นักสิทธิมนุษยชนชี้ จับนักข่าวประชาไท-ช่างภาพอิสระเท่ากับการกดเพดานการทำงานสื่อลง

ภาพผู้สื่อข่าวประชาไทถูกตำรวจแสดงหมายจับกุม

ที่มาของภาพ, X/@TLHR2014

คำบรรยายภาพ, ผู้สื่อข่าวประชาไท ซึ่งรายงานข่าวเหตุการณ์นักกิจกรรมพ่นสีกำแพงวัดพระแก้ว เมื่อเดือน มี.ค.2566 ถูกตำรวจ สน.พระราชวัง จับกุมที่บ้านพัก โดยแสดงหมายจับของศาลอาญา เข้าจับกุม

"เป็นผู้สนับสนุน ทำให้โบราณสถานเสียหายจากการขีดเขียนข้อความตาม พ.ร.บ.โบราณสถาน และ พ.ร.บ.ความสะอาดฯ คือ ข้อหาที่ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวประชาไท และช่างภาพอิสระ ถูกตำรวจจับกุมตัว เมื่อวันที่ 12 ก.พ. จากกรณีที่ไปรายงานข่าว เหตุการณ์ที่ศิลปินอิสระพ่นสีข้อความทำเป็นสัญลักษณ์ไม่เอา 112 และเครื่องหมายสัญลักษณ์ "อนาคิสต์" บนกำแพงวัดพระแก้ว ด้านตรงข้ามสนามหลวง เมื่อเกือบหนึ่งปีที่แล้ว

นายณัฐพล เมฆโสภณ ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวประชาไท และนายณัฐพล พันธ์พงษ์สานนท์ ช่างภาพอิสระซึ่งในเวลาต่อมาทราบว่าเป็นช่างภาพของสำนักข่าวออนไลน์สเปซบาร์ ถูกตำรวจแสดงหมายจับของศาลอาญา ลงวันที่ 22 พ.ค. 2566 โดยข้อหาที่ทั้งสองคนถูกออกหมายจับในข้อหาสนับสนุนกิจกรรมการพ่นสีข้อความกำแพงวัดพระแก้ว เมื่อวันที่ 28 มี.ค. 2566

ทั้งสองให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา หลังตำรวจแจ้งข้อกล่าวหาว่า เป็นผู้สนับสนุนการกระทำตาม พ.ร.บ.โบราณสถาน และ พ.ร.บ.ความสะอาดฯ ผู้สื่อข่าวประชาไท ถูกนำตัวไปคุมขังไว้ 1 คืน ที่สถานีตำรวจนครบาลฉลองกรุง ส่วนนักข่าวอิสระถูกนำตัวไปคุมขังที่สถานีตำรวจนครบาลทุ่งสองห้อง

ช่วงสายของวันนี้ (13 ก.พ.) ผู้สื่อข่าวและช่างภาพอิสระจากสองสำนักข่าวถูกควบคุมตัวจากสถานีตำรวจนครบาลทั้งสองแห่ง มาที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก เพื่อขออำนาจศาลฝากขัง โดยในช่วงบ่ายศาลได้ไต่สวนการยื่นคัดค้านฝากขังของทนายความ ก่อนจะได้รับอนุญาตประกันตัวโดยวางหลักทรัพย์คนละ 35,000 บาท โดยไม่มีเงื่อนไขอื่น เมื่อเวลา 15.50 น. ที่ผ่านมา

องค์กรสิทธิมนุษยชนหลายองค์กร องค์กรสื่อ และคณะวิชาเกี่ยวกับสื่อสารมวลชนในมหาวิทยาลัย ออกแถลงการณ์แสดงความไม่เห็นด้วยต่อการละเมิดสิทธิและเสรีภาพของสื่อมวลชน รวมทั้งกระบวนการยุติธรรมที่นำมาสู่การออกหมายจับ

ขณะที่ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เปิดเผยกับรายการกรรมกรข่าวคุยนอกจอ ช่วงเช้าวันนี้ (13 ก.พ.) ว่า จากข้อมูลเบื้องต้นรับทราบว่า นอกจากกิจกรรมพ่นสีดังกล่าวมีทีมที่ถ่ายภาพแล้ว ยังมีการให้นักข่าวนำภาพที่ถ่ายเหตุการณ์ไปลงข่าว และยังมีการทำงานกันเป็นทีมอีกด้วย

กอง บก. ยืนยันทำหน้าที่สื่อมวลชน ไม่ใช่การสนับสนุนนักกิจกรรม

นายเทวฤทธิ์ มณีฉาย บรรณาธิการของสำนักข่าวประชาไท ย้อนเล่าถึงเหตุการณ์วันที่ 29 มี.ค. 2566 ให้บีบีซีไทยฟังว่า การทำหน้าที่ของนายณัฐพล ผู้สื่อข่าวสังกัดประชาไท เป็นไปตามหลักการสื่อมวลชน เมื่อได้รับการแจ้งหมายข่าวของนักกิจกรรม ซึ่งผู้สื่อข่าวประชาไทไม่ใช่สื่อมวลชนรายเดียวที่ได้รับการแจ้งถึงการจัดกิจกรรมดังกล่าว โดยคาดว่าน่าจะเป็นการแจ้งให้สื่อทราบเฉพาะสื่อที่เคยติดต่อและติดตามทำข่าว

"เราไม่รู้เลยว่า เขา (นักกิจกรรมคนดังกล่าว) จะไปจัดกิจกรรมอย่างไร แต่ก่อนหน้านี้ นักกิจกรรมคนนี้ถือว่าเป็นผู้ที่ถูกจับตามองโดยเจ้าหน้าที่ (รัฐ) เมื่อเขาแจ้งว่าจะไปจัดกิจกรรมตรงนั้น เราก็ต้องไป เพราะมีความสุ่มเสี่ยงที่เขาจะถูกจับกุมตัว จึงต้องมีนักข่าวไปรายงานข่าวและก็รายงานตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น" นายเทวฤทธิ์ กล่าวย้ำ

นายณัฐพล ผู้สื่อข่าวสังกัดประชาไท ถูกควบคุมตัวไปยังศาลอาญา รัชดา ขณะที่ทีมทนายความเตรียมยื่นให้ไต่สวนเพื่อคัดค้านการฝากขังก่อน หากว่าคัดค้านไม่สำเร็จ ทนายความจะยื่นประกันตัว

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, นายณัฐพล ผู้สื่อข่าวสังกัดประชาไท ถูกควบคุมตัวไปยังศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ขณะที่ทีมทนายความเตรียมยื่นให้ไต่สวนเพื่อคัดค้านการฝากขังก่อน หากว่าคัดค้านไม่สำเร็จ ทนายความจะยื่นประกันตัว

เหตุการณ์ต่อเนื่องจากเหตุปะทะระหว่างกลุ่มทะลุวังและ ศปปส.

หนึ่งในข้อสังเกตของบรรณาธิการข่าวประชาไทที่สะท้อนออกมาคือ ข้อความและรายละเอียดในหมายจับผู้สื่อข่าวและช่างภาพอิสระ ที่พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลพระราชวัง ในฐานความผิดคือ การเป็นผู้สนับสนุน ทำให้เสียหาย ทำลาย ทำให้เสื่อมค่า หรือทำให้ไร้ประโยชน์ซึ่งโบราณสถาน, ขีด เขียน พ่นสี หรือทำให้ปรากฏด้วยประการใด ๆ ซึ่งข้อความ ภาพ หรือ รูปรอยใด ๆ ที่กำแพงที่ติดกับถนน หรือ อยู่ในที่สาธารณะ นั้นลงวันที่เมื่อ 22 พ.ค. 2566 เพราะเหตุใดจึงเพิ่งนำมาแสดงในวันที่ 12 ก.พ. นี้

ทั้งนี้ หมายจับดังกล่าวเบื้อง เป็นผลสืบเนื่องมาจากก่อนหน้านี้นายณัฐพล และผู้สื่อข่าวจากสำนักข่าวอื่นได้ติดตามรายงานข่าวเหตุการณ์เมื่อ 28 มี.ค. 2566 เวลาประมาณ 17.40 น. กรณีที่ นายบังเอิญ (สงวนนามสกุล) ศิลปิน อายุ 25 ปี ได้พ่นสีข้อความทำเป็นสัญลักษณ์ไม่เอา 112 และเครื่องหมายสัญลักษณ์ "อนาคิสต์" บนกำแพงวัดพระแก้ว ด้านตรงข้ามสนามหลวง

ภาพเหตุการณ์พ่นสีข้ามกำแพงวัดพระแก้ว

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX / ไข่แมวชีส

คำบรรยายภาพ, ภาพเหตุการณ์พ่นสีข้ามกำแพงวัดพระแก้ว

เมื่อสอบถามว่า เพราะเหตุใด การออกหมายจับดังกล่าวจึงพุ่งเป้าไปที่ผู้สื่อข่าวเพียงผู้เดียว แทนที่จะเป็นสำนักข่าวที่สังกัดด้วย นายเทวฤทธิ์ตั้งข้อสังเกตว่า "เขาอาจจะไม่โฟกัสเรื่องการรายงานข่าว เท่ากับการโฟกัสการติดตามของผู้สื่อข่าว"

เขาอธิบายเสริมว่า ในครั้งนั้น นอกจากประชาไทแล้ว ยังมีสื่อสำนักอื่น ๆ รายงานข่าวเหตุการณ์นั้นเช่นกัน และบางรายยังนำภาพของเพจนักกิจกรรมไปใช้ในการรายงานข่าวด้วย

เขาเชื่อว่า การนำเอาหมายจับที่ลงวันที่ไว้เมื่อวันที่ 22 พ.ค. ปีที่แล้วออกมาดำเนินคดีกับนักข่าวในครั้งนี้ น่าจะมีส่วนเชื่อมโยงกับเหตุการณ์เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่นายณัฐพลและช่างภาพอีกรายไปรายงานข่าวการจัดกิจกรรมของกลุ่มทะลุวัง บริเวณทางเชื่อมรถไฟฟ้าบีบีทีเอสสยามเชื่อมต่อกับศูนย์การค้าสยาม พารากอน ซึ่งกลายเป็นการเผชิญหน้าและเกิดเหตุชุลมุนกับผู้ชุมนุมกลุ่มศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน (ศปปส.) ได้นัดรวมกลุ่มจัดกิจกรรมบริเวณใกล้กัน

"ในครั้งนั้นมีการข่มขู่นักข่าวประชาไทไม่ให้ถ่ายภาพ และเข้าชาร์จตัวเมื่อทำข่าวในเหตุการณ์ที่สุ่มเสี่ยงต่อการใช้ความรุนแรง การไลฟ์การรายงานที่ผ่านมามันเป็นเหมือนหูตาให้สังคมคอยจับจ้องเป็นการป้องกันไม่ให้ใครใช้ความรุนแรงระหว่างกันเพราะมันจะเสียความชอบธรรม การพยายามทำให้คนเหล่านี้ไม่สามารถทำงานได้อย่างมีอิสระหรืออยู่ภายใต้ความกลัวการคุกคาม ย่อมเสี่ยงที่จะเกิดความรุนแรงและการปะทะกันมากขึ้นด้วย" เขากล่าว

ด้านนายสุณัย ผาสุข ที่ปรึกษาฮิวแมนไรต์วอทช์ ประจำประเทศไทย ชี้ว่าจะเกี่ยวข้องหรือไม่กับประเด็น "ขบวนเสด็จ" และการปะทะกับระหว่างนักเคลื่อนไหวกลุ่ม "ทะลุวัง" หรือ ศปปส. ตำรวจต้องชี้แจงออกมาว่า เหตุใดการดำเนินการเข้าจับกุมผู้สื่อข่าวประชาไทและช่างภาพอิสระจึงเกิดขึ้นในห้วงเวลานี้ ทั้งที่มีหมายจับมาแล้วเกือบหนึ่งปี และยังเป็นการจับกุมที่ไม่ให้ประกันตัวด้วย

หวั่นสร้างผลกระทบต่อเสรีภาพสื่อในภาพรวม

ภาพประกอบ

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

บรรณาธิการประชาไทยังแสดงความกังวลต่อผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้นต่อการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนในวงกว้างด้วย โดยเขาโพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวโดยมีเนื้อหาสำคัญ ประกอบด้วย หากว่า การรายงานของนักกิจกรรมทางการเมืองถือเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดแล้วจะกระทบต่อกระบวนการทำงานของผู้สื่อข่าวทั้งระบบนิเวศข่าวหมด และต่อให้ไม่ฟ้องดำเนินคดีในกรณีอื่น ๆ มันย่อมส่งผลต่อความกังวลในใจของนักข่าวในอนาคต เหล่านี้ย่อมส่งผลต่อประชาชนที่อาจไม่ได้รับรู้ข้อมูลข่างสารในเหตุการณ์หรือข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น

เขาจึงขอเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและคู่ขัดแย้งรักษาพื้นที่การทำงานของสื่อไม่ว่าจะมีสังกัด หรือเป็นสื่ออิสระหรือสื่อพลเมืองได้รายงานและถ่ายทอดเป็นผู้บันทึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพื่อเป็นหูเป็นตาให้สังคมและเป็นหลักประกันว่าจะไม่เกิดการใช้ความรุนแรงต่อกัน และหากมีการใช้ความรุนแรงต่อกันก็จะถูกสื่อไม่ว่าจะสื่อมีสังกัด สื่ออิสระ สื่ออาชีพหรือ สื่อพลเมืองได้บันทึกและรายงานต่อสาธารณชน

สิ่งที่เขากังวลคือ เหตุการณ์นี้จะทำให้สื่อมวลชนอาจจะเซนเซอร์ตัวเองไม่รายงานข่าวที่จำเป็นต่อสังคม เนื่องจากหวั่นเกรงว่าจะถูกดำเนินคดี

ฮิวแมนไรต์วอทช์ชี้เป็นการกดเพดานการทำงานของสื่อ

นายสุณัยกล่าวกับบีบีซีไทยว่า จากข้อมูลที่ตำรวจให้ข้อมูลต่อสาธารณะในขณะนี้ ชี้ให้เห็นว่า การจับกุมสื่อด้วยข้อกล่าวหาที่ตำรวจแจ้ง ไม่ควรจะเป็นเหตุแห่งความผิดที่นำมาสู่การตั้งข้อหา

เขาเห็นว่า โดยการทำงานของผู้สื่อข่าวไม่ว่าจะไปรับรู้มา เมื่อเห็นว่าเป็นกิจกรรมที่มีคุณค่าในเชิงข่าว สื่อก็ไปรายงาน ถ้ามีข้อมูลเพียงแค่นี้แล้วมาตั้งเป็นความผิด ต่อไปนี้การรายงานข่าวที่รู้หมายล่วงหน้าเกี่ยวกับกิจกรรมการเมืองที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาลก็เป็นความผิดไปเสียหมดใช่หรือไม่ การเข้าจับกุมของสื่อมวลชนในกรณีนี้จึงถือเป็นการส่งผลกระทบต่อเสรีภาพการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน

"อันนี้เป็นการคุกคามอย่างมากต่อเสรีภาพสื่อ เป็นการกดเพดานลงมาว่า สื่อจะทำรายงานข่าวเรื่องอะไรได้บ้าง ถ้ารายงานเรื่องตรงข้ามกับรัฐก็เป็นความเสี่ยงที่จะถูกตั้งข้อหาได้ นอกจากว่าตำรวจจะมีหลักฐานอะไรมากกว่านี้ ก็เปิดเผยออกมา แต่หลักฐานเท่าที่ตำรวจให้ต่อสาธารณะตอนนี้ มันไม่เพียงพอ" นายสุณัย กล่าวกับบีบีซีไทย

ที่ปรึกษาฮิวแมนไรต์วอทช์ ประจำประเทศไทย ยังตั้งข้อสังเกตถึงกระบวนการบังคับใช้กฎหมายในการเข้าควบคุมตัวว่า ไม่ได้เป็นไปตามขั้นตอน เพราะหมายในคดีนี้มีมาตั้งแต่เดือน พ.ค. 2566 แต่ไม่มีการเรียกสื่อทั้ง 2 คน เข้าไปรับทราบข้อกล่าวหา แต่เมื่อผ่านไปเกือบหนึ่งปี กลับมีหมายจับที่มาแสดงเพื่อควบคุมตัว

นิเทศ จุฬา แสดงออกเชิงสัญลักษณ์

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

ปฏิกิริยาจากหลายองค์กร

องค์กรสิทธิมนุษยชนหลายองค์กร องค์กรสื่อ และคณะวิชาเกี่ยวกับสื่อสารมวลชนในมหาวิทยาลัย ออกแถลงการณ์แสดงความไม่เห็นด้วยกับการจับกุม เพราะเป็นการละเมิดต่อสิทธิและเสรีภาพของสื่อมวลชน บางส่วนยังตั้งคำถามเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมที่นำมาสู่การออกหมายจับ เช่น สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชนและศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย สมาพันธ์สื่อไทยเพื่อประชาธิปไตย คณะกรรมการนิสิตคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ขณะที่สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชนและศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ออกแถลงการณ์ว่า ผู้พิพากษาที่อนุญาตให้ออกหมายจับ ทราบข้อเท็จจริงหรือไม่ว่า ผู้ถูกออกหมายจับเป็นสื่อมวลชนและช่างภาพที่ลงพื้นที่รายงานข่าว ก่อนอนุญาตให้ออกหมายจับ ปรากฏพยานหลักฐานเพียงพอให้ออกหมายจับหรือไม่

แถลงการณ์ระบุด้วยว่า สื่อมวลชนและช่างภาพที่ลงพื้นที่ทำหน้าที่รายงานข่าว พนักงานสอบสวนกล่าวหาว่าเป็นการสนับสนุนการกระทำความผิดได้อย่างไร เนื่องจากตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 86 ระบุว่า ผู้กระทำความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนจะต้องกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการช่วยเหลือ หรือให้ความสะดวกในการที่ผู้อื่นกระทำความผิดก่อนหรือขณะกระทำความผิด

อีกทั้งก่อนยื่นคำร้องขอออกหมายจับ มีการออกหมายเรียกไปยังบุคคลทั้งสองตามขั้นตอนปกติหรือไม่ เนื่องจากผู้สื่อข่าวให้ข้อมูลต่อสื่อมวลชนว่า ไม่เคยได้รับหมายเรียกก่อนถูกออกหมายจับ

tnp

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, นิสิตคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดกิจกรรมแสดงออกเชิงสัญลักษณ์เพื่อเรียกร้องเสรีภาพสื่อ หลังกรณีนักข่าวประชาไทและช่างภาพอิสระถูกจับ

น.ส.ปิยนุช โคตรสาร ผอ.แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ระบุว่า การกระทำของประเทศไทยในครั้งนี้ เป็นการตอกย้ำถึงความเลวร้ายของสถานการณ์การละเมิดสิทธิในทวีปเอเชียอย่างชัดเจนมากที่สุดทั่วโลก ความพยายามของรัฐบาลในการแจ้งข้อกล่าวหา ไม่เพียงแต่เป็นการจำกัดการส่งต่อข้อมูลข่าวสาร แต่เป็นการทำลายความหลากหลายและความอดทนอดกลั้นต่อผู้เห็นต่างในสังคม

"รัฐบาลจะต้องปล่อยตัวนักข่าวและช่างภาพที่ถูกดำเนินคดี ยุติการกระทำทั้งหมดที่เป็นการพยายามปิดปากทั้งคู่ เคารพเสรีภาพของสื่อโดยทันที รวมทั้งต้องให้หลักประกันในการคุ้มครองนักข่าวจากการถูกข่มขู่ คุกคาม ปฏิบัติตามหลักนิติรัฐโดยใช้กฎหมายที่ชอบธรรม และคืนความเป็นธรรมให้กับผู้ที่ถูกละเมิดสิทธิ"

ด้านสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ออกแถลงการณ์ในช่วงบ่ายวันนี้ แสดงความกังวลต่อสิทธิเสรีภาพสื่อที่ถูกปิดกั้น

แถลงการณ์ที่ออกมาระบุว่า ทางสมาคมฯ รับทราบและติดตามเหตุการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมประสานกับสำนักข่าวประชาไทต้นสังกัดของนักข่าว เพื่อยืนยันความชัดเจนว่าเป็นการปฏิบัติงานข่าวจริงตามที่บรรณาธิการต้นสังกัดได้รับรองให้ไปปฎิบัติหน้าที่ พร้อมกับดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงจากหลาย ๆ ฝ่ายที่เกี่ยวข้องในหลายประเด็น เพื่อให้ข้อมูลครบถ้วนรอบด้าน

สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ระบุว่า การตั้งข้อกล่าวหาว่า "ร่วมสนับสนุนการกระทำผิดในคดีอาญา" จะเป็นการบั่นทอนต่อสิทธิเสรีภาพในการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน เพราะหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเข้าไปทำหน้าที่รายงานข่าวทั้งในเหตุการณ์ที่เป็นเชิงบวกและเชิงลบต่อสังคม ทำให้โอกาสในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชนผิดเพี้ยนจากความเป็นจริงได้

สมาคมฯ จึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่ากระบวนการยุติธรรมจะมีความชัดเจนกับสังคม และเปิดโอกาสให้ผู้ถูกกล่าวหาได้ชี้แจงข้อเท็จจริงว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่สื่อมวลชนตามหลักจรรยาบรรณวิชาชีพและคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมหรือไม่

แถลงการณ์ยังระบุด้วยว่า “ผู้ถูกกล่าวหาสมควรจะได้รับสิทธิ์ และขอความกรุณาในชั้นศาล ในการพิจารณารับการประกันตัวชั่วคราวเพื่อออกมาสู้คดีแก้ข้อกล่าวหาได้อย่างเต็มที่ตามหลักของกระบวนการยุติธรรม และเพื่อพิสูจน์ว่าเหตุดังกล่าวเกิดจากการทำหน้าที่สื่อมวลชนภายใต้กรอบจริยธรรม หรือเป็นพฤติการณ์อื่น ๆ ต่อไป”