คุยกับ “ครูกั๊ก” ร่มเกล้า ช้างน้อย ผู้นำทฤษฎีจิตวิทยามาช่วยให้นักเรียนได้ไว้ผมยาว
โดย วัชชิรานนท์ ทองเทพ
ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

ที่มาของภาพ, FACEBOOK/Romklao Changnoi
แรงกระเพื่อมจากความเคลื่อนไหวของกลุ่มนักเรียนระดับมัธยมต้นและมัธยมปลายที่ใช้ชื่อว่า "นักเรียนเลว" เมื่อสองปีที่ผ่านมากำลังสร้างการเปลี่ยนแปลงทางความคิดของผู้บริหารสถาบันการศึกษาบางแห่งในต่างจังหวัด
อย่างกรณี นายร่มเกล้า ช้างน้อย และ น.ส.เรวดี เปริญกุล ครูประจำชั้น ม.1/1 โรงเรียนเทพศาลาประชาสรรค์ อ.ลาดยาว จ.นครสวรรค์ ที่ทำบันทึกข้อความถึงผู้อำนวยการโรงเรียนเพื่อขออนุมัติให้นักเรียนไว้ผมยาวได้ โดยใช้เหตุผลตามหลักจิตวิทยามาสนับสนุน ซึ่งในที่สุดผู้อำนวยการโรงเรียนก็ได้อนุมัติตามคำขอ
นายร่มเกล้า หรือ "ครูกั๊ก" โพสต์บอกเล่าเรื่องราวนี้ในเฟซบุ๊กส่วนตัวเมื่อวันที่ 4 ส.ค. พร้อมกับภาพเอกสารบันทึกข้อความที่ผู้อำนวยการโรงเรียนลงนามอนุญาตให้นักเรียนจำนวน 4 คน ไว้ผมยาวได้
ความเคลื่อนไหวของครูทั้งสองได้รับความสนใจและเสียงชื่นชมจากคนในสื่อสังคมออนไลน์อย่างมาก
เนื้อหาที่ทำให้หลายคนพูดถึงคือ การให้เหตุผลของครูประจำชั้นที่ระบุไว้ในบันข้อความฉบับนี้ว่า "เนื่องจากลักษณะนักเรียนเป็นผมหยิกฟู เมื่อตัดสั้นจะทำให้ผมยิ่งหยิกฟูและเกิดความไม่มั่นใจในตนเอง ซึ่งสอดคล้องกับทฤษฎีพัฒนาทางจิตสังคม 8 ขั้นของอีริคสัน นักเรียนในช่วงอายุ 12-18 เป็นช่วงอายุที่เน้นการหาอัตลักษณ์ของตนเอง ดังนั้นการตัดผมสั้นจะทำให้นักเรียนสับสนในตนเอง และพลาดโอกาสที่จะเติบโตในการเป็นวัยรุ่นที่สมบูรณ์ได้"

ที่มาของภาพ, FACEBOOK/Romklao Changnoi
นายร่มเกล้า บอกกับบีบีซีไทยว่า สองสัปดาห์ก่อนมีเด็กนักเรียนรายหนึ่งเข้ามาปรึกษาว่า เธอจะไว้ผมยาวได้หรือไม่ เพราะเธอเป็นคนผมหยิก เมื่อตัดผมสั้นแล้วผมจะไม่ค่อยเป็นทรงทำให้ไม่มั่นใจ
"หลังจากรับฟังปัญหาของนักเรียนหญิงคนนี้ ผมก็เลยไปปรึกษาครูปกครองซึ่งเป็นผู้ดูแลเรื่องนี้โดยตรงจึงได้คำแนะนำว่าให้ครูประจำชั้นขออนุญาตผู้อำนวยการ หากว่าได้รับอนุญาตก็สามารถดำเนินการได้ทันที" เขาตอบ
ในระหว่างร่างบันทึกฉบับดังกล่าวเขาก็คิดว่าจะให้เหตุผลอย่างไรเพื่ออธิบายให้เห็นว่า การปลดล็อกข้อจำกัดทางกายภาพจากระเบียบต่าง ๆ จะนำไปสู่การส่งเสริมพัฒนาการของเด็กวัยเรียน จึงเป็นที่มาของการใช้ทฤษฎีพัฒนาทางจิตสังคม 8 ขั้นของอีริคสันเข้ามาสนับสนุน แต่ก่อนที่จะนำบันทึกนี้ไปเสนอผู้อำนวยการ เขาได้พูดคุยกับนักเรียนประจำชั้นเพิ่มเติม และพบว่ามีนักเรียนอีก 3 รายที่ประสบปัญหาเดียวกัน จึงเสนอรายชื่อรวมไปทั้งหมด 4 ราย
เมื่อถามว่า คำสั่งดังกล่าวเป็นการเลือกปฏิบัติต่อนักเรียนคนอื่น ๆ ที่ไม่ได้รับอนุญาตเป็นกรณีพิเศษหรือไม่ นายร่มเกล้าตอบว่า เมื่อบันทึกดังกล่าวได้รับความเห็นชอบจากผู้บริหารโรงเรียนแล้ว ก็เปรียบเสมือนกับเปิดโอกาสให้นักเรียนคนอื่นสามารถดำเนินการได้เช่นเดียวกัน
ทฤษฎีพัฒนาทางจิตสังคม 8 ขั้นของอีริคสัน
ทฤษฎีพัฒนาทางจิตสังคม 8 ขั้น (Erikson's theory of psychosocial development) เป็นทฤษฎีที่พัฒนาขึ้นโดยอีริค อิริคสัน นักจิตวิทยาชื่อดังชาวเยอรมัน ซึ่งนายร่มเกล้าเห็นว่าเป็นทฤษฎีที่เหมาะสมจะนำมาอ้างอิงว่า ในกรณีที่เด็กตัดผมสั้นแล้วไม่มีความมั่นใจ จะทำให้นักเรียนสับสนในตนเอง และส่งผลกระทบต่อการพัฒนาตัวเองได้
สำหรับทฤษฎีดังกล่าวเป็นการขั้นตอนของการพัฒนาของมนุษย์ไว้ 8 ขั้น นับตั้งแต่เกิดจนเสียชีวิต ซึ่งแต่ละขั้นจะอธิบายว่ามนุษย์แต่ละช่วงวัยมีความต้องการที่แตกต่าง รวมทั้งบุคคลรอบข้างที่จะมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมและการเรียนรู้ของมนุษยอย่างไร ในการเปลี่ยนแปลงในทางบวกและทางลบ ได้แก่
- ขั้นที่ 1 ความรู้สึกไว้เนื้อเชื่อใจ และความไม่ไว้วางใจ (แรกเกิดถึง 1 – 2 ปี)
- ขั้นที่ 2 ความเป็นตัวของตัวเอง และความละอายและสงสัย (อายุ 2 – 4 ปี)
- ขั้นที่ 3 ความคิดริเริ่มและความรู้สึกผิด (ก่อนวัยเรียน อายุ 4 – 5 ปี)
- ขั้นที่ 4 ความขยันหมั่นเพียร และความรู้สึกต่ำต้อย (วัยเรียน อายุ 5 – 12 ปี)
- ขั้นที่ 5 ความเป็นอัตลักษณ์ และความสับสนในบทบาท (อายุ 13 – 19 ปี)
- ขั้นที่ 6 ความใกล้ชิดสนิทสนมและความโดดเดี่ยวอ้างว้าง (วัยผู้ใหญ่ตอนต้น อายุ 20 – 40 ปี)
- ขั้นที่ 7 การสืบทอด และการคิดถึงแต่ตนเอง (อายุ 40 – 65 ปี)
- ขั้นที่ 8 ความสมบูรณ์ในชีวิต และความสิ้นหวัง (อายุ 65 ปีเป็นต้นไป)
จากแรงผลักดัน "เด็กนักเรียนเลว" สู่การเปลี่ยนแปลงในต่างจังหวัด
ประเด็นเรื่องกฎระเบียบของโรงเรียนที่จำกัดสิทธิในด้านต่าง ๆ ของเด็ก ไม่ว่าจะเป็นการแต่งกาย ทรงผม รวมไปถึงการลิดรอนสิทธิของนักเรียนผู้มีความหลากหลายทางเพศ ถูกจุดประกายขึ้นในการขับเคลื่อนทางการเมืองโดยกลุ่มตัวแทนนักเรียนนักศึกษาที่ใช้ชื่อว่า "นักเรียนเลว" เมื่อช่วงเดือน ส.ค. 2563
นายร่มเกล้ายอมรับว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในโรงเรียนของเขา เป็นผลส่วนหนึ่งจากการขับเคลื่อนของกลุ่มนักเรียนเลวในวันนั้น นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้ร่วมหารือกับตัวแทนแล้วนำมาสู่การเปลี่ยนแปลงระเบียบในกระทรวงที่ผ่อนปรนกฎระเบียบมากขึ้น

ที่มาของภาพ, WASAWAT LUKHARANG/BBC THAI
"จากประสบการณ์ที่ผมเคยสอนในกรุงเทพฯ และย้ายมาประจำที่ต่างจังหวัด ได้เห็นความแตกต่างกันค่อนข้างมาก ความตระหนักของนักเรียนในกรุงเทพฯ ต่อเสรีภาพในสถานศึกษาค่อนข้างก้าวหน้ามากกว่านักเรียนในต่างจังหวัด สิ่งเกิดขึ้นที่โรงเรียนของผมดูเหมือนจะไม่มากนัก แต่ก็เป็นพัฒนาการที่ดี" เขากล่าว
อย่างไรก็ตาม ครูสอนวิชาคณิตศาสตร์ผู้นี้ ยังบอกว่า ที่ผ่านมาก็เริ่มเห็นสัญญาณที่ดี เช่น โรงเรียนบางแห่งอนุญาตในนักเรียนไม่ต้องสวมเครื่องแบบนักเรียนได้สัปดาห์ละหนึ่งวัน ขณะที่โรงเรียนหลายแห่งในกรุงเทพฯ อนุญาตให้นักเรียนสวมชุดไปรเวทไปโรงเรียนแล้วก่อนหน้านี้
นอกเหนือจากประเด็นเรื่องการสร้างบรรยากาศเชิงบวกและสร้างสรรค์ในห้องเรียนแล้ว ครูกั๊กกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ผลจากการสอนผ่านระบบออนไลน์ในช่วงการระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้ทักษะการสอนของครูเปลี่ยนไป รวมไปถึงพฤติกรรมในห้องเรียนของนักเรียนก็เปลี่ยนไป แม้ว่าจะกลับมาเรียนที่โรงเรียน (ออนไซต์) แล้วก็ตาม ซึ่งนับเป็นความท้าทายของทั้งครูและนักเรียน
"เราจะแก้สภาพจิตใจครูกับเด็กในภาวะเรียนรู้ถดถอย (learning loss) หรือ ผลกระทบอันเกิดจากการเรียนออนไลน์ และรูปแบบการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปเพราะสถานการณ์โรคระบาดจะต้องทำอย่างไร" เขาทิ้งท้าย











