ค่าไฟฟ้า : เส้นทางค่าไฟแพง ผ่าโครงสร้างบิลค่าไฟ ใครเป็นใครในผู้ได้ประโยชน์

ที่มาของภาพ, Getty Images
- Author, ธันยพร บัวทอง
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
- Reporting from, กรุงเทพฯ
ราคาค่าไฟฟ้าที่คนไทยต้องจ่ายเพิ่มขึ้น ตั้งแต่ช่วงเดือน ก.ย. ที่ผ่านมา หลังจาก สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ประกาศปรับขึ้นค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ หรือค่าเอฟที (Ft) เดือน ก.ย.-ธ.ค. 65 จำนวน 68.66 สตางค์ต่อหน่วย เมื่อรวมกับค่าไฟไทยทำให้ค่าไฟเฉลี่ยต้องจ่ายอยู่ที่ 4.72 บาทต่อหน่วย
เหตุผลหลัก ๆ ที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ให้ต่อสาธารณะคือ ปัจจัยเรื่องปริมาณก๊าซธรรมชาติทั้งในและนอกประเทศที่ลดลง รวมทั้งแหล่งผลิตในเมียนมา ผลจากสงคราม ทำให้ราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จากตลาดจร ที่ต้องไปซื้อมาทดแทนยิ่งแพงขึ้น จึงส่งผลมายังบิลค่าไฟของครัวเรือนไทย
ขณะเดียวกันภาคประชาชนที่ติดตามนโยบายพลังงาน กลับบอกว่า นี่ไม่ใช่เหตุผลเพียงประการเดียว แต่เป็นเพราะโครงสร้างค่าไฟฟ้ากับการจัดการพลังงานของประเทศนั้น มีธุรกิจพลังงานที่ได้ประโยชน์อยู่เบื้องหลัง
บีบีซีไทย คุยกับทั้งสองฝ่ายทั้งภาคประชาชนและผู้กำกับนโยบายพลังงานของประเทศ พร้อม ๆ กับข้อมูลตัวที่น่าสนใจที่อาจทำให้เราเข้าใจเบื้องหลังค่าไฟฟ้าที่ปรากฏอยู่ในบิลมากขึ้น

ที่มาของภาพ, Kate Kham
ค่าไฟฟ้าแพง เพราะ ปริมาณไฟฟ้าสำรองมากเกินไป ?
หนึ่งในข้อเสนอของสภาองค์กรของผู้บริโภคถึงสาเหตุค่าไฟฟ้าที่คนไทยต้องจ่ายนั้นแพง เป็นเพราะว่า การคิดค่าไฟฟ้านั้นแบกรับเอาต้นทุนการผลิตไฟฟ้าในส่วนที่เป็นกำลังผลิตไฟฟ้าสำรอง (Reserve Margin ) เอาไว้ หรืออธิบายได้ง่าย ๆ ว่า ประเทศไทยมีปริมาณไฟฟ้ามากเกินกว่าการใช้งานจริง
สภาองค์กรของผู้บริโภค อธิบายโดยยกตัวอย่างกำลังการผลิตไฟฟ้าเมื่อเดือน ก.ย. 2564 ว่า ประเทศไทยมีกำลังการผลิตไฟฟ้าอยู่ที่ 46,102 เมกะวัตต์ (ไม่รวมผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็กมาก) ขณะที่ความต้องการสูงสุดของปีนี้อยู่ที่ 30,135 เมกะวัตต์ นั่นหมายความว่า ประเทศไทยมีกำลังสำรองสูงถึง 53%
หากดูตัวเลขในปีนี้ กำลังการผลิตรวมทั้งระบบ 48,571.51 เมกะวัตต์ (ข้อมูล ณ เดือน ก.ย. 2565) ขณะที่เมื่อดูความต้องการพลังงานไฟฟ้าสูงสุดของปีนี้ สูงสุดในเดือน เม.ย. อยู่ที่ 32,254.50 เมกะวัตต์ จะเห็นว่ามีสัดส่วนที่ไม่ต่างกัน
ในมุมมองของภาคประชาชนที่ติดตามนโยบายพลังงาน อิฐบูรณ์ อ้นวงษา รองเลขาธิการสภาองค์กรของผู้บริโภค บอกกับบีบีซีไทยว่า ข้อมูลที่มีการพูดคุยกันในวงวิชาการ กำลังการผลิตไฟฟ้าสำรองควรอยู่ที่ 15% ของปริมาณการใช้เท่านั้น แต่เมื่อดูเลขปัจจุบัน หากคำนวณปริมาณจากกำลังผลิตติดตั้ง ปริมาณไฟฟ้าที่ประเทศไทยมีทั้งจากการผลิตของ กฟผ. เอง การซื้อไฟฟ้าจากภาคเอกชนรายใหญ่รายเล็ก และการซื้อจากประเทศเพื่อนบ้าน ประเทศไทยมีปริมาณไฟฟ้าสำรองสูงกว่าความต้องการใช้อยู่ที่ราว ๆ 50-55% ตามตัวเลขที่ปรากฏ
"จะเห็นว่ามันสูงมาก และมันไม่ใช่เพียงแค่ตัวเลขเฉย ๆ แต่เป็นผลในทางรูปธรรมที่แสดงอยู่บนหน้าเว็บไซต์ของ กฟผ. เอง ซึ่งแต่เดิมไม่เคยเปิดเผย"
สภาองค์กรของผู้บริโภค ชี้ด้วยว่า ภาระส่วนนี้ถูกแปลงออกมาเป็นค่าการผันแปรอัตโนมัติ (Float Time) หรือค่าเอฟที (ค่า Ft) และถูกนำมาบวกรวมเข้าไปในบิลค่าไฟฟ้าของประชาชนด้วย

แต่เรื่องภาวะปริมาณสำรองไฟฟ้าที่สูงเกินนี้ อีกด้านหนึ่ง ผู้กำกับกิจการพลังงานของประเทศหรือ สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) บอกกับบีบีซีไทยว่า การจะชี้ว่าปริมาณไฟฟ้าสำรองสูงเกินไปหรือไม่ ต้องพิจารณาสัดส่วนที่มาของเชื้อเพลิงที่นำมาผลิตกระแสไฟฟ้าด้วย เพราะมีโรงไฟฟ้าบางประเภท ที่ไม่สามารถนำมานับรวมว่าเป็นกำลังผลิตไฟฟ้าสำรองได้
นายคมกฤช ตันตระวาณิชย์ เลขาธิการ กกพ. กล่าวโดยสรุปอย่างง่าย ๆ ว่า ในการเดินเครื่องผลิตไฟฟ้า หากมี 100 โรง โรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ทั้งของ กฟผ. และเอกชน (IPP) จะเดินเครื่องประมาณ 90% เท่านั้น เพื่อสำรองการผลิตส่วนหนึ่งไว้ในกรณีที่เกิดปัญหาและเตรียมความพร้อมสำหรับช่วงที่มีการใช้ไฟฟ้าสูงสุด
ขณะเดียวกันสัดส่วนไฟฟ้าที่ผลิตจากพลังงานหมุนเวียนที่เริ่มเพิ่มมากขึ้น ก็จำเป็นต้องมีโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่เข้ามาสำรอง เพราะพลังงานหมุนเวียนมีความไม่แน่นอน หากต้องการใช้ในช่วงขาดแคลนไม่สามารถสั่งเดินเครื่องผลิตไฟได้ทันที
นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยเรื่องกายภาพของประเทศ ที่ไทยมีจุดอ่อนอยู่บริเวณภาคใต้ เพราะว่าสายส่งไฟฟ้ามีอยู่เพียงหนึ่งเส้นด้วยลักษณะของภูมิประเทศที่เป็นแนวยาว (ช่วงตั้งแต่ประจวบคีรีขันธ์ลงไป) จึงต้องมีระบบเผื่อไว้ เพราะหากลักษณะของพื้นที่เป็นโครงข่ายเหมือนใยแมงมุมที่โยงถึงกันหมดก็สามารถสำรองกำลังผลิตไว้จำนวนไม่สูงมากได้
ข้อมูลตัวเลขที่ เลขาธิการ กกพ. อ้างกับบีบีซีไทย ชี้ให้เห็นถึงสัดส่วนไฟฟ้าจาก 2 กลุ่ม ที่ไม่ได้นำมาคิดเป็นกำลังผลิตไฟฟ้าที่รองรับความมั่นคงของระบบไฟฟ้าของประเทศ ได้แก่ ไฟฟ้าจากกลุ่มโรงไฟฟ้าประเภทสัญญา Non-Firm หรือผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายเล็ก ที่พลังงานหมุนเวียนจาก ลมและแสงอาทิตย์ 7,533 เมกะวัตต์ และกลุ่มโรงไฟฟ้าประเภทสัญญา Firm ขนาดใหญ่ โดย เลขาธิการ กกพ. บอกว่า เป็นโรงไฟฟ้าที่มีข้อจำกัดในการเดินเครื่องทั้งสิ้น 4 แห่ง เป็นโรงไฟฟ้าของ กฟผ. ประเภทเผาเชื้อเพลิงและโรงไฟฟ้าจากพลังน้ำ รวม 6,961 เมกะวัตต์

ที่มาของภาพ, กกพ.
“การกำหนด reserve margin (ปริมาณไฟฟ้าสำรอง) ไม่ใช่หารกันง่าย ๆ มันมีหลายองค์ประกอบอยู่ ที่เขาคิดรวมอยู่ เป็นวิชาการพอสมควร ประกอบกับตัว physical (กายภาพ) ของประเทศ การใช้เชื้อเพลิง ไฟเราต้องไปทั่วประเทศ แต่ว่าก๊าซเรามีอยู่แค่นี้ ก็ต้องมีบาลานซ์กับส่วนข้างบน หรือหากโรงไฟฟ้าแม่เมาะ หลุดไปทั้งโรง ไฟข้างล่างจะขึ้นไปช่วยทันไหม มันคือองค์ประกอบหลาย ๆ อันประกอบกัน แต่จะเป็นเท่าไหร่ ต้องไปถามนโยบาย ผมไม่ก้าวล่วง ว่าเขาจะกำหนดเท่าไหร่”
ตัวเลขโดยรวม เท่ากับว่า จากกำลังผลิตติดตั้งทั้งระบบ 45,000-48,000 เมกะวัตต์ ไฟฟ้าส่วนของ 2 กลุ่มที่กำลังผลิตรวมกันแล้วได้ราว ๆ 14,000 เมกะวัตต์ จะไม่ถูกนับรวมด้วย ตัวเลขที่ทาง กกพ. คำนวณออกมา ทำให้เห็นว่าปริมาณกำลังผลิตสำรองที่สามารถพึ่งพาได้ไม่ถึง 30%
"หากตัดกลุ่มนี้ออกไป ทำให้โรงไฟฟ้าที่จะเดินเครื่องจริง ๆ มีสักเท่าไหร่ มันไม่ได้สูงอย่างที่เขา (ภาคประชาชน) บอก ที่เค้าบอกว่า reserve (ปริมาณไฟฟ้าสำรอง) สูง เพราะว่านับหมด ทั้งแสงอาทิตย์ นับกี่แผงที่ใช้ได้จริง ๆ แต่มันใช้ไม่ได้จริง... มันไม่สามารถซัพพอร์ตความมั่นคงทางพลังงานได้" นายคมกฤชกล่าว
“Reserve มันไม่ได้สูง เพียงแต่ว่าโรงไฟฟ้ามันทับซ้อนนิดนึง เพราะว่ามันเป็นโรงไฟฟ้ารุ่นเก่า”
ค่าไฟขึ้น เพราะก๊าซขาดแคลน- แพงขึ้น ใช่เหตุผล (เดียว) จริงหรือ?
เลขาธิการ กกพ. กล่าวว่า สาเหตุที่ทำให้ค่าไฟฟ้าสูงขึ้นนั้นมาจากต้นทุนค่าเชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติเป็นหลัก
ในการขึ้นค่าไฟฟ้าผันแปร หรือ เอฟที รอบเดือน ก.ย.-ธ.ค. 2565 กกพ. ระบุถึงสาเหตุการปรับขึ้นค่าเอฟที เกิดจากปริมาณก๊าซธรรมชาติทั้งอ่าวในประเทศ และที่นำเข้าจากเมียนมาลดลง การชะลอการลงุทนของผู้ผลิตก๊าซแอลเอ็นจี และภาวะสงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่ทำให้ความต้องใช้เพิ่มขึ้นในยุโรป การคิดค่าเอฟทีรอบนี้ จึงเป็นการพิจารณาให้สะท้อนต้นทุน โดยยังไม่รวมที่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) รับภาระต้นทุนแทนผู้ใช้ไฟฟ้าประมาณ 83,010 ล้านบาท
“ตัวนี้ที่เป็นปัจจัยทำให้กระทบมาก ๆ และประกอบ กับก๊าซในแหล่งเอราวัณหาย เกิดสงครามทำให้ก๊าซแอลเอ็นจีแพง แล้วก๊าซพม่าก็จะหายไปอีก ตัวนี้จะส่งผลกระทบต่อภาคพลังงานมากกกว่า อันนี้คือสถานการณ์ตลาด”

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากสภาองค์กรของผู้บริโภคที่ระบุว่า ค่าไฟฟ้าแพงนั้นเกิดจากคนไทยต้องจ่ายราคาค่าไฟที่รวมเอาค่าซื้อไฟฟ้าปริมาณสำรองของประเทศ เข้าไปด้วยนั้น ประเด็นนี้ในเอกสารของ กกพ. เอง ก็ระบุถึงสูตรการคำนวณค่าเอฟที "ในการทยอยเรียกเก็บเงินเพื่อชดเชยต้นทุนให้กับ กฟผ." อยู่ด้วย
แล้วเงินส่วน 83,010 ล้านบาท ที่ กฟผ. รับภาระต้นทุนแทนผู้ใช้ไฟฟ้าในค่าเอฟทีรอบที่ผ่านมา เป็นค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง เลขาธิการ กกพ. บอกกับบีบีซีไทยว่า คือ ภาระค่าใช้จ่ายที่ กฟผ. ต้องจ่ายให้กับโรงไฟฟ้าขนาดเล็กของเอกชน (SPP) ที่ กฟผ. ไปรับซื้อไฟฟ้ามา โดยเป็นเงินอุดหนุนต้นทุนค่าซื้อก๊าซธรรมชาติมาผลิตไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นตามสถานการณ์ของก๊าซธรรมชาติที่ขาดแคลนและต้องซื้อก๊าซในตลาดแอลเอ็นจีแพงขึ้น
“ต้นทุน (ค่าซื้อก๊าซธรรมชาติมาผลิตไฟฟ้า) ตรงนี้มันเพิ่มทั้งหมด แต่ว่าราคาตรงนี้นโยบายรัฐบาลบีบไว้ไม่ให้เพิ่ม เพราะฉะนั้นประชาชนจ่ายในราคาที่ถูก แต่ กฟผ. จ่ายในราคาต้นทุนที่แพง เพราะฟิกซ์ด้านนี้ไว้ ต้นทุนของเอกชนไม่เพิ่มขึ้น” เลขาธิการ กกพ. กล่าว
เมื่อโรงไฟฟ้าเอกชนขนาดใหญ่ (IPP) ไม่เดินเครื่อง โรงไฟฟ้าเล็ก SPP ของเอกชนโกยค่าขายไฟ
เมื่อดูสัดส่วนของผู้ผลิตและราคาของไฟฟ้าที่ใช้ในประเทศไทย สัดส่วนที่ กฟผ. ผลิตเองอยู่ที่ 34% ขณะที่โรงไฟฟ้าเอกชนขนาดใหญ่ (IPP ซึ่งรวมบริษัทลูก กฟผ.ด้วย) และโรงไฟฟ้าเอกชนขนาดเล็ก (SPP) รวมกันอยู่ที่ราว ๆ 52% นอกจากนั้นเป็นการซื้อจากประเทศเพื่อนบ้าน โดย กฟผ. จ่ายค่าซื้อไฟให้กับเอกชนอยู่ที่กว่า 154,000 ล้านบาท
ขณะเดียวกัน ตัวเลขค่าซื้อไฟฟ้าจากเอกชนเอง พบว่า แม้สัดส่วนปริมาณของ IPP จะมากกว่า SPP แต่ค่าซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าขนาดเล็กกลับแพงกว่า

อธิบายเบื้องต้นว่าโรงไฟฟ้า SPP หรือโรงไฟฟ้าเอกชนขนาดเล็กนั้น มีการทำสัญญาซื้อขายกับ กฟผ. ยาวนาน 25 ปี เนื่องจากรัฐต้องการจูงใจเข้ามาร่วมผลิต ไฟฟ้าที่ผลิตได้ส่วนหนึ่งจะเป็นการขายไฟฟ้าให้แก่นิคมอุตสาหกรรมและอีกส่วนขายให้กับ กฟผ. เพื่อนำมาขายให้ประชาชนอีกต่อหนึ่ง โดยสัดส่วนเชื้อเพลิงที่นำมาใช้ผลิตไฟฟ้ากว่า 53% นั้นคือ ก๊าซธรรมชาติ
แต่ข้อมูลที่น่าสนใจที่ปรากฏจากฐานข้อมูล กฟผ. นั้น รองเลขาธิการสภาองค์กรของผู้บริโภค กล่าวว่า จากตัวโรงไฟฟ้าหลักหรือ IPP 12 แห่ง ซึ่งตอนนี้มีแห่งที่ 13 ในเครือของกัลฟ์เพิ่มเข้ามา มีอยู่ 7 แห่ง ที่ กฟผ. "ต้องจ่ายค่าซื้อไฟฟ้า โดยไม่มีหน่วยผลิตไฟฟ้า ทำให้สันนิษฐานว่า เป็นภาระจากการจ่ายซื้อไฟฟ้า คือค่าความพร้อมจ่ายไฟฟ้าที่ภาคประชาชนให้ข้อมูลมาโดยตลอด"
รูปแบบนี้ปรากฏมาตั้งแต่รอบค่าเอฟที พ.ค.- ส.ค. และรอบเดือน ก.ย.-ธ.ค. 2565

บริษัทผลิตไฟฟ้า เดินเครื่องโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก เพราะค่าไฟต่อหน่วยที่ขายได้แพงกว่า ?
อิฐบูรณ์ อ้นวงษา รองเลขาธิการสภาองค์กรของผู้บริโภค ชี้ว่าโรงไฟฟ้าเอกชนขนาดเล็ก หรือ SPP โดยพื้นฐานแล้วมักเข้าใจว่าเป็นโรงไฟฟ้าที่ใช้พลังงานหมุนเวียนมาผลิตไฟฟ้า แต่เมื่อลงรายละเอียดพบว่าโรงไฟฟ้า SPP เกือบ 50% ใช้เชื้อเพลงจากก๊าซธรรมชาติ
เขาอธิบายถึงความซับซ้อนนี้ ว่า เอกชนที่เป็นเจ้าของโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ (IPP) ที่ใช้ก๊าซผลิตไฟ ก็มีโรงขนาดเล็ก (SPP) ที่เชื่อมโยงกับโรงใหญ่ด้วยเช่นกัน และเป็นบริษัทในเครือเดียวกัน ทว่าราคาไฟฟ้าที่ขายได้จากโรงเล็กนั้นสูงกว่าการนำไฟฟ้าจากโรงใหญ่มาผลิต
“IPP ผลิตก๊าซต่อหน่วย มันตกอยู่ 3 บาท ต้น ๆ แต่ผมมีบริษัทลูกของผมใน SPP ในสัญญาเหมือนกัน แต่ผมขายให้ กฟผ. ได้เกือบ 4 บาท ผมหยุดพักตรงนั้นก็ได้แล้วมาเล่น 4 บาท รัฐบาล กกพ. กฟผ. ก็ไม่พูด แล้วมารับซื้อ SPP ในสัดส่วนที่มากขึ้น มากขึ้นถึงขนาดที่ว่ากำลังการผลิตติดตั้งน้อยกว่า IPP แต่ปริมาณการรับซื้อดันมากกว่า IPP หรือใกล้เคียง นั่นคือภาพที่คุณเห็นว่าราคาสูง”
จากความเห็นของภาคประชาชนอย่างสภาองค์กรผู้บริโภค นี่เป็นเหตุที่สรุปได้ว่า ค่าไฟฟ้าเอฟทีที่สูงขึ้น ไม่ใช่เพราะเหตุเรื่องก๊าซธรรมชาติขาดแคลน แพงขึ้น ต้องซื้อในแหล่งที่แพงขึ้นอย่างเดียว แต่เป็นเพราะปัจจัยการซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าเอกชนขนาดเล็กที่มีราคาต่อหน่วยแพงกว่าด้วย
“ดังนั้น ก็สะท้อนกลับมาที่เป็นภาระของค่าเอฟที นอกจากต้นทุนของค่าก๊าซแอลเอ็นจีที่เพิ่มขึ้นแล้ว กฟผ. ยังไปรับซื้อ หน่วยที่มีอัตราราคาขายที่แพงกว่า ก็เป็นสองเด้ง และซื้อมากด้วย ไม่ได้ซื้อน้อย”
“ผลประกอบการก็สะท้อนจากบริษัทลูกมายังบริษัทแม่โดยภาพรวม และก็สะท้อนมายังที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยอีกทีหนึ่ง โมเดลนี้เป็นโมเดลที่ถูกปฏิบัติอยู่โดยมองข้าม ความทุกข์ของประชาชนซึ่งตัวเล็ก และภาคธุรกิจอื่น ๆ ด้วย” รองเลขาธิการสภาองค์กรของผู้บริโภค ระบุ
ฐานข้อมูลของ กฟผ. ที่บีบีซีได้เห็นราคาไฟฟ้าต่อหน่วย พบกว่าโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ของเอกชน IPP หากเป็นถ่านหินจะอยู่ที่หน่วยละ 1 บาทกว่า ๆ ส่วนก๊าซธรรมชาติอยู่ที่ราว ๆ 3 บาท ถึง 4.60 บาท แตกต่างกันไปแต่ละเดือนและโรงไฟฟ้า
ขณะที่โรงไฟฟ้าเอกชนขนาดเล็ก SPP ประเภทสัญญา Firm จากฐานข้อมูลบันทึกว่า ราคามีตั้งแต่ 4.00-4.72 บาท

ที่มาของภาพ, กฟผ.
ค่าไฟหนึ่งหน่วยประกอบไปด้วยอะไรบ้าง
เมื่อดูโครงสร้างต้นทุนค่าไฟฟ้าต่อหนึ่งหน่วย ประกอบไปด้วย 5 ส่วน ได้แก่ ต้นทุนระบบจำหน่ายและค้าปลีก ต้นทุนระบบส่งไฟฟ้า นโยบายของภาครัฐ ต้นทุนเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า และต้นทุนการก่อสร้างโรงไฟฟ้า
จากข้อมูลโครงสร้างต้นทุนของเดือน ก.ย.- ธ.ค. 2565 ที่ปัจจัยต้นทุนเชื้อเพลิงอย่างก๊าซธรรมชาติแพง ทำให้ในราคาไฟ 4.7176 บาทต่อหน่วย เป็นค่าเชื้อเพลิงแล้วเกือบ 3 บาท อัตราส่วนที่รองลงมา คือ ต้นทุนค่าก่อสร้างโรงไฟฟ้าราว 80 สตางค์ ซึ่งค่าความพร้อมจ่ายที่ กฟผ. ต้องจ่ายให้เอกชนก็อยู่ในก้อนนี้ด้วย
และหากเทียบโครงสร้างต้นทุนค่าไฟระหว่างปี 2558 ซึ่งเป็นปีฐานที่ใช้คำนวณ กับ ปี 2565 ค่าความพร้อมจ่าย (AP) ที่ต้องจ่ายให้โรงไฟฟ้าเอกชนขนาดเล็ก (SPP) เพิ่มขึ้นในอัตราที่สูงกว่าค่าความพร้อมจ่ายของโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่และโรงไฟฟ้าของ กฟผ.

ทำไมถึงไม่เดินเครื่องโรงไฟฟ้าเอกชนขนาดใหญ่ที่ราคาไฟฟ้าถูกกว่า
ข้อมูลที่เลขาธิการ กกพ. อธิบายสรุปได้ง่าย ๆ ว่าเพราะในอดีตจำนวนโรงไฟฟ้าขนาดเล็กเอกชน (SPP) ไม่ได้มีจำนวนมากเท่ากับในปัจจุบัน ซึ่งเป็นเรื่องของการกำหนดนโยบายพลังงานที่ให้รับซื้อไฟจากโรงไฟฟ้าเอกชนขนาดเล็กเพิ่มขึ้น เพราะรัฐต้องการส่งเสริมนิคมอุตสาหกรรม สัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับส่วนนี้ เป็นสัญญาที่ต้องซื้อ (Must Take)โดยโรงไฟฟ้าขนาดเล็กของเอกชนนี้ เติบโตขึ้นมาเรื่อย ๆ ตั้งแต่หลังปี 2558 ซึ่งถือว่าเป็นปีฐานของการคิดค่าไฟ
"ปี 58 โรง SPP ไม่ค่อยเยอะ แต่พอปี 65 เพิ่มจำนวนมาเกือบเท่า เนื่องจากสัญญา SPP ตามนโยบายต้องมีการเดินเครื่อง เป็นสัญญาที่เราต้องเดินเขา เพราะเขาลิงค์กับนิคมอุตสาหกรรมตามนโยบาย พอเราเดินปุ๊ป ก็ต้องไปลดโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ และถ้าต้องเดินเครื่องไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ก็ต้องไปลดโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ ขณะที่โรงไฟฟ้าขนาดเล็กต้นทุนมันแพงกว่า" นายคมกฤชกล่าว
เลขาธิการ กกพ. กล่าวด้วยว่า อีกปัจจัยคือการเพิ่มขึ้นของสัดส่วนโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน ทำให้บางช่วงโรงใหญ่อาจจะไม่ได้เดินเครื่องผลิตไฟ ประกอบกับช่วงความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดไม่ได้มีตลอด ส่วนอีกปัจจัยคือบางช่วงโครงสร้างพื้นฐานอย่างระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติไปยังโซนสระบุรี ลพบุรี ที่ใช้ได้เพียงหนึ่งเส้นทาง เพราะมีปัญหาการก่อสร้าง

ที่มาของภาพ, EGAT
ความเป็นไปนี้ สอดคล้องกับสภาองค์กรของผู้บริโภค ที่มองว่าระบบสัญญาการซื้อขายไฟระหว่างรัฐและเอกชนในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ นั้นยิ่งส่งประโยชน์ต่อธุรกิจพลังงาน
“ที่เราเห็นคือ โรงไฟฟ้าก๊าซมันไหลเข้ามาตามระบบสัญญาที่ทำไว้ต่อเนื่อง โดยเฉพาะของกัลฟ์ เข้ามาเป็นพวงเลย หลังจากกัลฟ์ชนะศาลปกครอง และยังไปเดินหน้าพลิกเปลี่ยนมือ ต่อมากลุ่มทุนอีกกลุ่มออร์เดอร์มา อยากได้พลังน้ำ เพราะฉะนั้นจะเห็นภาพว่าประเทศนี้ ขับเคลื่อนด้วยธุรกิจพลังงาน แต่ไม่ใช่เอาธุรกิจพลังงานมารองรับการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจของประเทศ กลายเป็นว่า ณ ขณะนี้ ธุรกิจพลังงานกลายเป็นภาระของระบบเศรษฐกิจของประเทศไปแล้ว ทุกภาคส่วน อุตสาหกรรมอื่น ภาคธุรกิจอื่นต้องมาแบกภาระ ด้วยค่าไฟหน่วยละ 4.72 บาท ในรอบเดือนนี้" อิฐบูรณ์ รองเลขาธิการสภาองค์กรผู้บริโภคกล่าว
กัลฟ์ เอกชนเจ้าใหญ่ผู้ขายไฟให้ กฟผ.
แล้วใครเป็นผู้กำหนดว่าไฟฟ้าของประเทศ ควรได้มาจากผู้ผลิตส่วนไหนเท่าไหร่ เป็นอำนาจตัดสินใจของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ ที่นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ส่วน กกพ. เป็นผู้กำกับให้เรื่องพลังงานของประเทศเป็นไปตามนโยบาย
แต่ประเด็นว่าด้วย สัดส่วนจาก กฟผ. หรือจากเอกชนจะเป็นเท่าใดนั้น เลขาธิการ กกพ. บอกว่า เรื่องนี้อยู่ในกระบวนการพิจารณาวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ
ทว่าหากกางดูตัวเลขในระบบแล้ว สัดส่วนของโรงไฟฟ้าเอกชนขนาดใหญ่ (IPP) ที่ กฟผ. รับซื้อ 13 แห่ง ในจำนวนนี้ 6 แห่ง เป็นโรงไฟฟ้าของกลุ่มบริษัทกัลฟ์ (GULF) ที่มีสารัชถ์ รัตนาวะดี เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร แชมป์เศรษฐีหุ้นไทยปี 2564 ตามการจัดอันดับของนิตยสารการเงินธนาคาร
ปัจจุบัน กัลฟ์มีโรงไฟฟ้าซึ่งใช้ก๊าซธรรมชาติ ทั้งขนาดใหญ่ (IPP) และเล็ก (SPP) จากรายงานประจำปี 2554 ของบริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จีดีวอลลอปเมนท์ จำกัด ระบุว่าบริษัทมีโรงไฟฟ้า IPP อยู่ทั้งสิ้น 6 โครงการ เป็นโรงไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติที่ผลิตและจำหน่วยไฟฟ้าให้แก่ กฟผ. ตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาว 25 ปี ซึ่งนับว่าเป็นครึ่งหนึ่งของเอกชนที่ขายไฟให้ กฟผ.
ส่วนโรงไฟฟ้าประเภทผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนขนาดเล็ก (SPP) จากก๊าซธรรมชาติ มีทั้งสิ้น 19 โครงการในไทย กำลังผลิตติดตั้งรวม 2,474 เมกะวัตต์ ผลิตและจำหน่ายไฟฟ้า 70-80% ให้กับ กฟผ. ตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้าเป็นระยะเวลา 25 ปี ซึ่งส่งต่อไฟฟ้าไปยังการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคและนครหลวง ขณะที่ไฟฟ้าส่วนที่เหลือ ขายให้กับกลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรม
ที่น่าสนใจ คือ การเติบโตของโรงไฟฟ้า SPP ของกัลฟ์ เมื่อดูจากรายงานประจำปีพบว่า 7 แห่ง เปิดดำเนินการในปี 2556 ขณะที่อีก 12 แห่ง เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ในช่วงระหว่างปี 2560-2562 หรือช่วงหลังรัฐประหารปี 2557

ที่มาของภาพ, GULF
หากดูสัดส่วนของโรงไฟฟ้า SPP สัญญา Firm ประเภท cogen ทั้งสิ้น 73 แห่ง บนเว็บไซต์ของ กฟผ. จะพบว่า เป็นบริษัทกัลฟ์ 19 แห่ง รองลงมาได้แก่ บี.กริม 14 แห่ง โกลว์ 9 แห่ง นอกจากนั้นเป็นเอกชนรายอื่นรายละ 1-2 แห่ง ซึ่งรวมทั้งบริษัทย่อยของบริษัทผลิตไฟฟ้าราชบุรี บริษัทลูกของ กฟผ. ด้วยเช่นกัน
นอกจากนี้ รายงานประจำปียังบอกด้วยว่า กัลฟ์ยังทำธุรกิจจัดหาและค้าส่งก๊าซธรรมชาติผ่านบริษัทย่อย GULF LNG ที่ได้รับอนุญาตให้จัดหาและค้าส่งก๊าซธรรมชาติจาก กกพ. เพื่อขายให้กับโรงไฟฟ้าเพื่อไปผลิตกระแสไฟฟ้าด้วย
ล่าสุด กัลฟ์ยัง รายงานผลประกอบการไตรมาส 2/2565 รับรู้กำไรจากการดำเนินงาน 3,081 ล้านบาท จากรายได้รวม 24,553 ล้านบาท โดยระบุว่ามาจากการเปิดดำเนินการโรงไฟฟ้า GSRC หน่วยที่ 1-3 ประกอบกับรายได้ที่เพิ่มขึ้นจากโครงการโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ SPP 12 โครงการ อันเนื่องมาจากราคาขายไฟฟ้าที่สูงขึ้นตามราคาก๊าซธรรมชาติ และจากปริมาณการขายไฟฟ้าให้แก่กลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรม และส่วนแบ่งกำไรจาก INTUCH
จากข้อมูลนี้ชี้ว่า เอกชนยังทำกำไรจากการผลิตและขายไฟฟ้าได้ ขณะที่ค่าไฟรอบบิลเดือน พ.ค. และรอบบิลเดือน ก.ย. ที่ผ่านมา ทยอยปรับขึ้น
ค่าไฟฟ้า นโยบายรัฐ กับภาระประชาชน
ในเรื่องของค่าไฟฟ้า รองเลขาธิการสภาองค์กรของผู้บริโภคชี้ว่า การกำหนดนโยบายจากรัฐบาลไม่ได้มีความตั้งใจอย่างแท้จริงที่จะลดภาระของประชาชน แต่มุ่งส่งเสริมการลงทุนของธุรกิจอุตสาหกรรมโรงไฟฟ้าเป็นสำคัญและต่อเนื่องและไม่หยุด
นอกจากนี้ยังสนับสนุนแม้กระทั่งราคา อย่างเช่นที่อนุมัติการซื้อไฟฟ้าล่าสุดของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) จากโรงไฟฟ้าพลังน้ำของเขื่อนปากแบง หลวงพระบาง แต่ราคารับซื้อสูงกว่า ราคาโรงไฟฟ้าเขื่อนที่มีอยู่เดิมหนึ่งเท่าตัว เทียบเท่าราคาซื้อไฟฟ้าที่ใช้ก๊าซธรรมชาติผลิต
"หลักการนโยบายมันควรจะเอาพลังงานมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ แต่ตอนนี้ธุรกิจพลังงานถูกใช้เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ร่วมกันของกลุ่มคนจำนวนหนึ่ง ตัวที่เป็นรูปธรรม คือ ธุรกิจพลังงานรวยติดอันดับสูงกว่าเศรษฐีธุรกิจอาหารแล้วในปัจจุบัน"
ส่วนค่าไฟฟ้าจะแพงและปรับเพิ่มขึ้นในรอบบิลหน้าหรือไม่อย่างไร เลขาธิการ กกพ. บอกบีบีซีไทยว่า คาดการณ์ว่าจะมีการปรับเพิ่มเพราะปัจจัยเรื่องก๊าซในเมียนมาเข้ามากดดัน
เขาบอกด้วยว่า จากรอบบิล ก.ย.-ธ.ค. 2565 ต้นทุนค่าเชื้อเพลิงต่อหน่วย อยู่ที่กว่า 2.90 บาท แต่ในรอบบิลหน้าคาดว่าจะเพิ่มเป็นกว่า 3 บาทต่อหน่วย
"ยกเว้นแต่เรามาจัดสรรก๊าซใหม่ โดยส่งให้กับประชาชนก่อน เพราะทุกวันนี้จะเข้าโรงแยกก๊าซก่อนแล้วจึงกระจายมา แต่ทั้งหมดคือ Zero sum game ถ้าประชาชนถูกอุตสาหกรรมก็แพง... เพราะใช้ทรัพยากรก้อนเดียวกัน" นายคมกฤชกล่าว











