เอเปค : 21 ผู้นำรับรอง “เป้าหมายกรุงเทพฯ ว่าด้วยเศรษฐกิจ BCG”และเสียงส่วนใหญ่ย้ำจุดยืน “ประณามสงครามในยูเครน”

เอเปค

ที่มาของภาพ, สำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

คำบรรยายภาพ, พล.อ ประยุทธ์ ทำพิธีส่งมอบการเป็นเจ้าภาพการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคให้แก่สหรัฐอเมริกา ผ่านนางกมลา แฮร์ริส รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ เมื่อ 19 พ.ย.

นายกรัฐมนตรีประกาศ “ความสำเร็จอย่างงดงาม” ของการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (เอเปค) พร้อมระบุว่ามีความกังวลต่อผลกระทบจากสถานการณ์การคุกคามด้านนิวเคลียร์

ผู้นำ 21 เขตเศรษฐกิจร่วมกันลงนามรับรองเอกสาร 2 ฉบับ ได้แก่ ปฏิญญาผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค 2022 และ “เป้าหมายกรุงเทพฯ ว่าด้วยเศรษฐกิจ BCG” อันหมายถึง เศรษฐกิจชีวภาพ-เศรษฐกิจหมุนเวียน-เศรษฐกิจสีเขียว (Bio-Circular-Green Economy : BCG Model) เพื่อวางรากฐานในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกอย่างครอบคลุม ยั่งยืน และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบ ซึ่งโอกาสนี้ เอเปคได้ร่วมเปิดตัวเว็บไซต์ bangkokgoals.apec.org อีกด้วย

เศรษฐกิจ BCG ประกอบด้วย 4 เป้าหมาย ได้แก่ 1. การจัดการกับปัญหาสภาพภูมิอากาศ/การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ 2. การค้าและการลงทุนที่ยั่งยืน 3. การบริหารจัดการทรัพยากรยั่งยืนและอนุรักษ์ ความหลากหลายทางชีวภาพ และ 4. การลดและบริหารจัดการของเสีย

ในฐานะเจ้าภาพจัดการประชุม พล.อ. ประยุทธ์ จันทรโอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม แถลงว่า การประชุมผู้นำเอเปค “จบลงแล้วด้วยความสำเร็จอย่างงดงาม” โดยถือเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 4 ปีที่ผู้นำเอเปคเดินทางมาประชุมแบบพบหน้า และไทยได้ต้อนรับคณะผู้นำ ผู้เข้าร่วมประชุม และสื่อต่างชาติรวมกว่า 5,000 คน

เอเปค

ที่มาของภาพ, สำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

พล.อ. ประยุทธ์กล่าวด้วยว่า ที่ประชุมยังได้หยิบยกสถานการณ์การคุกคามด้านนิวเคลียร์ ไทยในฐานะเจ้าภาพเอเปค “เข้าใจและมีความห่วงกังวลต่อผลกระทบ โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ และพร้อมร่วมมือกับหุ้นส่วนต่าง ๆ เพื่อหาทางแก้ไขประเด็นปัญหาอย่างใกล้ชิดต่อไป”

การประชุมสุดยอดผู้นำเอเปค จัดขึ้นระหว่าง 18-19 พ.ย. ภายใต้แนวคิดหลักที่ว่า “เปิดกว้าง สร้างสัมพันธ์ เชื่อมโยงกัน สู่สมดุล” ทว่าเวทีความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกต้องถูกขัดจังหวะ เมื่อนางกมรา แฮร์ริส รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ เรียกรวมตัวฉุกเฉินผู้นำและผู้แทน 6 ชาติสมาชิกเอเปคเมื่อ 18 พ.ย. เพื่อร่วมกันประณามการยิงทดสอบขีปนาวุธพิสัยไกลข้ามทวีปที่คาดว่าเป็นของเกาหลีเหนือ

ประเทศสมาชิกส่วนใหญ่ร่วมประณามสงครามในยูเครน

นอกจากนี้ในปฏิญญาผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค 2022 ยังระบุถึงสงครามยูเครนที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก ซึ่งมีการหารือในประเด็นนี้ โดยผู้นำเอเปคได้ย้ำจุดยืนเดิมตามที่เคยแสดงออกไว้ในเวทีอื่น ๆ แล้ว ในจำนวนนี้คือ ที่ประชุมคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UN Security Council) และที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UNGA) เมื่อ 2 มี.ค. 2022 ลงมติด้วยคะแนนเสียง 141 ต่อ 5 ให้ประณามการรุกรานยูเครนโดยรัสเซีย พร้อมเรียกร้องให้ถอนกำลังออกจากดินแดนของยูเครนอย่างสมบูรณ์และไม่มีเงื่อนไข

ประเทศสมาชิกส่วนใหญ่ได้ประณามอย่างรุนแรงที่สุดต่อสงครามยูเครน และย้ำจุดยืนว่าสงครามดังกล่าวก่อให้เกิดความทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหาต่อผู้คน และทำให้เศรษฐกิจโลกที่เปราะบางอยู่แล้วทวีความเลวร้ายขึ้น, ขัดขวางการเติบโตของเศรษฐกิจ, ทำให้อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้น, ขัดขวางห่วงโซ่อุปทาน, ทำให้เกิดความไม่มั่นคงด้านพลังงานและอาหาร และเพิ่มความเสี่ยงด้านเสถียรภาพทางการเงิน ทว่ามีมุมมองอื่น ๆ และการประเมินสถานการณ์และการลงโทษที่แตกต่างกันออกไป

“เราตระหนักดีว่าเอเปคไม่ใช่เวทีสำหรับการแก้ไขปัญหาด้านความมั่นคง เรารับทราบว่าปัญหาด้านความมั่นคงอาจส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก” ปฏิญญาผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค 2022 ระบุตอนหนึ่ง

นายกฯ บอกการชุมนุม “ไม่มีอะไร เรียบร้อยดี”

ม็อบ

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, ตำรวจ คฝ. ยิงแก๊สน้ำตาสลายการชุมนุมที่ ถ.ดินสอ เมื่อ 18 พ.ย.

นอกจากปัญหาการเมืองระหว่างประเทศ ในระหว่างที่ไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเอเปคที่กรุงเทพฯ สื่อไทยและสื่อต่างประเทศยังรายงานข่าวเจ้าหน้าที่ตำรวจไทยสลายการชุมนุมด้วยกระสุนยาง

ในช่วง 3 วันที่ผ่านมา (16-18 พ.ย.) ประชาชนที่เรียกตัวเองว่า “ราษฎรหยุดเอเปค 2022” จัดชุมนุมประท้วงคู่ขนานกับเวทีประชุมผู้นำเอเปค เพื่อขับไล่ พล.อ. ประยุทธ์ และเรียกร้องยกเลิกนโยบายเศรษฐกิจ BCG โดยให้เหตุผลว่า “เป็นแนวคิดที่เอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มทุนชั้นนำในประเทศ และสร้างผลกระทบมหาศาลให้กับประชาชนไทยและประชาคมโลกในอนาคต”

วานนี้ (18 พ.ย.) กลุ่ม “ราษฎรหยุดเอเปค 2022” ราว 350 คน เคลื่อนพลจากลานคนเมืองเพื่อมุ่งหน้าศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ หวังยื่นหนังสือถึงผู้นำเอเปค ทว่าถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจสกัดกั้นและสลายการชุมนุมด้วยแก๊สน้ำตาและกระสุนยาง หลังออกเดินเท้ามาได้เพียง 300 เมตร จากระยะทางเป้าหมาย 10 กม. ทั้งนี้ตำรวจได้จับกุมผู้ชุมนุมที่กระทำผิดซึ่งหน้า 25 คน และตั้งข้อหาฝ่าฝืนพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การชุมนุมสาธารณะ และข้อหาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ก่อนได้รับการปล่อยตัวในเวลาต่อมา

ในระหว่างการปะทะกันที่ ถ.ดินสอ มีทั้งผู้ชุมนุม ผู้สื่อข่าว และเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับบาดเจ็บด้วย

เช้าวันนี้ (19 พ.ย.) พล.ต.อ. ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) กล่าวระหว่างตรวจเยี่ยมศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ว่า การชุมนุมเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ แต่การเคลื่อนขบวนจำเป็นต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ล่วงหน้า 24 ชม. เพราะ “เกรงเกิดความไม่ปลอดภัย และเกรงกระทบภาพลักษณ์ของประเทศในวันที่มีประชุมผู้นำเอเปค” ทั้งนี้ได้มอบหมายให้กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) ตรวจสอบและจัดทำรายละเอียดของเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นเมื่อ 18 พ.ย.

ขณะที่ พล.อ. ประยุทธ์กล่าวกับผู้สื่อข่าวเพียงสั้น ๆ หลังถูกถามถึงการชุมนุมต่อต้านการประชุมเอเปค โดยบอกว่า “ไม่มีอะไร เรียบร้อยดี”

“จีน-ไทยเหมือนพี่น้อง” ปธน. สีพร้อมส่งเสริม นทท. มาไทยหลังโควิด

วันเดียวกัน พล.อ. ประยุทธ์ได้หารือทวีภาคีกับผู้นำหลายประเทศ ก่อนเปิดทำเนียบรัฐบาลให้การต้อนรับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ในโอกาสเดินทางมาเยือนไทยในรอบ 11 ปี พร้อมหารือข้อราชการแบบเต็มคณะ

ภายหลังเสร็จสิ้นการหารือ นายอนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ประธานาธิบดีจีนกล่าวขอบคุณนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลในการจัดการต้อนรับ “มิตรภาพจีน-ไทยสืบทอดกันมาหลายพันปี ประชาชนมีความสัมพันธ์เหมือนพี่น้องกัน” จีนพร้อมร่วมมือกันสรรค์สร้างความเจริญรุ่งเรืองและอนาคตร่วมกัน เปิดศักราชใหม่ของความร่วมมือ เพื่อผลประโยชน์ให้แก่ประชาชนของทั้งสองประเทศ

ประธานาธิบดีสียังแสดงความยินดีกับนายกรัฐมนตรีและประเทศไทยที่จัดการประชุมเอเปคด้วยความสำเร็จ แสดงให้เห็นว่าภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกมีความสร้างสรรค์ สามัคคี และปรองดอง พร้อมพัฒนาเพื่อความเจริญรุ่งเรืองของภูมิภาค และสร้างสรรค์ประชาคมที่มีอนาคตร่วมกัน ซึ่งจะส่งผลต่อไปยังระบบเศรษฐกิจทั่วโลกด้วย

นายกฯ กับสี

ที่มาของภาพ, สำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

คำบรรยายภาพ, นายกฯ ให้การต้อนรับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง บริเวณสนามหญ้าหน้าตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล เมื่อ 19 พ.ย.

ส่วนแนวทางความร่วมมือเพื่อเสริมสร้างความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน สรุปสาระสำคัญได้ ดังนี้

  • มั่นคง : ไทยเสนอให้กระชับความร่วมมือในด้านความมั่นคง โดยเฉพาะความมั่นคงทางไซเบอร์ อาชญากรรมข้ามชาติ ยาเสพติด การค้ามนุษย์ การหลอกลวงทางโทรศัพท์ ซึ่งจีนยินดีร่วมมือกับไทยเพื่อผลประโยชน์ต่อทั้ง 2 ประเทศและภูมิภาค
  • มั่งคั่ง : 2 ประเทศเห็นพ้องการเพิ่มพูนมูลค่าและอำนวยความสะดวกทางการค้า โดยเฉพาะสินค้าเกษตรและผลไม้ พร้อมส่งเสริมการลงทุนซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมดิจิทัล ยานยนต์ไฟฟ้า และอุตสาหกรรมสีเขียวเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยขอให้ใช้ประโยชน์จากความตกลง RCEP และส่งเสริมความเชื่อมโยงด้านโครงสร้างพื้นฐาน ประธานาธิบดีจีนชื่นชมนายกฯ ที่มองว่า ควรเร่งความร่วมมือสามฝ่ายไทย-จีน-ลาว ในเรื่องการเชื่อมโยงระบบรถไฟ โดยไทยและจีนควรส่งเสริมการเชื่อมโยงตั้งแต่ EEC ของไทยไปยังรถไฟจีน-ลาว ต่อไปจนถึงมณฑลยูนนานของจีน และเชื่อมไปยังเส้นทางขนส่งสินค้าทางบกและทางน้ำสายใหม่ของจีน สำหรับในขั้นต่อไป จีนหวังว่าจะมีการเชื่อมโยงทั้งโครงสร้างพื้นฐาน ระบบโลจิสติกส์ และระบบศุลกากร เพื่อขยายการขนส่งสินค้าเกษตรที่สำคัญของไทย เช่น ทุเรียน และมังคุด
  • ยั่งยืน : ทั้งสองฝ่ายให้ความสำคัญโดยมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง พร้อมเสริมสร้างมิตรภาพและความเข้าใจอันดีระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ อกาสนี้ ประธานาธิบดีจีนชื่นชมนายกฯ ที่ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาความยากจนในไทย และมีแนวคิดว่าจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง จีนยินดีร่วมกันแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในเรื่องการลดความยากจนและการพัฒนาชนบท โดยรัฐบาลจีนมีภาระหน้าที่สำคัญในการยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนจีน และสร้างสรรค์บ้านเมืองในการพัฒนาประเทศให้ทันสมัย มีความเจริญรุ่งเรืองอย่างรอบด้าน โดยมีอัตลักษณ์ของจีน ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีของไทย

พล.อ. ประยุทธ์ได้ขอบคุณจีนที่อนุญาตให้นักศึกษาไทยทยอยกลับไปศึกษาต่อในจีนได้ และพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวจีนกลับมาเที่ยวไทยอีกครั้ง ซึ่งประธานาธิบดีจีนกล่าวว่า จีนและไทยเป็นเหมือนพี่น้องและญาติมิตร จีนส่งเสริมให้ประชาชนของทั้งสองฝ่ายเดินทางไปมาหาสู่กันได้ หากสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลายลง พร้อมกล่าวชื่นชมนายกฯ รัฐบาลไทยสามารถแก้ปัญหาโควิด-19 ได้สำเร็จด้วยดี

นายกฯ กับสี

ที่มาของภาพ, สำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

คำบรรยายภาพ, ไทย-จีนลงนามในเอกสารความร่วมมือและความตกลงรวม 5 ฉบับ

สำหรับความร่วมมือในกรอบพหุภาคี ทั้งสองฝ่ายมองว่าสถานการณ์โลกและภูมิภาคมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ความท้าทายจากความมั่นคงรูปแบบใหม่ทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โรคระบาด ความมั่นคงทางอาหารและพลังงาน และความขัดแย้งระหว่างประเทศ ทำให้ไทยและจีนต้องร่วมมือรับความท้าทาย เพื่อสร้างประชาคมที่มีอนาคตร่วมกัน เพื่อเสถียรภาพและสันติภาพในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก

ประธานาธิบดีจีนยืนยันจะแสดงบทบาทอย่างสร้างสรรค์ และพร้อมร่วมมือกับไทยอย่างใกล้ชิดในกรอบพหุภาคีต่าง ๆ ทั้งเวทีอาเซียน ACMECS รวมถึงกรอบความร่วมมือแม่โขง–ล้านช้าง

หลังจากการหารือเต็มคณะ ทั้งสองฝ่ายได้ประกาศเอกสารความร่วมมือและความตกลงที่มีการลงนามในช่วงการเยือน จำนวน 5 ฉบับ