ในที่สุดสหรัฐฯ กับจีนก็เจรจากันแล้ว ทำไมต้องเป็นตอนนี้?

ที่มาของภาพ, EPA
- Author, โก อีเว และ ลอรา บิกเกอร์
- Role, บีบีซีนิวส์
สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนอาจเริ่มคลี่คลายลง เมื่อ 2 ประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดของโลกจะเริ่มเปิดเจรจากันในประเทศสวิตเซอร์แลนด์
เจ้าหน้าที่การค้าระดับสูงจากทั้ง 2 ฝ่ายจะพบกันในวันเสาร์ (10 พ.ค.) ซึ่งถือเป็นการประชุมระดับสูงครั้งแรกนับตั้งแต่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ โจมตีจีนด้วยมาตรการภาษีศุลกากรเมื่อเดือน ม.ค.
ปักกิ่งตอบโต้กลับทันควันและเกิดการเผชิญหน้าอย่างตึงเครียดเมื่อทั้ง 2 ประเทศเรียกเก็บภาษีต่อกัน ขณะนี้อัตราภาษีขึ้นไปอยู่ที่ 125% ทว่าสินค้าจีนบางรายการที่นำเข้าไปสหรัฐฯ ต้องเผชิญกับอัตราภาษีสูงถึง 245%
ในช่วงหลายสัปดาห์แห่งการปะทะคารมดุเดือด และบางครั้งถึงขั้นรุนแรง แต่ละฝ่ายพยายามวาดภาพอีกฝ่ายให้เป็นพวกที่สิ้นหวังมากกว่า
แต่ในที่สุดพวกเขาต้องเผชิญหน้ากันบนโต๊ะเจรจาในสุดสัปดาห์นี้ แล้วทำไมต้องเป็นตอนนี้
รักษาหน้า
แม้มีการประกาศเรียกเก็บภาษีตอบโต้กันไปมาหลายยก แต่ทั้ง 2 ฝ่ายต่างส่งสัญญาณว่าต้องการผ่าทางตัน แต่ไม่ชัดเจนว่าใครจะเริ่มก่อน
สตีเฟน โอลสัน นักวิจัยอาวุโสประจำสถาบันไอซีส-ยูซอฟ อิสฮัค (ISEAS-Yusof Ishak) ของสิงคโปร์ และอดีตผู้เจรจาการค้าของสหรัฐฯ กล่าวว่า "ไม่มีฝ่ายไหนต้องการให้ตัวเองดูเหมือนว่าก้าวถอยหลังกลับ"
"การเจรจากำลังเกิดขึ้นขณะนี้ เนื่องจากทั้ง 2 ประเทศพิจารณาแล้วว่าสามารถเดินหน้าต่อไปได้โดยไม่ดูราวว่าตนยอมแพ้ให้อีกฝ่าย"
หลิน เจี้ยน โฆษกกระทรวงต่างประเทศจีน เน้นย้ำเมื่อวันพุธ (7 พ.ค.) ว่า "การเจรจานี้จัดขึ้นตามคำร้องขอของสหรัฐฯ" และกระทรวงพาณิชย์กำหนดกรอบเรื่องนี้ว่าเป็นการช่วยเหลือวอชิงตัน โดยกล่าวว่ากำลังตอบรับ "ข้อเรียกร้องจากภาคธุรกิจและผู้บริโภคในสหรัฐฯ"
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลทรัมป์อ้างว่าเจ้าหน้าที่จีน "ต้องการทำธุรกิจอย่างมาก" เนื่องจาก "เศรษฐกิจของพวกเขากำลังพังทลายลง"
"พวกเขาบอกว่าเราเป็นฝ่ายเริ่มก่อนเหรอ ผมคิดว่าพวกเขาน่าจะกลับไปศึกษาเอกสารของพวกเขา" ทรัมป์ กล่าวที่ทำเนียบขาวเมื่อ 7 พ.ค.

ที่มาของภาพ, Getty Images
แต่เมื่อการเจรจาใกล้เข้ามา ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ก็ใช้ถ้อยคำที่เป็นทางการมากขึ้น โดยกล่าวว่า "เราทุกคนสามารถเล่นเกมได้ ใครเป็นคนเริ่มก่อนหรือหลัง ไม่สำคัญ" เขากล่าวกับผู้สื่อข่าวในวันต่อมา (8 พ.ค.) และย้ำว่า "สิ่งสำคัญคือสิ่งที่เกิดขึ้นในห้องนั้นเท่านั้น"
ช่วงเวลานี้ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญสำหรับปักกิ่งเช่นกัน เนื่องจากเป็นช่วงที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ไปเยือนกรุงมอสโก ประเทศรัสเซีย โดยเมื่อวันศุกร์ (9 พ.ค.) เขาเป็นแขกผู้มีเกียรติในขบวนพาเหรดเนื่องในวันแห่งชัยชนะ เพื่อรำลึกถึงวันครบรอบ 80 ปีแห่งชัยชนะของสหภาพโซเวียตเหนือนาซีเยอรมนีในสงครามโลกครั้งที่ 2
สี จิ้นผิง ยืนเคียงข้างผู้นำจากทั่วโลกใต้ ซึ่งถือเป็นเครื่องเตือนใจรัฐบาลของทรัมป์ว่าจีนไม่เพียงแต่มีทางเลือกอื่นสำหรับการค้าเท่านั้น แต่ยังแสดงตนเป็นผู้นำระดับโลกอีกด้วย
สิ่งนี้ทำให้ปักกิ่งแสดงความแข็งแกร่งแม้ในห้วงที่กำลังหันหน้าสู่โต๊ะเจรจา
แรงกดดัน
ทรัมป์ ยืนกรานว่า ภาษีจะทำให้สหรัฐฯ แข็งแกร่งกว่าเดิม และปักกิ่งก็ให้คำมั่นว่าจะ "ต่อสู้จนถึงที่สุด" แต่โดยข้อเท็จจริงคือภาษีกำลังส่งผลกระทบต่อทั้ง 2 ประเทศ
ข้อมูลของรัฐบาลระบุว่า ผลผลิตจากโรงงานในจีนได้รับผลกระทบ กิจกรรมการผลิตในเดือน เม.ย. ลดลงสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือน ธ.ค. 2023 และการสำรวจโดยสำนักข่าวไฉซินในสัปดาห์นี้ชี้ให้เห็นว่ากิจกรรมภาคบริการลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 7 เดือน
บีบีซีพบว่า ผู้ส่งออกชาวจีนได้รับผลกระทบจากภาษีศุลกากรที่สูงมาก ทำให้มีสินค้าค้างคลังมากขึ้น ถึงแม้พวกเขาพยายามมองหาตลาดอื่นนอกจากสหรัฐฯ ก็ตาม
"ผมคิดว่า [จีน] ตระหนักดีว่าการตกลงกันยังดีกว่าไม่มีข้อตกลง" เบิร์ต ฮอฟแมน ศาสตราจารย์จากสถาบันเอเชียตะวันออกแห่งมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ กล่าว
"ดังนั้นพวกเขาจึงมีมุมมองแบบปฏิบัตินิยม และบอกว่า 'โอเค เราต้องเริ่มการเจรจา'"
เมื่อวันหยุดวันแรงงานในจีนสิ้นสุดลง เจ้าหน้าที่ในกรุงปักกิ่งจึงตัดสินใจว่าถึงเวลาแล้วที่จะหารือกัน
ในอีกด้านหนึ่ง ความไม่แน่นอนที่เกิดจากภาษีศุลกากรทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ หดตัวเป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปี
อุตสาหกรรมที่ต้องพึ่งพาสินค้าที่ผลิตในจีนมาเป็นเวลานานเป็นที่น่ากังวลเป็นพิเศษ เจ้าของบริษัทผลิตของเล่นรายหนึ่งในลอสแองเจลิส ประเทศสหรัฐฯ กล่าวกับบีบีซีว่า พวกเขากำลัง "เผชิญกับการล่มสลายของห่วงโซ่อุปทานโดยสิ้นเชิง"

ที่มาของภาพ, BBC/Xiqing Wang
ทรัมป์ เองก็ยอมรับว่าผู้บริโภคชาวสหรัฐฯ จะรู้สึกเจ็บปวด
เด็กชาวอเมริกันอาจจะ "มีตุ๊กตา 2 ตัวแทนที่จะเป็น 30 ตัว" เขากล่าวในการประชุมคณะรัฐมนตรีในเดือนนี้ "และบางทีตุ๊กตา 2 ตัว อาจมีราคาสูงกว่าปกติสัก 2 เหรียญ"
คะแนนความนิยมของ ทรัมป์ ดิ่งลง เนื่องมาจากความกังวลเกี่ยวกับภาวะเงินเฟ้อและภาวะเศรษฐกิจถดถอย โดยคนอเมริกันมากกว่า 60% กล่าวว่า ประธานาธิบดีให้ความสำคัญกับภาษีศุลกากรมากเกินไป
"ทั้ง 2 ประเทศกำลังรู้สึกกดดันที่จะต้องสร้างความมั่นใจให้กับตลาด ธุรกิจ และผู้มีสิทธิเลือกตั้งในประเทศที่กำลังวิตกกังวลมากขึ้น" นายโอลสันกล่าว
"การประชุม 2-3 วันในเจนีวาจะตอบสนองวัตถุประสงค์ดังกล่าว"
จะเกิดอะไรขึ้นหลังจากนี้
ถึงแม้การเจรจาจะสร้างมุมมองในเชิงบวก แต่ข้อตกลงอาจต้องใช้เวลาสักระยะจึงจะบรรลุผล
ศ.ฮอฟแมน กล่าวว่า การพูดคุยส่วนใหญ่จะ "แตะเรื่องพื้นฐาน" และเสริมว่าการเจรจาครั้งนี้อาจดูเหมือนเป็นการ "แลกเปลี่ยนสถานะ" และหากทุกอย่างเป็นไปด้วยดี "จะมีการกำหนดวาระการประชุมสำหรับการเจรจาในอนาคต"
โดยรวมแล้ว คาดว่าการเจรจาจะกินเวลาหลายเดือน แบบที่เคยเกิดขึ้นในวาระแรกของทรัมป์
หลังจากใช้มาตรการภาษีตอบโต้กันมานานเกือบ 2 ปี สหรัฐฯ และจีนลงนามข้อตกลง "ระยะที่ 1" ในช่วงต้นปี 2020 เพื่อระงับหรือลดการจัดเก็บภาษีบางประเภท แม้ขณะนั้นข้อตกลงดังกล่าวไม่ได้ระบุประเด็นที่เป็นอุปสรรคยุ่งยากกว่า เช่น การอุดหนุนของรัฐบาลจีนสำหรับอุตสาหกรรมสำคัญ หรือกรอบเวลาในการยกเลิกการจัดเก็บภาษีที่เหลืออยู่
ในความเป็นจริง ภาษีหลายอย่างยังคงอยู่และส่งต่อมาถึงสมัยของประธานาธิบดีโจ ไบเดน และกำแพงภาษีล่าสุดของ ทรัมป์ ยังไปเพิ่มอัตราภาษีเดิมอีกด้วย
นายโอลสันกล่าวว่า สิ่งที่อาจเกิดขึ้นในครั้งนี้คือ "ข้อตกลงระยะที่ 1 ที่เข้มข้น" นั่นคือ ข้อตกลงนี้จะไปไกลกว่าข้อตกลงก่อนหน้านี้ และพยายามแก้ไขวิกฤตต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นหลายอย่าง ตั้งแต่การค้าเฟนทานิลผิดกฎหมายที่สหรัฐฯ ต้องการให้จีนปราบปรามให้หนัก ไปจนถึงความสัมพันธ์ระหว่างปักกิ่งกับมอสโก
แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าทั้งหมดนี้เป็นเรื่องไกลตัว
"ความขัดแย้งเชิงระบบที่ก่อให้เกิดปัญหาความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน จะไม่ได้รับการแก้ไขในเร็ววันนี้" นายโอลสันกล่าวเสริม
"เจนีวาจะออกแต่แถลงการณ์ที่ไม่แสดงความรู้สึกเกี่ยวกับ 'บทสนทนาที่ตรงไปตรงมา' และความปรารถนาที่จะพูดคุยต่อไปเท่านั้น"











