สงครามการค้าสหรัฐ-จีน: ใครจะยอมอ่อนข้อนั่งเจรจาก่อนกัน ?

ที่มาของภาพ, Getty Images
- Author, เกวิน บัตเลอร์
- Role, บีบีซีนิวส์, สิงคโปร์
ในช่วงเช้าของวันศุกร์ (2 พ.ค.) ตามเวลาท้องถิ่น โฆษกกระทรวงพาณิชย์ของจีนแถลงว่ารัฐบาลกำลังเตรียมพร้อมสำหรับความเป็นไปได้สำหรับการเจรจาเกี่ยวกับภาษีนำเข้ากับสหรัฐอเมริกา
นี่คือข่าวที่ทั้งโลกกำลังตั้งตารอ หลังสหรัฐฯ ตั้งภาษีนำเข้าสูงลิ่วจนน่าหวั่นใจ สินค้าบางรายการจากจีนโดนภาษีสูงถึง 245% ส่งผลกระทบต่อการค้าระหว่างสองมหาอำนาจเศรษฐกิจของโลก และยิ่งทำให้แนวโน้มของภาวะเศรษฐกิจถดถอยเพิ่มสูงขึ้น
"เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ย้ำหลายครั้งว่าพร้อมเจรจากับจีนเรื่องภาษี" โฆษกของจีนกล่าวกับผู้สื่อข่าว
"จุดยืนของจีนชัดเจนเสมอ หากจะสู้ก็สู้จนถึงที่สุด แต่หากจะเจรจา ประตูก็เปิดอยู่... หากสหรัฐฯ อยากพูดคุย ต้องแสดงความจริงใจ ปรับปรุงแก้ไขพฤติกรรมที่ผิด ๆ และยกเลิกมาตรการภาษีเพียงฝ่ายเดียวเสียก่อน"
แถลงการณ์นี้เกิดขึ้นเพียงหนึ่งวันหลังจากบัญชี Weibo ที่เชื่อมโยงกับสื่อทางการจีนเผยว่าสหรัฐฯ เป็นฝ่ายเริ่มต้นเสนอการเจรจา และหนึ่งสัปดาห์หลังทรัมป์อ้างว่าการหารือได้เริ่มต้นแล้ว ซึ่งจีนออกมาปฏิเสธ
"จีนไม่จำเป็นต้องพูดคุยกับสหรัฐฯ" บัญชี Weibo ชื่อ Yuyuantantian ที่เกี่ยวข้องกับสถานีโทรทัศน์ซีซีทีวี (CCTV) ของรัฐจีนโพสต์เมื่อวันพฤหัสบดี "จากมุมมองของการเจรจา ตอนนี้สหรัฐฯ เป็นฝ่ายร้อนใจมากกว่าอย่างชัดเจน"
ถ้อยคำเหล่านี้สะท้อนถึงวงจรของการกล่าวอ้างและการปฏิเสธที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ จากทั้งสองฝ่าย เมื่อต่างฝ่ายต่างก็ไม่ยอมเป็นผู้เริ่มต้นเจรจาอย่างเป็นทางการ
คำถามจึงไม่ใช่ "จะมีการเจรจาไหม" แต่คือ "เมื่อไร ภายใต้เงื่อนไขใด และใครจะเป็นฝ่ายเริ่มก่อน"
ดึงเช็ง-ไม่เสียหน้า
ผู้เชี่ยวชาญอธิบายการชิงเหลี่ยมในครั้งนี้ว่าเป็น "เกมไก่" [ในภาษาอังกฤษคือการเปรียบเปรยสถานการณ์ที่ทั้งสองฝ่ายเลือกเล่นเกมเสี่ยง ๆ เพื่อดูว่าใครจะกล้ากว่ากัน] ระหว่างโดนัลด์ ทรัมป์ และสี จิ้นผิง ผู้นำจีน ที่ต่างฝ่ายต่างพยายามรักษาหน้าตา ขณะเดียวกันก็แอบแสวงหาข้อตกลงที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน เช่น การคลี่คลายความตึงเครียดในสงครามการค้า
"ผมมองว่าคงจะมีการโยนกันไปโยนกันมาแบบนี้ เพราะทั้งรัฐบาลฟากกรุงวอชิงตันและกรุงปักกิ่งไม่ต้องการดูเหมือนเป็นฝ่ายที่ยอมก่อน"
ศ.จา เอียน ชง แห่งภาควิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ กล่าว "[แต่] การลดระดับความขัดแย้งจะเป็นผลดีโดยรวมต่อทั้งสองฝ่าย ดังนั้นมันจึงมีแรงจูงใจในภาพใหญ่ให้เดินไปในทางนั้น"
ด้าน เหวิน-ตี้ ซ่ง นักวิชาการจากศูนย์ศึกษาจีนในบริบทโลกของออสเตรเลีย เปรียบเทียบไว้ว่า "มันเหมือนรถแข่งสองคันที่พุ่งชนเข้าหากัน ใครหักหลบก่อนจะถูกมองว่าอ่อนแอกว่า และตอนนี้ ไม่มีฝ่ายใดอยากดูอ่อนแอ"
ผู้นำที่ยอมรับว่าเป็นฝ่ายเริ่มเจรจาภาษี จะถูกมองว่าเป็นฝ่ายยอมถอยในการต่อรอง
"ใครที่ดูเหมือนหมดหวัง คนนั้นจะเสียเปรียบในการเจรจา" ซ่งกล่าว
"ทั้งสองฝ่ายต่างต้องการทำให้ดูว่าเป็นอีกฝ่ายต่างหากที่ดูสิ้นหวังมากกว่า"

ที่มาของภาพ, Getty Images
ภาวะชะงักงันที่แปลกประหลาดนี้ แม้ทั้งสองฝ่ายต่างก็ต้องการผลลัพธ์เดียวกัน แต่กลับไม่มีใครอยากเป็นฝ่ายเสนอให้เริ่มเจรจาก่อน ทำให้เกิด "ยุทธศาสตร์ความคลุมเครือเชิงสร้างสรรค์" (constructive ambiguity) หรือการจงใจใช้ถ้อยคำที่กำกวมพอจนทั้งสองฝ่ายสามารถตีความว่าตนเองเป็นฝ่ายถูก
ซ่งระบุว่า นี่คือยุทธวิธีที่อธิบายเบื้องหลังโพสต์ของบัญชีเว่ยป๋อชื่อ Yuyuantantian
"นี่คือความพยายามของปักกิ่งที่จะใช้เกมเล่นคำเพื่อเปิดทางลงจากวงจรความตึงเครียด ให้ทั้งสองฝ่ายสามารถค่อย ๆ ลดระดับความขัดแย้งลงได้" เขากล่าว
อีกหนึ่งในวิธีหลีกหนีจากเกมไก่นี้ คือการให้บุคคลที่สามเข้ามาเป็นคนกลาง เสนอทางลงให้กับทั้งสองฝ่าย
ซ่งอธิบายว่ายังมีอีกทาง คือการตีความคำว่า "อีกฝ่ายเริ่มต้น" ให้หลวมขึ้นมา
เพื่อให้ฝ่ายที่ยอมเข้าสู่โต๊ะเจรจาก่อน ยังสามารถอ้างได้ว่า "แค่ตอบสนอง" ไม่ใช่เป็นผู้เริ่ม
ในกรณีของทรัมป์และสี จิ้นผิง นั่นหมายความว่า การเจรจาภาษีศุลกากรสามารถเริ่มต้นได้ด้วยการที่ผู้นำทั้งสองอ้างว่าตนได้รับชัยชนะบางประการในสงครามการค้า
ชัยชนะภายในบ้าน
ภาพลักษณ์คือสิ่งสำคัญในเกมนี้ อย่างที่ ศ.ชง ชี้ให้เห็นว่า แม้การลดระดับความตึงเครียดจะเป็นเป้าหมายหนึ่ง แต่อีกเรื่องที่ทั้งทรัมป์และสี จิ้นผิงให้ความสำคัญไม่น้อยกว่ากัน คือ การแสดงให้ประชาชนในประเทศเห็นว่า "ตนเป็นผู้ชนะ"
"ทรัมป์ต้องการแสดงให้เห็นว่าเขาทำให้รัฐบาลจีนยอมจำนนได้ ส่วนทางฝั่งจีน สี จิ้นผิงเองก็คงอยากให้ประชาชนและชาวโลกเห็นว่า เขาทำให้ทรัมป์อ่อนลง มีเหตุผล และยอมประนีประนอมมากขึ้น" ศ.ชงกล่าว
ณ เวทีภายในประเทศ ผู้นำทั้งสองคนต่างเผชิญกับแรงกดดันจากผลกระทบของภาษี
ทรัมป์ต้องพยายามควบคุมความกังวลเรื่องเศรษฐกิจถดถอย หลังข้อมูลล่าสุดระบุว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ หดตัวในไตรมาสแรก ครั้งแรกนับจากปี 2022
ขณะเดียวกัน สี จิ้นผิง ซึ่งก่อนจะเกิดสงครามภาษีก็เผชิญปัญหาบริโภคภายในประเทศตกต่ำ วิกฤตอสังหาริมทรัพย์ และการว่างงานอยู่แล้ว ก็ต้องสร้างความมั่นใจให้ประชาชนว่าเขารับมือกับสงครามการค้านี้ได้ และยังสามารถปกป้องเศรษฐกิจจีนที่ยังไม่ฟื้นเต็มที่หลังโควิดได้เช่นกัน
ซ่งกล่าวว่า "ทั้งทรัมป์และสีต่างก็รู้ดีว่า ณ จุดนี้ของสงครามการค้า ไม่มีใครชนะขาดลอยอีกต่อไปแล้ว"
"ทรัมป์รู้ว่าเขาคงไม่ได้ในสิ่งที่ต้องการทั้งหมด เลยพยายามหาจุดสมดุลที่จีนอาจยอมให้เขาชนะพอเป็นหน้าเป็นตาได้บ้าง โดยเฉพาะเพื่อตอบสนองกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งในประเทศ"
ขณะที่จีนก็ไม่ใช่ไม่พร้อมเจรจา แต่ "ยังติดอยู่ที่ว่า ราคาที่เหมาะสมในการยอมครั้งนี้ควรเป็นเท่าไหร่" ซ่งกล่าว

ที่มาของภาพ, Getty Images
สำหรับสี จิ้นผิง ซ่งอธิบายว่าสถานการณ์ตอนนี้เปรียบเสมือน "เกมสองระดับ"
"จีนต้องบริหารจัดการทั้งการเจรจากับสหรัฐฯ และในเวลาเดียวกันก็ต้องรักษาหน้าภายในประเทศ เพื่อให้ผู้นำจีนสามารถยึดตามคำอธิบายที่ให้ไว้กับประชาชนที่ว่า 'ตะวันออกกำลังผงาด ส่วนตะวันตกกำลังถดถอย'" เขากล่าว
"หากตะวันออกต้องก้มกราบตะวันตก ก็คงพูดไม่ได้เต็มปากว่าตะวันออกกำลังผงาดขึ้นมา"
จนถึงขณะที่เขียนรายงานนี้ สหรัฐฯ ยังไม่ได้ปฏิเสธคำกล่าวอ้างของจีนที่ระบุว่าสหรัฐฯ เป็นฝ่ายพยายามเริ่มต้นการเจรจา
แต่การที่ทั้งสองฝ่ายต่างก็อ้างถึงความพยายามดังกล่าว แสดงให้เห็นว่า "มีการติดต่อกันอยู่บ้าง" ตามความเห็นของ ศ.ชง
"ทั้งสองฝ่ายกำลังพูดคุยกัน" เขากล่าว "และนั่นก็เป็นสัญญาณว่าอาจมีโอกาสในการหาทางออกร่วมกัน"
อย่างไรก็ตาม การเริ่มต้นเจรจาไม่ได้หมายความว่าความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และจีนที่มีปัญหามาตั้งแต่ก่อนทรัมป์จะจุดชนวนสงครามการค้า กำลังจะกลับมามั่นคงในเร็ววันนี้
ศ.ชงยังไม่กล้าคาดหวังมากนัก เพราะจากท่าทีที่ยังคงยึดภาพลักษณ์และการวางหมากกันอยู่ แสดงว่าทั้งสองฝ่ายยังไม่ถึงจุดที่ "ต่างฝ่ายต่างจริงจังที่จะหาทางออก"
"แต่ละฝ่ายยังคาดหวังว่าคู่เจรจาจะเป็นฝ่ายยอมก่อน ดังนั้นพวกเขาจะยังคงยื้อตำแหน่ง ยื้อตัวเองไว้ในเกมนี้ จนกว่าจะเห็นว่าใครจะเป็นฝ่ายกะพริบตาก่อน" เขากล่าวทิ้งท้าย











