You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
ไทยร้อนจัดทุบสถิติ ฤดูฝนล่าช้า มีความเสี่ยงจะเผชิญภัยแล้งหรือไม่
จากการเก็บสถิติของกรมอุตุนิยมวิทยา พบว่า อ.เถิน จ.ลำปาง ทุบสถิติอุณหภูมิสูงสุดในช่วงฤดูร้อนของไทย วัดได้ 44.2 องศาเซลเซียส ขณะที่อีกหลายพื้นที่มีอุณหภูมิร้อนทำลายสถิติเดิมของตัวเองอันเนื่องมาจากอิทธิพลของปรากฏการณ์เอลนิโญ
สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติประกาศว่าฤดูแล้งของไทยจะสิ้นสุดลงปลายเดือน เม.ย. นี้ แต่ฤดูฝนจะล่าช้าจากปกติ 1-2 สัปดาห์ ซึ่งประเมินว่าจะมีฝนตกหนักในช่วงปลายปีที่จะถึงนี้ จากอิทธิพลของปรากฏการณ์ลานีญา ซึ่งทางกรมอุตุนิยมวิทยาประเมินว่าอาจเกิดอุทกภัยขึ้นในหลายพื้นที่
ขณะที่ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ระบุว่า ไทยกำลังเผชิญกับสภาพอากาศรุนแรงสุดขั้ว ได้แก่ ฝนตก น้ำท่วม ภัยแล้ง และไฟป่าที่เพิ่มขึ้น
เม.ย. ร้อนจัดทุบสถิติ แต่ข่าวดีคือฤดูแล้งกำลังจะสิ้นสุดลง
นายไพฑูรย์ เก่งการช่าง รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สนทช.) บอกว่า เดือน เม.ย. เป็นช่วงที่ไทยเผชิญกับปรากฏการณ์เอลนีโญรุนแรง ส่งผลให้อุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก การใช้น้ำในภาคการเกษตรรวมถึงอุปโภคบริโภคของประชาชนจึงเพิ่มขึ้นมากในช่วงเดือนนี้อย่างเห็นได้ชัด ท่ามกลางสถานการณ์การสำรองน้ำในหลายพื้นที่ที่ไม่เพียงพอ
สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) ให้คำจำกัดความของคำว่า “เอลนีโญ-ลานีญา” ปรากฏการณ์คู่ตรงข้ามที่ส่งผลต่อสภาพอากาศทั่วโลก ดังนี้
เอลนีโญ: เกิดจากกระแสลมมีกำลังอ่อนและเปลี่ยนทิศทางพัดจากด้านตะวันออกของมหาสมุทรแปฟิซิกไปด้านตะวันตกของมหาสมุทรแปฟิซิก ทำให้กระแสน้ำอุ่นไหลไปยังทวีปอเมริกาใต้แทน ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และออสเตรเลียจึงขาดฝนและเกิดความแห้งแล้ง แต่ชายฝั่งของทวีปอเมริกาใต้กลับมีฝนตกเพิ่มมากขึ้น
ลานีญา: เกิดจากกระแสลมพัดจากด้านตะวันออกของมหาสมุทรแปซิฟิกมายังด้านตะวันตกของมหาสมุทรแปซิฟิกตามเดิม แต่กระแสลมมีความรุนแรงมากกว่าปกติ ทำให้กระแสน้ำอุ่นไหลมายังภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากขึ้น ส่งผลให้ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และออสเตรเลียมีระดับน้ำทะเลสูงขึ้นและฝนตกหนักมากกว่าปกติ ขณะที่แนวชายฝั่งทวีปอเมริกาใต้จะเกิดความแห้งแล้งขึ้น
ทาง สนทช. คาดการณ์ว่าฤดูแล้งของไทยจะสิ้นสุดในวันที่ 30 เม.ย. นี้ แต่ในช่วงหน้าแล้งที่ผ่านมาพบว่าพืชสวนได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ภัยแล้งของไทยมากที่สุด โดยเฉพาะในพื้นที่จันทบุรี ตราด ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร ซึ่งล้วนปลูกไม้ผลที่ใช้น้ำมากในพื้นที่ต้นน้ำ
รองเลขาธิการ สนทช. ยอมรับสถานการณ์ในช่วงหน้าแล้งที่กำลังจะผ่านไปนี้ “ค่อนข้างหนัก” จากอุณหภูมิที่สูงขึ้นมาก
“เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้นมาก น้ำในพื้นดินก็จะระเหยสูงมากขึ้น ทำให้การใช้น้ำทั้งในสัตว์ ในพืช ในคน มีความปริมาณต้องการใช้น้ำเพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้”
จากการเก็บสถิติของกรมอุตุนิยมวิทยา พบว่า อ.เถิน จ.ลำปาง ทุบสถิติอุณหภูมิสูงสุดในช่วงหน้าร้อนของไทย วัดได้ 44.2 องศาเซลเซียส ตามมาด้วย อ.เมือง จ.เพชรบูรณ์ วัดได้ 44.1 องศาเซลเซียส และ อ.เมือง จ.กาญจนบุรี วัดได้ 44.0 องศาเซลเซียส
นอกจากนี้ ยังพบว่าบางพื้นที่ใน จ.เพชรบูรณ์ ยังเป็น 1 ใน 22 แห่งที่ทำลายสถิติอุณหภูมิสูงสุดของตัวเองเมื่อเทียบกับอุณหภูมิที่วัดได้ในอดีต โดยสถิติทั้งหมดเกิดขึ้นในเดือน เม.ย. นี้
ผลกระทบในช่วงหน้าแล้งที่ผ่านมา
นายไพฑูรย์ บอกว่า ที่ผ่านมาแม้ทางส่วนราชการขอความร่วมมือไม่ให้เกษตรกรปลูกข้าวนาปรังรอบ 2 (1 มี.ค.-30 เม.ย.) ซึ่งถือว่าเป็นการปลูกข้าวรอบที่ 3 ของปี แต่ก็ยังพบว่ามีชาวนาจำนวนมากลงมือหว่านข้าวแล้ว และส่งผลกระทบต่อการบริหารจัดการน้ำตามมา เพราะต้องนำน้ำที่กักเก็บสำรองสำหรับอนาคตออกมาใช้ก่อน ทั้งที่น้ำใช้การขณะนี้มีอยู่ประมาณ 18,000 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็นประมาณ 35% จากข้อมูลของกรมชลประทาน ณ วันที่ 28 เม.ย. 2567
ก่อนหน้านี้ ทางกรมชลประทานเคยออกมาเตือนว่าทั้งประเทศมีการทำนาปรังเกินจากแผนการเพาะปลูกปี 2566/67 ไปแล้ว 10.21 ล้านไร่ คิดเป็น 126% ของแผนการเพาะปลูก และข้อมูลล่าสุดเมื่อวันที่ 24 เม.ย. 2567 พบว่า มีการทำนาปรังรอบ 2 ไปแล้วกว่า 8 ล้านไร่ จากแผนเดิมที่วางไว้ประมาณ 5 ล้านไร่
เลขาฯ สนทช. จึงให้คำแนะนำว่าเกษตรกรควรหันไปปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อยแทนการปลูกนาปรัง ส่วนพืชไม้สวน เช่น ทุเรียน ควรใช้ฟาง เศษหญ้า มาคลุมพื้นที่ของต้นให้มากที่สุด ร่วมกับการตัดแต่งกิ่ง เพื่อลดการคายน้ำ ทั้งนี้ ไม่ควรปลูกพืชสวนซึ่งต้องการน้ำเยอะในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสม เช่น ล่าสุด พบการปลูกทุเรียนในบางพื้นที่ของ จ.กาญจนบุรี ทั้งที่สภาพดิน น้ำ อากาศ ไม่เอื้ออำนวยตั้งแต่ต้น
ที่ผ่านมายังพบว่าภาคการท่องเที่ยวของไทยก็ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์แล้งเช่นกัน อย่างที่ปรากฏตามสื่อต่าง ๆ ก่อนหน้าที่มีรายงานข่าวว่าอ่างเก็บน้ำบนเกาะพีพี จ.กระบี่ แห้งขอด ทำให้ไม่มีน้ำจืดใช้เพียงพอสำหรับทั้งเกาะ ส่งผลกระทบต่อการค้าและการท่องเที่ยว ขณะที่การขนส่งน้ำจืดจากแผ่นดินใหญ่ก็ทำได้ยาก
นายไพฑูรย์ บอกว่า แผนที่ดีที่สุดของเกาะพีพีคือการนำน้ำทะเลมาทำเป็นน้ำจืดใช้ภายในเกาะ แต่ติดปัญหาว่าพื้นที่บางส่วนขึ้นอยู่กับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ทำให้การวางระบบและการขออนุญาตดำเนินการต่าง ๆ ต้องใช้เวลา และมีข้อพิจารณาตามกฎหมายของกรมอุทยานฯ หลายขั้นตอน
ขณะที่เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี ก็ประสบปัญหาส่งน้ำไปยังพื้นที่สูงของเกาะไม่ได้เช่นกัน ถึงแม้ว่าสามารถอาศัยซื้อน้ำจืดจากแผ่นดินใหญ่ และขนส่งทางเรือได้ ด้วยเหตุนี้จึงเริ่มมีการวางแผนจะวางท่อส่งน้ำจากพื้นที่สุราษฎร์ธานีไปยังเกาะสมุย เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำประปาที่กำลังเกิดขึ้น
ล่าสุด กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน (ภัยแล้ง) ใน 4 จังหวัด ได้แก่ กาญจนบุรี, ชลบุรี, บุรีรัมย์ และ ประจวบคีรีขันธ์ โดยปัญหาที่พบส่วนใหญ่คือการขาดแคลนน้ำด้านเกษตรกรรม อุปโภค และบริโภค
ฤดูฝนมาช้า แต่มีแนวโน้มว่าฝนจะตกเยอะช่วงปลายปี
กรมอุตุนิยมวิทยาคาดว่าฤดูฝนของประเทศไทยจะเริ่มประมาณสัปดาห์ที่ 4 ของเดือน พ.ค. 2567 ซึ่งจะช้ากว่าปกติ 1-2 สัปดาห์ และจะสิ้นสุดประมาณปลายเดือน ต.ค. 2567
เงื่อนไขการพิจารณาว่าประเทศไทยเข้าสู่ฤดูฝนหรือไม่นั้น ทางกรมอุตุนิยมวิทยาจะพิจารณาจาก 3 เงื่อนไข ได้แก่ 1) มีฝนตกชุกต่อเนื่อง และครอบคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศ 2) ทิศทางลมตั้งแต่ระดับล่างใกล้เคียงผิวพื้นถึงความสูง 3.5 กิโลเมตร เปลี่ยนทิศทางเป็นลมตะวันตกเฉียงใต้ ซึ่งพัดความชื้นจากทะเลอันดามันเข้ามาปกคลุมประเทศอย่างต่อเนื่องติดต่อกัน 1-2 สัปดาห์ และ 3) ลมชั้นบน ตั้งแต่ระดับความสูง 5 กม. ขึ้นไป เปลี่ยนทิศทางเป็นลมตะวันออกเฉียงเหนือ
รองเลขาฯ สนทช. บอกกับบีบีซีไทยว่า ฤดูฝนที่ล่าช้า ไม่ได้หมายความว่าฝนจะไม่ตกช่วงต้นเดือน พ.ค. เลย เพราะมีแนวโน้มว่าอาจมีฝนตกบางพื้นที่ เพียงแค่ไม่ได้เข้าเงื่อนไข 3 ประการของกรมอุตุฯ
“ในส่วนของภาคใต้ ภาคเหนือ ภาคตะวันตก อาจมีฝนตกช่วงต้นเดือน พ.ค. รวมถึงบางส่วนของภาคตะวันออก” นายไพฑูรย์ กล่าว
สถานการณ์น้ำในปัจจุบัน พบว่าปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดกลางและขนาดใหญ่ทั่วประเทศอยู่ที่ประมาณ 44,000 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็น 58% ของความจุ จากข้อมูลของกรมชลประทาน ณ วันที่ 28 เม.ย. 2567
“แต่ไม่ได้หมายความว่าเกินครึ่งแล้วจะสบาย เนื่องจากหลายพื้นที่ของไทยมีทั้งพื้นที่ราบสูง พื้นที่ราบลุ่มภาคกลาง และพื้นที่ภูเขาซึ่งคนไม่ค่อยพูดถึง แต่มักประสบปัญหาขาดแคลนน้ำ เนื่องจากไม่สามารถนำส่งน้ำขึ้นไปได้ หรือไม่ก็มีน้ำไม่พอ” เลขาธิการ สนทช. บอกกับบีบีซีไทย พร้อมกับให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ช่วงปลายปีนี้ประเทศไทยจะเผชิญกับปรากฏการณ์ลานีญาซึ่งส่งผลให้มีฝนตกมากขึ้น จึงคาดว่าปริมาณน้ำในภาพรวมจะกลับมาดีขึ้น
ด้านกรมอุตุนิยมวิทยาคาดว่า ในช่วงประมาณกลางเดือน มิ.ย. – กลางเดือน ก.ค. ปริมาณและการกระจายของฝนจะน้อย ส่งผลให้เกิดสภาวะฝนทิ้งช่วง ซึ่งจะทำให้เกิดปัญหาขาดแคลนน้ำด้านการเกษตรในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่แล้งซ้ำซากนอกเขตชลประทาน
ส่วนในช่วงเดือน ส.ค., ก.ย. และ ต.ค. จะเป็นช่วงที่มีฝนตกชุกหนาแน่นที่สุด มีโอกาสสูงที่จะมีพายุหมุนเขตร้อนเคลื่อนผ่านบริเวณประเทศไทย ซึ่งส่งผลให้มีฝนตกหนักมากในหลายพื้นที่ ก่อให้เกิดสภาวะน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก รวมทั้งน้ำล้นตลิ่ง
“โอกาสที่เราจะประสบปัญหาอุทกภัยในหลาย ๆ พื้นที่ก็มีโอกาสสูง สำหรับปีนี้และทุก ๆ ปี” รองเลขาธิการ สนทช. กล่าว “ดังนั้น หากเราเข้าใจธรรมชาติ เราก็จะเข้าใจว่านี่มันเป็นธรรมชาติของประเทศที่อยู่ในเขตมรสุมแบบนี้ แต่เราจะทำอย่างไรเพื่อลดความเสียหายให้น้อยลง”
ไทยกำลังเผชิญกับความแปรปรวนของสภาพอากาศที่รุนแรงสุดขั้ว
กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ระบุว่า ความแปรปรวนของสภาพอากาศที่เกิดขึ้นจากการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้หลายพื้นที่บนโลกเกิดสภาพอากาศที่รุนแรงสุดขั้ว (extreme weather) ไม่ว่าจะร้อนจัด หนาวจัด ลมพายุที่รุนแรง ฝนตกหนัก และในฤดูหนาวมีอุณหภูมิลดต่ำลง โดยพบว่าผลกระทบที่เกิดในประเทศไทยในขณะนี้คือ ฝนตก น้ำท่วม ภัยแล้ง และไฟป่าที่เพิ่มขึ้น
จากการวิเคราะห์ข้อมูลโดยกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม จากข้อมูลของสถานีอุตุนิยมวิทยาจำนวน 65 แห่ง ตั้งแต่ปี 1970-2022 พบว่า จำนวนวันที่มีอากาศหนาว (มีอุณหภูมิต่ำกว่า 16 องศาเซลเซียส) ในภาพรวมของไทยลดลงอย่างมีนัยสำคัญ คิดเป็น 4 วัน/ทศวรรษ เช่น ส่วนใหญ่ไทยจะมีฤดูหนาวช่วงเดือน ธ.ค. - ก.พ. รวมกันประมาณ 60 วัน แต่พบว่าในช่วงที่ผ่านมาภาคเหนือมีอากาศหนาวเย็นเพียง 45 วัน/ปี ขณะที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีอากาศหนาวเพียง 30 วัน/ปี
ขณะที่จำนวนวันที่ฝนตกหนัก (ปริมาณฝนมากกว่า 35.1 มม. โดยเฉลี่ย) ในภาพรวมของประเทศไทย ยังเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญด้วย คิดเป็น 0.25วัน/ทศวรรษ
ด้านกลุ่มวิเคราะห์สภาพอากาศโลก (World Weather Attribution-WWA) ยังออกมาระบุว่า หนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เกิดสภาพอากาศรุนแรงสุดขั้วทั่วโลกขณะนี้ เกิดจากอิทธิพลการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate change)
เมื่อกลางปีที่แล้ว นายอันโตนิโอ กูเตร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ ยังออกมาประกาศด้วยว่ายุคโลกร้อน (Global Warming) สิ้นสุดลงแล้ว และโลกกำลังเข้าสู่ยุคโลกเดือด (Global Boiling) โดยมีสาเหตุหลัก ๆ มาจากกิจกรรมของมนุษย์ที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มมากขึ้น ถึงแม้ว่า 55 ประเทศทั่วโลกรวมถึงประเทศไทยได้เข้าร่วมเป็นภาคีความตกลงปารีสที่มีเป้าหมายควบคุมการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกไม่ให้เกิน 1.5 – 2.0 องศาเซลเซียสเมื่อเทียบกับช่วงยุคก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรม และต้องควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ลดลง 43% ภายในปี 2573 ก็ตาม
ในรายงานล่าสุดของไอพีซีซียังระบุด้วยว่า ปฏิบัติการที่หลายฝ่ายลงมือทำเพื่อลดโลกร้อนนั้นยังห่างไกลจากเป้าหมายอยู่มาก