณะนี้ทำให้ฮาซาลรู้สึกเบื่อหน่ายกับการหาคู่ครอง จนเธอเชื่อไปแล้วว่า สังคมยุคปัจจุบันมีน้อยคนมากที่ตั้งใจจะมองหาและสร้างสัมพันธ์รักอันแท้จริง

Elevated view of young woman looking for love with online dating app on smartphone while drinking coffee

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, กว่าครึ่งของชาวอเมริกันที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป มองว่าการคบหาดูใจกันเป็นเรื่องที่ยากและท้าทายมากขึ้น

ความผิดหวังในเรื่องการคบหาดูใจกันระหว่างคนหนุ่มสาวยุคใหม่ กลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่ถูกพูดถึงมากขึ้นเรื่อย ๆ ในการสนทนาประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นในร้านกาแฟหรือในสื่อสังคมออนไลน์

จากการสำรวจของศูนย์วิจัย Pew Research Center เมื่อปี 2019 พบว่ากว่าครึ่งหนึ่งของชาวอเมริกันที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป มองว่าการคบหาดูใจกันเป็นเรื่องที่ยากและท้าทายมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา

สำหรับเหตุผลที่มาของปัญหาดังกล่าว ผู้ตอบแบบสำรวจเห็นว่าเป็นเพราะการใช้เทคโนโลยีเพิ่มมากขึ้น อย่างเช่นแอปพลิเคชันหาคู่ในแพลตฟอร์มต่าง ๆ ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงที่จะก่อภัยอันตรายทั้งต่อร่างกายและจิตใจของผู้ใช้ ทำให้เกิดแนวคิดที่ว่าการคบหาดูใจไม่ใช่เรื่องส่วนบุคคลที่ลึกซึ้งละเอียดอ่อน จนการออกเดตยุคใหม่กลายเป็นเรื่องง่าย ๆ สบาย ๆ มากเกินไป นอกจากนี้ มาตรฐานจริยธรรมและบทบาททางเพศ รวมทั้งความคาดหวังของสังคมก็กำลังเปลี่ยนแปลงไปด้วย

กล่าวโดยสรุปแล้ว ผลการสำรวจข้างต้นได้ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า คนส่วนใหญ่ไม่สู้จะพึงพอใจกับชีวิตรักของตนที่อยู่ในช่วงคบหาดูใจกันสักเท่าไรนัก โดยต่างก็ท้อใจกับการค้นหาคู่ครองตัวจริงที่ช่างทำได้ยากเย็นเหลือเกิน

ยุคเสื่อมถอยของแอปฯ หาคู่

ดูเหมือนว่าบรรดาแอปพลิเคชันที่ช่วยจับคู่คนหนุ่มสาว ซึ่งในยุคหนึ่งอวดอ้างว่าสามารถจะช่วยให้เราพบเจอคนหน้าใหม่ ๆ ได้มากมายนั้น ได้สูญเสียความนิยมที่เคยมีไปเสียแล้ว

ปัจจุบันแอปพลิเคชัน “ทินเดอร์” (Tinder) มียอดการดาวน์โหลดลดลงมาก เมื่อเทียบกับช่วงที่ได้รับความนิยมสูงสุดในปี 2014 โดยขณะนี้มีจำนวนครั้งการดาวน์โหลดไม่ถึงหนึ่งในสามของเมื่อสิบปีก่อน ส่วนแอปพลิเคชันหาคู่ที่กำลังดังในตอนนี้อย่าง “บัมเบิล” (Bumble) เผยว่าผู้ใช้ส่วนใหญ่สนใจแต่การหาคู่แบบสบาย ๆ ที่มีแรงกดดันจากฝ่ายตรงข้ามต่ำเท่านั้น

“ชาวอเมริกันผู้ใช้งานบัมเบิลถึงหนึ่งในสามระบุว่า พวกเขากำลังหาคู่ไปเรื่อย ๆ แบบไม่เร่งร้อน แม้จะพยายามไปออกเดตอย่างสม่ำเสมอแต่ก็ไม่บ่อยครั้งนัก หรือเลือกที่จะคบหากับคู่เดตน้อยคนลง เพื่อถนอมรักษาสุขภาพจิตของตนเองซึ่งมีความสำคัญเหนือกว่า”

Young man using cellphone watching social media apps

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, คนรุ่นเจนซี (Gen Z) ถูกมองว่าขาดโอกาสในการพัฒนาทักษะการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลแบบตัวต่อตัว

ด้านคนรุ่นเจนซี (Gen Z) นั้น มักถูกมองว่าขาดโอกาสพัฒนาทักษะทางสังคมในการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแบบที่ต้องพบหน้าค่าตากันจริงตัวต่อตัว

นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยที่ชี้ว่า คนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ต้องเผชิญกับความเหนื่อยล้าทางอารมณ์ ซึ่งเกิดจากการใช้งานแอปพลิเคชันหาคู่อีกด้วย โดยองค์กรวิจัยเยาวชน Savanta พบว่าคนรุ่นเจนซีหรือคนที่เกิดระหว่างปี ค.ศ. 1997-2012 กว่า 90% มีความรู้สึกสับสนคับข้องใจจากการใช้แอปพลิเคชันหาคู่

แคธริน ลินด์เซย์ นักเขียนบทความเกี่ยวกับแนวโน้มทางวัฒนธรรมและอินเทอร์เน็ต บอกว่า “ช่วงเวลาแปลกพิลึกที่เราอยู่ในตอนนี้ เป็นช่วงที่ความนิยมในแอปฯ หาคู่กำลังถดถอย อย่างน้อยก็ในเชิงวัฒนธรรม แต่ก็ยังไม่มีสิ่งทดแทนหรือแอปฯ ใหม่ตัวไหนผงาดขึ้นมาแทนที่ได้อย่างแท้จริง”

ลินด์เซย์ยังบอกด้วยว่า การจัดงานชุมนุมพบปะทางสังคมหรือการสานสัมพันธ์ทางกายภาพให้มากขึ้น ไม่อาจช่วยคนเจนซีแก้ไขปัญหานี้ได้ ซ้ำร้ายการระบาดใหญ่ของโรคติดต่อก็ยิ่งตอกย้ำให้ประเด็นดังกล่าวรุนแรงขึ้น เพราะคนเจนซีจำนวนมากขาดโอกาสพัฒนาทักษะทางสังคมในการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลไปอย่างสิ้นเชิง

วิธีแก้ปัญหาแบบทันใจโดยอินฟลูเอนเซอร์

ในขณะที่ผู้คนบอกว่ารู้สึกสับสนและไม่พอใจกับการหาคู่มากขึ้น บรรดาสื่อสังคมออนไลน์แพลตฟอร์มต่าง ๆ ก็พากันนำเสนอเนื้อหาที่ว่าด้วยกลเม็ดเคล็ดลับในการหาคู่ รวมทั้งวิธีการรักษาความสัมพันธ์กันเต็มไปหมด

เหล่าอินฟลูเอนเซอร์มักอวดอ้างว่ามีหนทางแก้ปัญหารักได้อย่างรวดเร็วทันใจ โดยมักใช้ข้อความพาดหัวประเภท “กฎ 12 ข้อในการคบหาดูใจที่เปลี่ยนชีวิตฉัน” หรือ “ความลับ 3 ข้อ ที่ช่วยให้คุณโดดเด่นเมื่อออกเดต”

อินฟลูเอนเซอร์บางคนมีแนวโน้มจะส่งเสริมให้หนุ่มสาวมีความสัมพันธ์แบบอนุรักษนิยม เชิดชูคุณค่าแบบโบราณโดยกำหนดบทบาทและพฤติกรรมทางเพศที่ตายตัว อย่างเช่นผู้ชายควรเป็นคนจ่ายค่าอาหารในการออกเดตครั้งแรก หรือผู้หญิงควรแสดงจริตกิริยาที่นุ่มนวลอ่อนหวานสมหญิงเป็นต้น

สเตฟาน ลาบอสซิเยร์ โค้ชด้านความสัมพันธ์คนดังที่มีผู้ติดตามบนยูทิวบ์ถึง 1.5 ล้านคน มักผลิตคลิปวิดีโอที่มีหัวข้อในทำนองว่า “9 ความผิดพลาดยอดแย่ระหว่างออกเดต ที่ทำให้ผู้ชายหมดอารมณ์” หรือไม่ก็ “คำแนะนำหนึ่งเดียวที่จำเป็นสำหรับผู้หญิงในการออกเดต”

แทม คอร์ ผู้สร้างสรรค์เนื้อหาทางออนไลน์ที่อาศัยอยู่ในกรุงลอนดอนของสหราชอาณาจักร พูดถึง “มาตรฐานการออกเดตแบบดูแพง และวิธีวางตัวให้ได้รับการปฏิบัติเยี่ยงเจ้าหญิง” ซึ่งทั้งหมดนี้อยู่ในวิดีโอของเธอที่ตั้งชื่อไว้อย่างเหมาะสมว่า “ผู้หญิงจะออกเดตอย่างไรให้ประสบความสำเร็จ”

Woman messaging using online dating app

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, วิดีโอของอินฟลูเอนเซอร์บนโซเชียลมีเดียว่าด้วยวิธีออกเดต มีผู้กดไลก์แสดงความชื่นชอบจำนวนมหาศาล

แคซิอาห์ เวสต์ อินฟลูเอนเซอร์ที่มีผู้ติดตามเกือบครึ่งล้านคนบนแอปพลิเคชันติ๊กตอก (TikTok) ถึงกับให้คำแนะนำว่า “ถ้าอยากให้ใครสักคนมาหมกมุ่นหลงใหลในตัวคุณ ต้องทำเป็นเมินไม่สนใจเขา”

อย่างไรก็ตาม แคธริน ลินด์เซย์ บอกว่ายังมีผู้ผลิตเนื้อหาทางออนไลน์จำนวนหนึ่ง ที่มุ่งส่งเสริมแนวคิดแบบก้าวหน้าและเท่าเทียมทางเพศในการหาคู่อยู่ แต่อัลกอริทึมของสื่อสังคมออนไลน์ก็มักจะนำผู้ใช้ไปสู่การรับชมเนื้อหาแบบเดิม ๆ ที่ส่งเสริมบรรทัดฐานทางสังคมแบบเก่า

เธอบอกว่าอินฟลูเอนเซอร์และผู้ผลิตเนื้อหาส่วนใหญ่ มักมุ่งเน้นในการเล่นกับความรู้สึกเหงาโดดเดี่ยวและสิ้นหวังของคนทั่วไป “หากคุณเป็นผู้ผลิตเนื้อหาที่ต้องการได้ยอดคนคลิกเข้าชมวิดีโอมาง่าย ๆ คุณก็ต้องอวดอ้างว่ามีวิธีแก้ปัญหาที่ได้ผล ในภาวะที่ผู้คนกำลังรู้สึกหมดหวังหรือสิ้นหวังไปแล้ว”

ฮาซาล ไซริน บอกว่าเธอเองก็เห็นคลิปวิดีโอที่ให้คำแนะนำในการหาคู่ผ่านตาบ่อย ๆ ในสื่อสังคมออนไลน์ “มันเป็นกระแสที่พบเห็นได้ทั่วไป ผู้คนต่างถกกันเรื่องคำแนะนำในการหาคู่ไปด้วยพลางแต่งหน้าไปด้วย บางคำแนะนำก็ไร้สาระ แต่บางเรื่องก็เป็นประโยชน์จริง ๆ”

ฮาซาลยังเชื่อว่ามีคำแนะนำที่เป็น “กฎสากล” ซึ่งควรปฏิบัติตามเสมอในการหาคู่ “เราไม่ควรจะเปิดเผยตัวเองให้มากจนเกินไป และควรจะใช้เทคนิคบางอย่างในการสื่อสารกับผู้ชาย”

การเดินทางเพื่อค้นหาตัวเอง

มีสูตรสำเร็จที่ช่วยแก้ปัญหาในเรื่องการหาคู่ครองอยู่จริงหรือ ? ต่อประเด็นนี้ เคที กิลลิส นักจิตบำบัดและนักเขียนบอกปฏิเสธอย่างชัดเจนว่า “น่าเสียดายที่มันไม่มีจริง”

“แม้ฉันจะอยากให้โลกมีอัลกอริทึมที่สมบูรณ์แบบสำหรับความรัก แต่ฉันคิดว่าผู้คนชอบฝันลม ๆ แล้ง ๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้ เพราะมันทำให้พวกเขายังคงมีหวัง”

กิลลิสอธิบายเพิ่มเติมว่า เนื่องจากการคบหาดูใจและสร้างความสัมพันธ์นั้นก่อความเครียดได้สูง ผู้คนจึงแสวงหาคำแนะนำทางออนไลน์ เพื่อลดและเลี่ยงความรู้สึกอึดอัดคับข้องใจเป็นธรรมดา แต่อย่างไรก็ตาม การคบหาเรียนรู้เพื่อสร้างความสัมพันธ์กับใครสักคน ควรจะเป็นการเดินทางเพื่อค้นหาตัวเองมากกว่า ซึ่งมันจะช่วยให้เราได้รู้ว่าตนเองเป็นใคร และต้องการอะไรจากคู่ชีวิตกันแน่

Couple sitting on a sofa

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, เพื่อไม่ให้เกิดความอึดอัดคับข้องใจในการออกเดต ผู้เชี่ยวชาญบอกให้เราเป็นตัวของตัวเอง

ชีวานี มิสรี สาธู นักจิตวิทยาและผู้ให้คำปรึกษาด้านชีวิตสมรส บอกว่าเราควรจะมองหาความสัมพันธ์ในแบบที่เราต้องการจะมี ไม่ใช่มองหาความสัมพันธ์ในแบบที่สังคมเป็นผู้บงการว่ามันควรจะเป็นเช่นนั้น

“ความสัมพันธ์ไม่ใช่สูตรคณิตศาสตร์ ที่เราจะต้องแก้สมการหรือไขปัญหานั้นออกมาให้ได้ ไม่มีทางลัดไปสู่ความสัมพันธ์ที่ดีงาม คุณจะต้องลงมือสร้างมันขึ้นมาเท่านั้น” ชีวานีกล่าว เธอยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการสื่อสารที่ชัดเจน และการมีความจริงใจต่อกัน

กิลลิสเห็นด้วยกับคำกล่าวข้างต้นและแนะนำเพิ่มเติมว่า เพื่อไม่ให้เกิดความอึดอัดคับข้องใจในการออกเดต เราควรจะเป็นตัวของตัวเองโดยไม่ต้องเสแสร้งแกล้งทำสิ่งใด “จงเป็นในแบบที่คุณเป็นอย่างแท้จริง”