ก้าวไกลวิจารณ์งบดับไฟใต้ ซ่อนงบแฝงจ่ายกำลังพล กอ.รมน. 3,500 ล้าน-นายกฯ ยืนยันจะใช้งบให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
ในวันที่ 2 ของการประชุมสภาผู้แทนราษฎรสมัยวิสามัญ เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 วงเงินรวม 3.48 ล้านล้านบาท สส.จากพรรคฝ่ายค้าน วิจารณ์งบประมาณแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ว่าไม่เปลี่ยนแปลงจากรัฐบาลชุดที่แล้ว คิดเป็นวงเงิน 25,593 ล้านบาท พบ “งบซ้อน" แก้ไฟใต้ จาก กอ.รมน. กว่า 3,500 ล้านบาท ที่ไม่ปรากฏในงบประมาณบูรณาการแก้ปัญหาชายแดนใต้
การอภิปรายของนายรอมฎอน ปันจอร์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล (ก.ก.) เริ่มต้นจากการระบุว่า การจัดงบเพื่อแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนใต้ ไม่แตกต่างจากรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
สส.จากชายแดนใต้ เริ่มบรรยายถึง ต้นทุนที่ประเทศไทยสูญเสียไปในช่วงเวลาสองทศวรรษของความขัดแย้งว่า เกิดเหตุการณ์ความรุนแรงทั้งสิ้น 22,296 เหตุการณ์ มีผู้บาดเจ็บ 15,028 และเสียชีวิต 7,547 คน
รอมฎอนชี้ว่า รัฐบาลได้ทุ่มงบประมาณจำนวนมากไปกับการแก้ปัญหาภาคใต้ รวมระยะเวลา 20 ปี ใช้ใช้งบประมาณแผ่นดินไปทั้งสิ้น 538,514 ล้านบาท โดยแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของงบประมาณรายจ่ายประจำปีเกิดขึ้นในช่วงการรัฐประหารปี 2557 ก่อนมีความแปรปรวนในช่วงท้ายรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ และเพิ่มขึ้นในการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2567 ภายใต้รัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน
สส.ก้าวไกล ชี้ว่า ในงบ 2567 ดูเผิน ๆ งบประมาณของชายแดนใต้จะอยู่ที่ "แผนบูรณาการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้" วงเงิน 6,658 ล้านบาท ซึ่งขึ้นจากปีงบประมาณที่ผ่านมา 6.52%
แต่เมื่อนับรวมงบประมาณที่ระบุ จังหวัดชายแดนภาคใต้ และพื้นที่ในชายแดนใต้กลับพบงบประมาณที่ซุกอยู่ต่าง ๆ รวมเป็น 25,593 ล้านบาท ในขณะที่เจ้าหน้าที่มักแสดงให้เห็นเพียงยอดงบประมาณชายแดนใต้เฉพาะ "งบบูรณาการดับไฟใต้" เท่านั้น ซึ่งแท้จริงแล้ว งบส่วนนี้เป็นเพียง 1 ใน 4 ของยอดรวมทั้งหมด

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
จัดงบดับไฟใต้แบบ “สงบเรียบร้อยและราบคาบ” - งบพูดคุยสันติสุขตั้งไว้แค่ 0.29%
นายรอมฎอนได้แสดงแผนผังสัดส่วนของงบบูรณาการแก้ไฟใต้ว่า รัฐบาลตั้งงบเพื่อการพูดคุยสันติสุขไว้เพียง 0.29% ทั้งที่เป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการเกิดสันติภาพ แต่กลับถูกตั้งงบไว้เท่านี้ ขณะที่ในภาพรวม ดูเหมือนว่า งบด้านพัฒนาจะเยอะกว่า อยู่ที่ 51% และความมั่นคงที่ราว 46% แต่เขาเห็นว่างบประมาณด้านความมั่นคงที่ถูก "ซุก" อยู่ที่อื่น ทำให้งบความมั่นคงมีสัดส่วนที่มากกว่านี้
เขายังชี้ให้เห็นถึงการตั้งเป้าหมายของงบบูรณาการดับไฟใต้ที่เป้าหมายสูงสุดมุ่งไปที่การลดความรุนแรงซึ่งเป็นสันติภาพเชิงลบ แต่ขาดไร้เป้าหมายการสร้างสันติภาพเชิงบวก ซึ่งเขามองว่า ได้แก่ ความยุติธรรม การพูดถึงเงื่อนไขความรุนแรง ตลอดจนการแบ่งสรรอำนาจ การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ การปรับปรุงกฎหมาย การปฏิรูปกองทัพและกองกำลังติดอาวุธ
"งบบูรณาการดับไฟใต้จะเห็นว่าเป้าหมายสูงสุดมุ่งไปสู่การสร้างความสงบ ซึ่งขอวงเล็บไว้ว่า เป็นความสงบเรียบร้อยและราบคาบ... แต่รัฐบาลพลเรือนควรมีความพยายามมากกว่านี้ มีความมุ่งมั่นทางการเมืองมากกว่านี้"
นายรอมฎอน ยังชี้ให้เห็นการตั้งตัวชี้วัด ที่เป็นกรอบการทำงบประมาณบูรณาการดับไฟใต้ที่ถูกปรับใหม่ในช่วงปลายของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ เมื่อเดือน ก.พ. 2566 ว่ารัฐบาลยังคงใช้กรอบตัวชี้วัดเดิมที่ใช้ชื่อว่า "ดัชนีความสงบสุข" ซึ่งไม่ได้ระบุเกณฑ์การวัดประเมินไว้แต่อย่างใด ทั้งที่ก่อนหน้านี้มีตัวชี้วัดเรื่องการลดงบประมาณลง 10% ต่อปี และทิศทางก่อนหน้านี้ได้มีการลดลงต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2562 แล้ว
"ด้วยเหตุนี้ เหมือนกับว่าการจัดงบต้องล้อไปตามกรอบที่รัฐบาลประยุทธ์วางเอาไว้ ทั้งที่จริง ๆ สามารถลดได้ 625 ล้าน" รอมฎอนกล่าว
ทั้งนี้ ในการจัดงบบูรณาการดับไฟใต้ในปีงบประมาณ 2567 ของรัฐบาลนายเศรษฐากลับพบว่า เพิ่มขึ้น 6.52% ซึ่งสวนทางกับตัวชี้วัดก่อนหน้านี้
"ดัชนีความสงบสุขภาคใต้ ที่ปรับใหม่ช่วงปลายประยุทธ์ คืออะไรกันแน่ กลายเป็นว่า ตอนนี้ จะสงบหรือไม่สงบ งบก็ต้องมาหรือเปล่า"

ที่มาของภาพ, โทรทัศน์รัฐสภา
"งบซ้อน" จาก กอ.รมน.
นายรอมฎอน ยังอภิปรายถึงงบประมาณของหน่วยงานความมั่นคงหน่วยสำคัญ ได้แก่ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ซึ่งได้งบ 7,545 ล้านบาท เป็นหน่วยรับงบประมาณที่ได้งบมากที่สุดของสำนักนายกรัฐมนตรี
เขากล่าวว่า จากงบทั้งหมดของ กอ.รมน. 3 ใน 4 ถูกใช้ไปกับการแก้ปัญหาชายแดนใต้ พร้อมกับตั้งคำถามถึงการมีอยู่ของ กอ.รมน.ว่า ด้วยสัดส่วนการพึ่งงบประมาณแบบนี้ กอ.รมน จะอยู่ต่อไปอย่างไร หากสันติภาพบังเกิดในชายแดนใต้
"เอาเข้าจริง กอ.รมน. เป็นหน่วยงานที่รับมือกับภัยคุกคามความมั่นคง ด้วยเหตุนี้ ใช่หรือไม่ว่าจึงจำเป็นต้องมีภัยคุกคามความมั่นคงเพื่อให้องค์กรนี้ดำเนินอยู่"
นายรอมฎอน ระบุถึงการจัดงบของ กอ.รมน.ด้วยว่า มีงบประมาณบางรายการที่เกี่ยวกับชายแดนใต้ แต่กลับไม่ได้บรรจุในงบบูรณาการดับไฟใต้ ได้แก่ งบการกำลังพลและการดำเนินงานของ กอ.รมน.จำนวน 3,535 ล้านบาท และงบประมาณค่าตอบแทนพิเศษสำหรับผู้ปฏิบัติงานในจังหวัดชายแดนใต้ 52 หน่วยงาน จำนวน 1,527 ล้านบาท ที่เอาคนนอกไปปฏิบัติงานในชายแดนใต้
"ใช่หรือไม่ว่านี่เป็นงบหล่อเลี้ยงกำลังพลที่เอาเข้าจริงไม่ได้ทำงานอยู่ในพื้นที่ คำถามที่ฝากถาม งบ 3,500 กว่าล้าน มีผีกี่ตัว มีคนทำงานเท่าไหร่กันแน่ หรือว่าเป็นงบที่หากินกันเฉย ๆ" นายรอมฎอน กล่าว

ที่มาของภาพ, โทรทัศน์รัฐสภา
ภารกิจไฟใต้แบบ “ไบโพลาร์” ของ กอ.รมน.
ในตอนหนึ่งนายรอมฎอน กล่าวว่า มีจุดดีของงบประมาณบูรณาไฟใต้ข้อหนึ่ง ได้แก่ การตัดส่วนของงบโครงการส่งเสริมและเผยแพร่ ความจริงที่ถูกต้อง หรือโครงการสร้างภูมิคุ้มกันเพื่อสันติสุข ที่ถูกขนานนามว่าเป็น "งบล้างสมอง" ออกไป
ทว่าสิ่งที่เขามองว่าเป็น "ข้อดีหรือเปล่าก็ไม่ทราบ" คือ การไม่ปรากฏงบสนับสนุนปฏิบัติการข่าวสารหรือไอโอ ทั้งที่ยังปรากฏว่ามีไอโออยู่มากมาย รวมทั้งไม่ปรากฏงบประมาณที่ กอ.รมน. ในดำเนินการ "ฟ้องปิดปาก" ต่อการแสดงออกในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ ซึ่งที่ผ่านมา แม่ทัพภาคที่ 4 ภายใต้ กอ.รมน.ภาค 4 ได้ฟ้องร้องเอาผิดผู้นำเยาวชน จากกรณีจัดกิจกรรมแต่งชุดมลายู
การทำภารกิจของ กอ.รมน. ที่ขัดแย้งกัน ทำให้นายรอมฎอนระบุว่า "กอ.รมน.เหมือนไบโพลาร์ ด้านหนึ่งก็อยากจะพูดคุยสันติสุข ด้านหนึ่งก็อยากจะปิดปากการพูดของคน" ซึ่งเป็นการทำลายบรรยากาศของสันติภาพ
สส.ก้าวไกล สรุปทิ้งท้ายว่า สองทศวรรษของไฟใต้ สังคมไทยสูญเสียต้นทุนไปมาก แต่มีทางเลือกอื่นหรือมีการจัดการที่มีความมุ่งมั่นทางการเมืองได้มากกว่านี้หรือไม่จากรัฐบาล ตลอดจนอาจจะถึงเวลาแล้วที่ต้องตัดลดงบประมาณของ กอ.รมน. อย่างขนานใหญ่ที่ซ้ำซ้อนกับหน่วยงานอื่น
"ถ้าท่าน (นายกฯ) ให้ความสนใจ ให้ความใส่ใจมากพอ ให้ความกล้าหาญมากพอ กล้าเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับกิจการ กับพรมแดนที่เคยครอบครองโดยหน่วยงานความมั่นคงของ กอ.รมน. เราอาจจะเห็นอะไรดีกว่านี้" นายรอมฎอน กล่าว พร้อมเสนอให้รัฐบาลนายเศรษฐา รื้อฟื้นคดีสำคัญ อย่างกรณีตากใบ ที่เขาบอกว่ากำลังจะหมดอายุความในอีกสิบเดือนข้างหน้า
เศรษฐา ชี้แจง เรื่อง งบประมาณจังหวัดชายแดนใต้
นายเศรษฐา ทวีสิน นายกฯ และ รมว.คลัง ลุกขึ้นชี้แจงการจัดงบประมาณเกี่ยวกับการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า เรื่องความรุนแรงลดลงอย่างมีนัย และเชื่อว่าทั้ง สส. และฝ่ายความมั่นคง กอ.รมน. มีจุดประสงค์เดียวกันคือต้องการคืนความสงบและความมั่งคั่งให้กับประชาชนในจังหวัดชายแดนใต้ทุกคน

ที่มาของภาพ, thai news pix
นายเศรษฐา กล่าวว่านับตั้งแต่เข้ามาดำรงตำแหน่งนายกฯ ได้พบปะกับนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย และได้หารือเรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจร่วมกันในหลายมิติ ทั้งการสร้างสะพานสุไหงโกลกแห่งที่ 2 การแก้ไขพิธีการเข้าเมืองให้ง่ายขึ้น ซึ่งนายเศรษฐา กล่าวว่า หากประชาชนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ปัญหาความรุนแรงก็น่าจะลดลงไป ขณะที่การเจรจาสันติสุขทางมาเลเซียก็ได้ชื่นชมว่าประเทศไทยมีพลเรือนเป็นหัวหน้าทีมเจรจา พร้อมแสดงท่าทียินดีที่จะร่วมมือกันอย่างต่อเนื่อง
ต่อประเด็นการอภิปรายของ สส.ก้าวไกล ที่ระบุเกี่ยวกับความใส่ใจในปัญหาชายแดนใต้ของรัฐบาล นายเศรษฐา ชี้แจงว่า “ใส่ใจหรือไม่ใส่ใจเป็นความคิดของแต่ละคนมากกว่า แต่เชื่อว่า สส. ทุกท่านมีความใส่ใจในแง่ความสงบเรียบร้อยของ ประชาชนในสามจังหวัดชายแดนใต้ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าใคร”
ทั้งนี้ นายกฯ กล่าวว่า พร้อมน้อมรับข้อคิดเห็นจากฝ่ายค้านไปพิจารณาและพูดคุยกับ กอ.รมน. ว่าจะทำอย่างไรให้งบประมาณที่ใช้เกิดประโยชน์สูงสุด พร้อมปฏิเสธข้อกล่าวหาในประเด็นที่ สส.ก้าวไกล ชี้ว่า การมีอยู่ของ กอ.รมน. เป็นไปเพื่อให้เกิดการใช้งบประมาณ
"ส่วนเรื่องถ้าเกิดมีความสงบ แล้วไม่รู้ว่า กอ.รมน. จะไปทำอะไร ไม่ต้องเป็นห่วง ผมได้พูดคุยกับท่าน (ผอ.กอ.รมน.) ว่ามีเรื่องหลายเรื่อง ที่กองทัพพร้อมพูดคุยกับพี่น้องประชาชน ท่านเองก็มีความตั้งใจที่จะช่วยเหลือประชาชนด้วย"











