รู้จัก "วีรบุรุษชาวอาหรับ" ผู้ไม่เคยได้รับการยกย่อง แม้ช่วยชีวิตชาวยิวจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์

A black-and-white photograph shows Khaled Abdul-Wahab, wearing a light cotton jacket, looking straight at the camera.

ที่มาของภาพ, Family handout

คำบรรยายภาพ, ศูนย์รำลึกเหตุการณ์ฮอโลคอสต์ของอิสราเอลบอกว่า คาเล็ด อับดุล-วาฮับ เป็นผู้มีเมตตาและมีจิตใจสูงส่ง แต่ก็ไม่สามารถดำรงตำแหน่งเกียรติยศ "ผู้ทรงคุณธรรมในหมู่ประชาชาติ" ได้
    • Author, สวามีนาธาน นาฏราชัน
    • Role, บีบีซี เวิลด์ เซอร์วิส
  • เวลาอ่าน: 3 นาที

ที่ผ่านมาศูนย์รำลึกเหตุการณ์ "ฮอโลคอสต์" (Holocaust) หรือการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวของอิสราเอล ได้ยกย่องคนต่างเชื้อชาติศาสนากว่า 28,000 คน ที่กล้าหาญเสี่ยงชีวิตเข้าช่วยเหลือชาวยิว ให้รอดพ้นจากการประหัตประหารของนาซีในเหตุการณ์ดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีชาวยิวหลายพันคนถูกสังหารในภูมิภาคแอฟริกาเหนือ ซึ่งนับเป็นเขตยึดครองของนาซีในตอนนั้น ทว่ากลับไม่มีชาวอาหรับจากภูมิภาคดังกล่าวแม้แต่คนเดียว ที่ได้ดำรงตำแหน่งเกียรติยศ "ผู้ทรงคุณธรรมในหมู่ประชาชาติ" (Righteous Among the Nations) ซึ่งทางการอิสราเอลมอบให้เป็นการยกย่อง สำหรับคุณความดีที่ได้ช่วยชีวิตชาวยิวในกลุ่มประเทศอาหรับเลย

"ที่ตูนิเซีย คนอบขนมปังชาวอาหรับผู้หนึ่ง จะทิ้งอาหารส่วนเกินที่เหลือจากการขายไว้หลังร้านทุกวัน เพื่อให้ชาวยิวที่ไม่มีคูปองปันส่วนอาหารมาเอาไปกิน"

"หญิงชาวอาหรับหลายคน ช่วยเป็นแม่นมให้กับเด็กทารกชาวยิว พวกเธอแอบเอาเด็กเข้าไปให้นมในบ้าน เพราะครอบครัวของเด็กไม่มีอาหารหรือนมให้ลูกกินเลย"

"ที่เมืองหลวงของแอลจีเรีย ผู้นำของศาสนาอิสลามได้ออก 'ฟัตวา' หรือคำวินิจฉัยชี้ขาดประเด็นปัญหาทางศาสนา โดยห้ามไม่ให้ชาวมุสลิมในท้องถิ่น ทำงานดูแลรักษาบ้านหรืออสังหาริมทรัพย์ที่ถูกยึดมาจากชาวยิวอย่างเด็ดขาด ผมพบว่าไม่มีคนอาหรับในท้องถิ่นแม้แต่คนเดียว ที่กล้าละเมิดฟัตวาดังกล่าว"

นั่นคือเรื่องราวในประวัติศาสตร์ส่วนหนึ่ง ที่ดร.ร็อบ แซตลอฟ ผู้อำนวยการบริหารของสถาบันวอชิงตันเพื่อนโยบายตะวันออกใกล้ (WINEP) ในสหรัฐฯ เล่าถึงเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นจริง เมื่อชาวแอฟริกาเหนือหลายคนได้เข้าช่วยเหลือชาวยิวในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง

ในยุคนั้นพวกนาซีได้สังหารชาวยิวในยุโรปไปกว่า 6 ล้านคน ทั้งยังเข่นฆ่าและทำลายชุมชนชาวยิวในแอฟริกาเหนือ โดยอาศัยความร่วมมือจาก "ระบอบวิชี" (Vichy regime) หรือรัฐบาลเผด็จการทหารที่นาซีจัดตั้งขึ้นในเมืองวิชีของฝรั่งเศส ส่งผลให้มีชาวยิวในอาณานิคมแอฟริกาเหนือของฝรั่งเศส ต้องเสียชีวิตและพลัดถิ่นเพราะถูกขับไล่ออกจากที่อยู่อาศัยจำนวนมาก แม้ตัวเลขของความสูญเสียจะน้อยกว่าที่เกิดขึ้นในยุโรปมากก็ตาม

ดร.แซตลอฟ บอกกับบีบีซีว่า "เว้นแต่การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์แล้ว ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นกับชาวยิวในยุโรป ก็เกิดขึ้นกับชาวยิวในประเทศอาหรับด้วยเช่นกัน" พิพิธภัณฑ์รำลึกเหตุการณ์ฮอโลคอสต์ของสหรัฐฯ ระบุว่าในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง มีชาวยิวราว 500,000 คน อาศัยอยู่ในโมร็อกโก, แอลจีเรีย, ตูนิเซีย, และลิเบีย โดยดร.แซตลอฟประมาณการว่า มีชาวยิวในแอฟริกาเหนือที่ต้องเสียชีวิตไปในเหตุการณ์ดังกล่าวราว 4,000 - 5,000 คน

A composite image shows Si Ali Sakkat (left), Khaled Abdul-Wahab and Hamza Abdul Jalil (right).

ที่มาของภาพ, Rob Satloff

คำบรรยายภาพ, ดร.ร็อบ แซตลอฟ นักประวัติศาสตร์ชาวอเมริกันเชื้อสายยิวบอกว่า ซี อาลี ซักกัต (ซ้าย), คาเล็ด อับดุล-วาฮับ, และฮัมซา อับดุล จาลิล (ขวา) สมควรได้รับการยกย่อง

ยอมเสี่ยงทุกทาง

ดร.แซตลอฟ ซึ่งเป็นนักประวัติศาสตร์ชาวอเมริกันเชื้อสายยิว บอกว่ามีชาวมุสลิมอาหรับอย่างน้อยสามคน ที่สมควรได้รับการยกย่องเป็นพิเศษในฐานะ "ผู้ทรงคุณธรรมในหมู่ประชาชาติ" จาก "ยัดวาเชม" (Yad Vashem) หรือศูนย์รำลึกเหตุการณ์ฮอโลคอสต์ของอิสราเอล

ระหว่างเดือนพ.ย. ปี 1942 ถึงเดือน พ.ค. ปี 1943 ตูนิเซียเป็นประเทศเดียวในแอฟริกาเหนือ ที่ถูกนาซียึดครองเอาไว้ได้ทั้งหมด ในตอนนั้นชาวยิวในตูนิเซียถูกบังคับให้ติดสัญลักษณ์ดาวสีเหลือง ทั้งยังมีคำสั่งให้ชายชาวยิวทุกคนไปรายงานตัวเพื่อบังคับใช้แรงงานด้วย ทว่าโจเซฟ นาแคช ชาวยิวผู้หนึ่งที่อาศัยอยู่ในเมืองหลวงของตูนิเซีย กลับหนีรอดจากการกวาดต้อนเกณฑ์แรงงานนี้มาได้

หลายสิบปีต่อมาที่กรุงปารีส นาแคชได้ย้อนเล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้ดร.แซตลอฟฟังว่า ชายชาวอาหรับผู้หนึ่งได้เสี่ยงชีวิตเข้าช่วยเหลือ โดยให้ที่หลบซ่อนตัวแก่เขา "พวกเอสเอส (SS) เริ่มเข้าล้อมจับกวาดต้อนคนหนุ่มชาวยิว เมื่อช่วงเดือนธ.ค. ปี 1942 หากถูกจับได้ว่าแอบซ่อนคนที่พวกมันต้องการตัวเอาไว้ นั่นก็ถือว่าเป็นอาชญากรรมร้ายแรงเลยทีเดียว" ดร.แซตลอฟกล่าว

"นาแคชพยายามวิ่งหนีเพื่อให้พ้นจากการล้อมจับ เขาไม่อยากให้พวกนาซีเยอรมันเอาตัวไปได้ จนในที่สุดก็หนีมาถึง 'ฮัมมัม' หรือห้องอาบน้ำสาธารณะแห่งหนึ่งในละแวกบ้าน"

เจ้าของสถานที่คือนายฮัมซา อับดุล จาลิล ยืนยันว่าจะช่วยปกป้องคุ้มครองเขา แล้วนำตัวเขาไปซ่อนที่ชั้นใต้ดิน

ดร.แซตลอฟเล่าต่อไปว่า "ผมไม่เพียงแต่ได้พบตัวจริงของชาวยิวที่ได้รับการช่วยชีวิต แต่ยังได้กลับไปย้อนรอยสืบสาวราวเรื่องถึงเมืองหลวงของตูนิเซีย จนได้พบห้องอาบน้ำสาธารณะดังกล่าว และได้เจอกับลูกชายของคนที่ช่วยนาแคชเอาไว้ด้วย เขารู้รายละเอียดทั้งหมด มันเป็นเรื่องน่าทึ่งซึ่งผมได้รับการบอกเล่าจากทั้งสองฝ่าย"

ส่วนนายซี อาลี ซักกัต อดีตนายกเทศมนตรีของกรุงตูนิส เมืองหลวงของตูนิเซีย ก็ยอมเอาความปลอดภัยของชีวิตและตำแหน่งของตนเองเข้าเสี่ยง เพื่อมอบอาหารและที่พักพิงให้กับชาวยิวกลุ่มหนึ่ง ซึ่งหลบหนีออกมาจากค่ายแรงงาน โดยใช้บ้านในชนบทของเขาที่หุบเขา "ซักวาน" (Zaghouan) ห่างจากเมืองหลวง 55 กิโลเมตร เป็นสถานที่หลบซ่อน

Tunisian Jewish men pray at a synagogue in Djerba, during the annual Jewish pilgrimage.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ปัจจุบันยังคงมีชุมชนชาวยิวเล็ก ๆ หลงเหลืออยู่ในตูนิเซีย

เผชิญหน้ากับความชั่วร้าย

ทว่าเรื่องราวความกล้าหาญและมีเมตตาของชาวอาหรับ ที่ดร.แซตลอฟ ชื่นชอบมากที่สุด คือวีรกรรมของคาเล็ด อับดุล-วาฮับ ชาวตูนิเซีย ซึ่งแอบไปได้ยินเจ้าหน้าที่นาซีคนหนึ่งพูดว่า ได้แอบหมายตาหญิงชาวยิวผู้หนึ่งเอาไว้

หญิงผู้นั้นคือคนที่อับดุล-วาฮับ รู้จักดี เขาจึงได้ลักลอบพาเธอและครอบครัวที่กำลังหลบซ่อนตัวอยู่ ย้ายออกจากที่ซ่อนเดิมกลางดึก เพื่อไปยังบ้านไร่ของเขาซึ่งอยู่ห่างจากกรุงตูนิส 30 กิโลเมตร โดยให้พวกเขาแอบซ่อนอยู่ในโรงนาและคอกม้า

แต่นั่นเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นในการช่วยเหลือชาวยิวของอับดุล-วาฮับ เพราะก่อนที่การยึดครองของพวกนาซีจะยุติลง เขาได้ช่วยซ่อนตัวผู้หญิงและเด็กรวมทั้งสิ้น 20 คน หลังจากที่ผู้ชายในครอบครัวของคนเหล่านี้ถูกส่งไปค่ายแรงงาน

ต่อมาชาวยิวที่ได้รับความช่วยเหลือสามราย ยื่นคำร้องต่อศูนย์ยัดวาเชม ให้ประกาศยกย่องคุณความดีของอับดุล-วาฮับ อย่างเป็นทางการ แต่คำร้องก็ถูกปฏิเสธถึงสองครั้ง โดยทางศูนย์ยัดวาเชมให้เหตุผลว่า แม้เขาจะเป็นผู้มีจิตใจสูงส่งและมีความเมตตาปราณีต่อเพื่อนมนุษย์อย่างยิ่ง แต่การให้ที่พักพิงแก่ชาวยิวในตอนนั้น ไม่ใช่เรื่องผิดกฎหมายในตูนิเซีย ทั้งการกระทำของเขาก็เป็นที่ทราบกันดีในหมู่เจ้าหน้าที่นาซีอีกด้วย

คุณสมบัติของอัลดุล-วาฮับ จึงไม่เข้าเกณฑ์ที่จะได้รับการยกย่องเป็น "ผู้ทรงคุณธรรมในหมู่ประชาชาติ" ซึ่งต้องเป็นคนต่างเชื้อชาติศาสนาที่ยอมเสียสละผลประโยชน์ส่วนตัว และยอมเสี่ยงชีวิตเข้าช่วยชาวยิวจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ด้วยเหตุผลทางมนุษยธรรมเท่านั้น

ศูนย์ยัดวาเชมยังชี้แจงเพิ่มเติมว่า "เนื่องจากการยึดครองตูนิเซียของพวกนาซีเยอรมัน เกิดขึ้นในช่วงเวลาสั้น ๆ เพียง 6 เดือน ทำให้ยังไม่มีการดำเนินแผนขั้นสุดท้าย (การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว) ที่นั่น"

ในเดือนธ.ค. ปี 2011 เอวา วีเซล ซึ่งเคยอาศัยบ้านไร่ของอับดุล-วาฮับ เป็นที่หลบซ่อนตัวเมื่อมีอายุเพียง 13 ปี ได้เขียนบทความลงเผยแพร่ในหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ โดยแสดงความผิดหวังต่อการตัดสินใจของทางการอิสราเอล

"ฉันรู้ดีว่า ตัวเองสามารถจะมีชีวิตที่ยืนยาวและเป็นสุขอย่างเต็มที่ได้ในทุกวันนี้ เพราะอัลดุล-วาฮับกล้าเผชิญหน้ากับความชั่วร้าย เขาช่วยชีวิตฉันและผู้โชคดีคนอื่น ๆ ในครอบครัวของฉัน ฉันหวังว่ายัดวาเชมจะพิจารณากรณีของเขาอีกครั้ง ก่อนที่จะไม่มีใครเหลืออยู่เล่าขานเรื่องราวของเขาสืบต่อไป"

A framed black-and white portrait of Egyptian doctor Mohamed Helmy wearing a striped shirt and tie.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, โมฮาเหม็ด เฮลมี แพทย์ชาวอียิปต์ คือชาวอาหรับคนเดียวที่ได้รับการยกย่องเป็น "ผู้ทรงคุณธรรมในหมู่ประชาชาติ" เพราะได้ช่วยซ่อนตัวหญิงสาวชาวยิวผู้หนึ่ง และให้ความช่วยเหลือแก่ครอบครัวของเธอในกรุงเบอร์ลิน

เรื่องราวที่ "เล่าขานได้สะดวกปาก"

ในบรรดาผู้ที่ไม่ใช่ชาวยิว 28,000 คน ซึ่งได้รับการยกย่องเป็น "ผู้ทรงคุณธรรมในหมู่ประชาชาติ" มีชาวมุสลิมอยู่ถึง 70 คน แต่มีเพียงคนเดียวที่เป็นชาวอาหรับ ได้แก่นายแพทย์โมฮาเหม็ด เฮลมี ชาวอียิปต์ที่พำนักอาศัยในกรุงเบอร์ลินของเยอรมนี ซึ่งได้ช่วยซ่อนตัวหญิงสาวชาวยิวผู้หนึ่ง และให้ความช่วยเหลือแก่ครอบครัวของเธอที่นั่น

ดร.เมนาซ อาฟรีดี ผู้อำนวยการศูนย์ให้การศึกษาเรื่องฮอโลคอสต์, การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์, และความสัมพันธ์ระหว่างศาสนาและความเชื่อต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัยแมนฮัตตันในสหรัฐฯ บอกว่าแม้เรื่องราวของชาวอาหรับที่ช่วยชีวิตชาวยิวในแอฟริกาเหนือจะน่าประทับใจเพียงใด แต่มันขัดแย้งอย่างรุนแรงกับเรื่องเล่าตามแบบฉบับมาตรฐานของชาวยิว ซึ่งเล่าขานได้สะดวกปากกว่า เพราะแยกแยะระบุตัวคนร้ายและคนดีได้อย่างชัดเจนแบบขาวกับดำ

"สำหรับชาวยิวบางคนที่อยู่ในอิสราเอล การยกย่องผู้ช่วยชีวิตชาวอาหรับ เท่ากับทำให้ความเชื่อทางภูมิรัฐศาสตร์ ที่อยู่เบื้องหลังการเมืองระหว่างประเทศของภูมิภาคตะวันออกกลางในปัจจุบันซับซ้อนขึ้น และสำหรับผู้คนในโลกอาหรับบางส่วน การยอมรับว่าชาวยิวต้องการความช่วยเหลือจากตน เพื่อให้รอดพ้นจากภัยนาซีในดินแดนอาหรับ เท่ากับบ่อนทำลายจุดยืนทางการเมืองของพวกเขาที่ปฏิเสธว่า เหตุการณ์ฮอโลคอสต์ไม่เคยเกิดขึ้น รวมทั้งบ่อนทำลายการกล่าวอ้างของโลกอาหรับที่เคยบอกว่า การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เป็นเพียงแนวคิดสัมพัทธนิยม (relativism) ที่เกิดขึ้นและมีอยู่จากมุมมองของชาวยิวเพียงฝ่ายเดียวเท่านั้น" ดร.อาฟรีดี กล่าวกับบีบีซี

A black-and-white photograph of Mohammed V, king of Morocco, on an official visit to Paris.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, กษัตริย์โมฮัมเหม็ดที่ 5 แห่งโมร็อกโก ทรงปฏิเสธข้อเรียกร้องให้บังคับใช้กฎหมายต่อต้านคนเชื้อสายยิว

แค่ "เค้าลาง" ของการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์

ดร.อาฟรีดีเอง เรียกร้องให้ทางการอิสราเอลยกย่องกษัตริย์โมฮัมเหม็ดที่ 5 แห่งโมร็อกโก เพราะทรงปฏิเสธข้อเรียกร้องของพวกนาซี ที่ให้บังคับใช้กฎหมายต่อต้านคนเชื้อสายยิว "ภายใต้การปกครองของระบอบวิชีที่มีนาซีหนุนหลัง โมร็อกโกและเมืองท่าแทนเจียร์ทางตอนเหนือ ได้รับคำสั่งให้กักขังชาวยิวไว้ในค่ายแรงงาน ทว่ากษัตริย์โมฮัมเหม็ดที่ 5 ทรงปฏิเสธไม่ยอมทำตามคำสั่งนี้ และไม่ยอมส่งคนเชื้อสายยิวในโมร็อกโกไปฝรั่งเศสด้วย"

ด้านดร.แจ็กกี เม็ตช์เจอร์ อาจารย์ผู้สอนที่เกษียณอายุแล้ว จากวิทยาลัยนานาชาติเพื่อการศึกษาเรื่องฮอโลคอสต์ของศูนย์ยัดวาเชม ได้แถลงบนเว็บไซต์ของทางศูนย์ว่า "หากฮอโลคอสต์หมายถึงการสังหารหมู่ชาวยิว เหตุการณ์ในระดับที่ว่านี้ยังไม่เคยเกิดขึ้นในแอฟริกาเหนือ ดังนั้นประวัติศาสตร์ของชาวยิวในช่วงยุคนี้ จึงควรมีการอภิปรายถกเถียงกันใหม่ในแนวทางที่ถูกต้อง ซึ่งก็คือมีเพียงเค้าลางของภัยจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ปรากฏขึ้นเท่านั้น แต่ในที่สุดก็ไม่บังเกิดผลเป็นจริงขึ้นมาแต่อย่างใด"

Medals and certificates of honour on display in Gdansk, Poland, on 30 August 2018.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ที่ผ่านมาศูนย์ยัดวาเชมได้ยกย่องคนต่างเชื้อชาติศาสนากว่า 28,000 คน ให้ดำรงตำแหน่งเกียรติยศ "ผู้ทรงคุณธรรมในหมู่ประชาชาติ"

อย่างไรก็ตาม ในอีเมลที่ทางศูนย์ยัดวาเชมเขียนมาเพื่อตอบคำถามของบีบีซี กลับกล่าวยอมรับว่า "ภูมิภาคแอฟริกาเหนือถือเป็นส่วนหนึ่งของเหตุการณ์ฮอโลคอสต์ พวกนาซีตั้งใจจะกำหนดชะตากรรมของชาวยิวที่นั่น รวมทั้งชาวยิวที่ต้องอยู่ในปาเลสไตน์และตะวันออกกลาง ให้เป็นแบบเดียวกับชาวยิวในยุโรป หากแอฟริกาเหนือได้รับการปลดปล่อยเร็วขึ้นในเวลาเดียวกันกับโปแลนด์ (ในปี 1943 ไม่ใช่ปี 1945) ชาวยิวส่วนใหญ่น่าจะรอดชีวิต"

ศูนย์ยัดวาเชมยังชี้แจงเพิ่มเติมว่า การเสนอชื่อบุคคลให้เป็น "ผู้ทรงคุณธรรมในหมู่ประชาชาติ" ต้องผ่านการตรวจสอบพิจารณาอย่างเท่าเทียมกันทุกราย แต่ปัจจุบันคณะกรรมการผู้ประเมินตัดสิน ยังไม่ได้มีการหารือถึงกรณีของผู้ช่วยชีวิตชาวอาหรับแต่อย่างใด เนื่องจากยังไม่มีการเสนอชื่อบุคคลรายใหม่เข้ามา

แต่ถึงกระนั้น ดร.อาฟรีดีบอกว่า เรื่องราวของผู้ช่วยชีวิตชาวอาหรับกำลังเป็นที่ยอมรับในวงสังคมของชาวยิวมากขึ้น "เมื่อปี 2009 มีการปลูกต้นไม้อุทิศเป็นอนุสรณ์ให้กับอับดุล-วาฮับ ทั้งที่สวนแห่งผู้ทรงคุณธรรมอาดาสอิสราเอลในกรุงวอชิงตัน และที่สวนแห่งผู้ทรงคุณธรรมสากล ที่นครมิลานของอิตาลี โดยมีการประกอบพิธีรำลึกซึ่ง "ไฟซา" ลูกสาวของเขาได้เข้าร่วมด้วย

ดร.แซตลอฟกล่าวทิ้งท้ายว่า "ผมภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่หลายสถาบันและองค์กรในอเมริกาเหนือและยุโรป ต่างก็ยอมรับและยกย่องความกล้าหาญของชาวอาหรับ ผู้ยืนหยัดปกป้องชาวยิวในยุคสมัยดังกล่าว" เขายังหวังว่าเมื่อรวบรวมหลักฐานได้มากขึ้น ชาวอาหรับผู้ทรงคุณความดีเหล่านี้ จะมีโอกาสได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติอย่างเป็นทางการในอนาคต