"บรรยงค์" เจ้าของข้อความแจง "สื่อสังคม" หมายถึงผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ทั่วไป ไม่ได้หมายถึงสำนักข่าวใด

facebook post

ที่มาของภาพ, FACEBOOK/สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย

คำบรรยายภาพ, ข้อความที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยได้โพสต์และลบออกไป

เมื่อช่วงก่อนเที่ยงวันนี้ (15 ก.พ.) สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยโพสต์ภาพที่มีข้อความระบุว่า “‘สื่อสังคม’ ไม่ใช่ ‘สื่อมวลชน’ แม้มีอาชีพสื่อมวลชนก็ไม่ใช่ ‘สื่อมืออาชีพ’ หากไม่ยึดมั่นใน ‘อาชีวปฏิญาณ’” ลงชื่อ นายบรรยงค์ สุวรรณผ่อง 14 ก.พ. 2567 ก่อนที่โพสต์ดังกล่าวจะถูกลบออกไปในเวลาต่อมา พร้อมข้อกังขาของสื่อมวลชนจำนวนหนึ่งว่าเป้าประสงค์ของข้อความในภาพคืออะไร

นี่เป็นความเคลื่อนไหวล่าสุดของสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย หลังเกิดเหตุการณ์จับกุมนักข่าวจากประชาไทและช่างภาพจากสื่อออนไลน์ชื่อว่า Spacebar ได้เพียง 3 วัน ในข้อหาเป็นผู้สนับสนุน ทำให้โบราณสถานเสียหายจากการขีดเขียนข้อความตาม พ.ร.บ.โบราณสถานฯ และ พ.ร.บ.ความสะอาดฯ จากกรณีที่ไปรายงานข่าวเหตุการณ์ที่ศิลปินอิสระพ่นสีข้อความทำเป็นสัญลักษณ์เกี่ยวกับ 112 และเครื่องหมายสัญลักษณ์ "อนาคิสต์" บนกำแพงวัดพระแก้ว ด้านตรงข้ามสนามหลวง เมื่อเกือบหนึ่งปีก่อน

ถึงแม้สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยได้ออกแถลงการณ์แสดงความกังวลสิทธิเสรีภาพสื่อที่ถูกปิดกั้น หลังเกิดเหตุจับกุมนักข่าวและช่างภาพเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 12 ก.พ. แต่เนื้อหาส่วนหนึ่งในแถลงการณ์เดียวกันก็ระบุด้วยว่า

“...สุดท้ายขอเรียกร้องให้บรรณาธิการและต้นสังกัด กำกับดูแลผู้ปฏิบัติงานข่าวทำงานอยู่ในกรอบจริยธรรมแห่งวิชาชีพ กฏหมาย ยึดหลักการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน นำเสนอข้อมูลข่าวสารเป็นประโยชน์ต่อสาธารณชน นำเสนอข่าวสารด้วยข้อมูลข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง รอบด้าน เพื่อให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย...”

แถลงการณ์

ที่มาของภาพ, FACEBOOK/สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย

คำบรรยายภาพ, แถลงการณ์ของสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์ต่อกรณีสื่อมวลชนถูกจับ

ทั้งนี้ แม้ทางสมาคมนักข่าวฯ นำข้อความของนายบรรยงค์ สุวรรณผ่อง กรรมการวิชาชีพ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย มาโพสต์ลงเฟซบุ๊กโดยไม่เจาะจงไปยังกรณีใดก็ตาม แต่ผู้ประกอบอาชีพสื่อออนไลน์และสื่ออิสระต่างมีคำถามต่อท่าทีจากโพสต์ดังกล่าวของสมาคมนักข่าวฯ ว่าสื่อสังคมที่หมายถึงคือใคร หมายถึงผู้ผลิตสื่อออนไลน์ที่พึ่งพาแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ ว่าไม่ถือว่าเป็นสื่อมวลชนใช่หรือไม่

เพจเฟซบุ๊กของสื่อออนไลน์ชื่อว่า Lanna ได้โพสต์ข้อความว่า "สำนักข่าว Lanner ตั้งคำถามว่าสรุปแล้วเราคือ 'สื่อ' แบบไหนกันแน่ถึงจะตรงตามแบบอาชีวปฏิญาณ" เช่นเดียวกับ ฐปณีย์ เอียดศรีไชย ผู้ก่อตั้งสำนักข่าวเดอะรีพอร์ตเตอร์ที่ตั้งคำถามว่า "อะไรคืออาชีวปฏิญาณ"

ด้านนางสาวหทัยรัตน์ พหลทัพ บรรณาธิการเดอะอีสานเรคคอร์ด ได้แชร์ภาพข้อความที่โพสต์โดยสมาคมนักข่าวฯ พร้อมกับตั้งคำถามว่า "แล้วแบบไหนคือสื่อมืออาชีพ ทำให้ดูหน่อย #สมาคมนักข่าว"

แม้แต่เพจ ส่องสื่อ ซึ่งมักผลิตเนื้อหาเกี่ยวกับแวดวงสื่อสารมวลชนในประเทศไทย ยังระบุในเพจเฟซบุ๊กว่า ขอคำอธิบายให้สื่อมวลชนเข้าใจถึงเนื้อหาที่โพสต์และลบไป เพราะอาจเกิดการตีความแตกต่างกัน และอาจทำให้เกิดความสับสนในวิชาชีพ โดยเฉพาะความน่าเชื่อถือและความมั่นใจต่อสมาคมนักข่าวฯ

บรรยงค์

ที่มาของภาพ, Facebook/Banyong Suwanpong

คำบรรยายภาพ, นายบรรยงค์ สุวรรณผ่อง กรรมการวิชาชีพ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย

“ผมไม่ว่าใครเลย หากเขาจะมองผมผิดไปจากความหมาย” นายบรรยงค์ สุวรรณผ่อง เจ้าของข้อความดังกล่าว บอกกับบีบีซีไทย และอธิบายว่า สื่อสังคม ในทีนี้หมายถึงผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ทั่วไป หรือ user ซึ่งไม่ได้มีอาชีพเป็นสื่อมวลชน แต่สามารถสร้างเนื้อหาลักษณะ user-generated content (UGC) หรือแสดงความเห็นต่าง ๆ ตามสิทธิและเสรีภาพด้านการแสดงออกได้ จึงไม่ถือว่าเป็นสื่อมวลชน

เขากล่าวกับบีบีซีไทยต่อว่า ในเวลาเดียวกัน ผู้ประกอบอาชีพสื่อมวลชนมีจำนวนมาก แต่ไม่ใช่ทุกคนที่ยึดถือจรรยาบรรณวิชาชีพหรือที่เรียกกันว่า อาชีวปฏิญาณ ซึ่งหมายถึงผู้ที่ให้คำมั่นต่อวิชาชีพว่าจะทำงานอย่างมืออาชีพ และอาชีพสื่อมวลชนมีความรับผิดชอบหลายระดับ ไม่ว่าจะเป็นความรับผิดชอบต่อตนเอง ต่อสังคม และต่อประเทศชาติ

“สื่อมวลชนต้องใช้สื่ออะไรในวันนี้มันเป็นเรื่องของเขา สื่อดิจิทัล สื่อออนไลน์ ฯลฯ และสื่อมวลชนทุกวันนี้ก็ไม่จำเป็นต้องมีสังกัด ซึ่งสื่อต่างประเทศเขาทำมานานแล้วด้วยซ้ำไป อย่างฟรีแลนซ์ที่รับงานจากองค์กรต่าง ๆ อีกที ดังนั้น ถ้าเขายึดมั่นในจริยธรรมวิชาชีพ เขาก็เป็นสื่อมืออาชีพ”

กรรมการวิชาชีพ สมาคมนักข่าวฯ ผู้นี้ กล่าวต่อด้วยว่า ข้อความของเขาไม่ได้เจาะจงไปยังกรณีที่สื่อมวลชนจาก 2 สำนักถูกจับกุม “ผมไม่มีวันตำหนิใครว่าไม่ดี และผมก็ไม่เคยทำด้วย” แต่ต้องการให้ข้อคิดกับสื่อมวลชนว่าควรทำงานโดยยึดหลักจรรยาบรรณวิชาชีพ” พร้อมกับเน้นย้ำว่าหากเขาต้องการเจาะจงกรณีใดเป็นพิเศษ ก็จะระบุอย่างชัดเจน ไม่แสดงความเห็นผ่านข้อความอย่างคลุมเครือ

อย่างไรก็ตาม เขายังกล่าวด้วยว่า “นักข่าว 2 คนที่เป็นข่าวอยู่ เขามีสังกัดทั้งคู่ เขามีอาชีพสื่อ เขาจะยึดมั่นในจริยธรรมวิชาชีพหรือไม่ก็ว่ากันไป” ส่วนกรณีโดนดำเนินคดีตามกฎหมายนั้น โดยส่วนตัวเขาก็เคยมาแล้วเมื่อตอนทำงานนักข่าว

"คนทำสื่อทุกคน เขามีความรู้สึก ความนึกคิด เขาจะชอบหรือไม่ชอบใครก็เป็นสิทธิของเขา แต่เมื่อใดก็ตามที่ทำหน้าที่ สิ่งที่กังวลมีอย่างเดียว ในฐานะสื่อเป็นนายทวารข่าวสารและเป็นผู้กำหนดวาระข่าวสาร หากใจแยกไม่ออก ผู้รับสารไม่รู้เลยว่ามันเบี่ยงไปแล้ว มันเลือกไปแล้ว

นายบรรยงค์ยังระบุกับบีบีซีไทยด้วยว่า ตนเองเป็นผู้โพสต์ภาพข้อความดังกล่าวเอง แต่ความตั้งใจเดิมนั้นต้องการโพสต์ไปยังเพจเฟซบุ๊กที่ชื่อว่า จริยธรรมสื่อมวลชน ซึ่งต่อมาพบว่าข้อความกลับไปโชว์ที่เพจของสมาคมนักข่าวฯ แทน

ทางผู้ดูแลเพจสมาคมนักข่าวฯ จึงตัดสินใจลบภาพดังกล่าวในเวลาต่อมา เนื่องจากเห็นว่าเป็นเนื้อหาที่โพสต์ด้วยความผิดพลาดทางเทคนิค

หมายเหตุ มีการปรับปรุงเนื้อหาข่าวเมื่อเวลา 19.30 น.