เปิดประวัติ 'จิมมี ไหล' มหาเศรษฐีผู้ทดสอบขีดจำกัดของจีนที่ลงเอยด้วยการสูญเสียอิสรภาพ

    • Author, เกรซ ชอย
    • Role, บีบีซี เวิลด์ เซอร์วิส
    • Reporting from, ฮ่องกง
    • Author, บีบีซีแผนกภาษาจีน
    • Reporting from, รายงานจากฮ่องกง

เช้าวันหนึ่งในฤดูหนาวปี 2022 ราฟาเอล หว่อง และฟิโก้ ชาน เดินเข้าไปในเรือนจำสแตนลีย์ ของฮ่องกง เพื่อพบกับจิมมี ไหล มหาเศรษฐีเจ้าของสื่อ ที่ถูกจับกุมเมื่อสองปีก่อนและกำลังรอการพิจารณาคดีในข้อหาความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงของชาติ

พวกเขาทั้งหมดเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการประท้วงที่วุ่นวาย ซึ่งเขย่าฮ่องกงในปี 2019 เมื่อผู้คนหลายแสนคนออกมาบนท้องถนน เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยและเสรีภาพที่มากขึ้น ในดินแดนของจีนแห่งนี้ พวกเขาทั้งสามมักจะนัดพบกันเพื่อรับประทานอาหารเย็น บางครั้งก็เป็นมื้อหรูหรา เพื่อพูดคุยซุบซิบและหยอกล้อกันไปพลางรับประทานติ่มซำ พิซซ่า หรือข้าวอบหม้อดิน

ชานกล่าวว่า ในเรือนจำจิมมี ไหล"ชอบกินข้าวกับขิงดอง" "ไม่มีใครนึกภาพออกเลยว่าจิมมี ไหลจะกินอะไรแบบนั้น !"

แต่พวกเขาก็ไม่เคยนึกภาพออกเช่นกันว่า การพบกันอีกครั้งในเรือนจำที่มีระบบรักษาความปลอดภัยสูงสุด การประท้วงซึ่งถูกปราบปรามครั้งนั้น ทำให้เพื่อน ๆ และนักกิจกรรมร่วมอุดมการณ์ต่างถูกจำคุก ขณะที่ฮ่องกงก็ยังคงคึกคักเช่นเดิม แต่ก็เปลี่ยนไปแล้ว และอีกสิ่งที่เปลี่ยนไปคือเจ้าของฉายา "ไหลอ้วน" ที่ตอนนี้เขาผอมลงอย่างเห็นได้ชัด

แม้อายุของพวกเขาจะห่างกันหลายสิบปี ไหลอายุ 70 ​​กว่าปี หว่องและชานอายุที่น้อยกว่า โดยมีอายุราว 40 ปี พวกเขายังคงฝันถึงฮ่องกงที่แตกต่างออกไป

ไหลเป็นบุคคลสำคัญในการประท้วง โดยเขาใช้สินทรัพย์ที่มีอิทธิพลมากที่สุดของเขา นั่นคือหนังสือพิมพ์ยอดนิยมอย่างแอปเปิลเดลี่ (Apple Daily) ด้วยความหวังที่จะเปลี่ยนฮ่องกงให้เป็นประชาธิปไตยเสรีนิยม ซึ่งพิสูจน์แล้วว่ามีความเสี่ยงภายใต้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติที่เป็นข้อถกเถียง ซึ่งถูกบังคับใช้ในปี 2020 โดยผู้ปกครองพรรคคอมมิวนิสต์จีนในกรุงปักกิ่ง

ไหล มักกล่าวว่าเขาเป็นหนี้บุญคุณฮ่องกง แม้ว่าเขาจะเป็นพลเมืองสหราชอาณาจักร แต่เขาก็ปฏิเสธที่จะจากฮ่องกงไป "ผมได้ทุกอย่างที่ผมมีเพราะที่นี่" เขากล่าวกับบีบีซี ไม่กี่ชั่วโมงก่อนที่เขาจะถูกจับกุมในปี 2020 "นี่คือการไถ่บาปของผม" เขากล่าวด้วยเสียงสั่นเครือ

เขาต้องการให้เมืองนี้มีอิสรภาพต่อไป เช่นเดียวกับที่มันเคยให้แก่เขาในอดีต นั่นคือสิ่งที่ขับเคลื่อนการเมืองของเขา ที่วิพากษ์วิจารณ์พรรคคอมมิวนิสต์จีนอย่างรุนแรงและสนับสนุนขบวนการเรียกร้องประชาธิปไตยของฮ่องกงอย่างเปิดเผย และนั่นทำให้เขาต้องสูญเสียอิสรภาพของตัวเอง

ในการพิจารณาคดีของไหล ศาลสูงตัดสินเมื่อวันจันทร์ (15 ธ.ค.) ที่ผ่านมาว่า เขามีความ "เกลียดชังอย่างรุนแรง" ต่อพรรคคอมมิวนิสต์จีนมานาน และ "หมกมุ่นอยู่กับการเปลี่ยนแปลงค่านิยมของพรรคให้เป็นไปตามค่านิยมของโลกตะวันตก"

ศาลระบุว่า นายไหลหวังว่าพรรคคอมมิวนิสต์จะถูกโค่นล้ม หรืออย่างน้อยที่สุดก็คือการที่ผู้นำของพรรคอย่างสี จิ้นผิง ถูกปลดออกจากตำแหน่ง

นายไหล ถูกตัดสินว่ามีความผิดในทุกข้อหาที่เขาปฏิเสธมาโดยตลอด โดยข้อหาที่ร้ายแรงที่สุดคือ การสมคบคิดกับกองกำลังต่างชาติ ซึ่งมีโทษจำคุกตลอดชีวิต

"ไม่เคย" คือคำตอบของนายไหล ต่อข้อหานี้เมื่อเขาให้การ โดยโต้แย้งว่าเขาเพียงแต่สนับสนุนสิ่งที่เขาเชื่อว่าเป็นค่านิยมของฮ่องกง ได้แก่ "หลักนิติธรรม เสรีภาพ การแสวงหาประชาธิปไตย เสรีภาพในการพูด เสรีภาพในการนับถือศาสนา และเสรีภาพในการชุมนุม"

คำตัดสินเมื่อวันจันทร์สร้างความพอใจให้กับจอห์น ลี ผู้บริหารสูงสุดของฮ่องกง ซึ่งกล่าวว่าไหลใช้หนังสือพิมพ์ของเขาเพื่อ "สร้างความขัดแย้งทางสังคมโดยเจตนา" และ "เชิดชูความรุนแรง" เขากล่าวเสริมว่ากฎหมายไม่เคยอนุญาตให้ใครทำร้ายประเทศ "ภายใต้หน้ากากของสิทธิมนุษยชน ประชาธิปไตย และเสรีภาพ"

ย้อนกลับไปในปี 2022 ก่อนที่หว่องและชานจะออกจากเรือนจำ ไหลขอให้พวกเขาสวดภาวนากับเขา ซึ่งทำให้หว่องประหลาดใจ

ความศรัทธาในศาสนาคาทอลิกของไหลลึกซึ้งขึ้นในระหว่างที่เขาถูกขังเดี่ยว ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาร้องขอเอง ตามที่เจ้าหน้าที่ระบุ เขาสวดภาวนาวันละหกชั่วโมงและวาดภาพพระเยซูคริสต์ ซึ่งเขาส่งทางไปรษณีย์ไปให้กับเพื่อน ๆ "แม้ว่าเขาจะทุกข์ทรมาน" หว่องกล่าว "เขาไม่บ่นหรือหวาดกลัว เขาอยู่อย่างสงบ"

แต่ชีวิตที่สงบสุขไม่ใช่สิ่งที่จิมมี ไหลใฝ่หามาตลอดชีวิต ไม่ใช่ตอนที่เขาหนีออกจากจีนเพื่อชีวิตที่ดีกว่าเมื่อตอนอายุ 12 ปี ไม่ใช่ตอนที่เขาทำงานหนักในโรงงาน ไม่ใช่แม้กระทั่งหลังจากที่เขากลายเป็นมหาเศรษฐีชื่อดังของฮ่องกง และแน่นอนว่าไม่ใช่ตอนที่อาณาจักรสื่อของเขากำลังต่อสู้กับกรุงปักกิ่ง

สำหรับไหล ฮ่องกงเป็นทุกอย่างที่จีนไม่ใช่ นั่นคือ ฮ่องกงเป็นเมืองทุนนิยมอย่างลึกซึ้ง ดินแดนแห่งโอกาสและความมั่งคั่งที่ไร้ขีดจำกัด และเสรีภาพ ในเมืองที่ยังคงเป็นอาณานิคมของอังกฤษเมื่อเขามาถึงในปี 1959 เขาประสบความสำเร็จ และค้นพบเสียงของตัวเอง

หนังสือพิมพ์แอปเปิล เดลี่ กลายเป็นหนึ่งในหนังสือพิมพ์ที่ขายดีที่สุดแทบจะในทันทีหลังจากเปิดตัวในปี 1995 โดยใช้โมเดลธุรกิจแบบยูเอสเอ ทูเดย์ (USA Today) และได้ปฏิวัติสุนทรียศาสตร์และรูปแบบของหนังสือพิมพ์ และจุดชนวนสงครามราคาที่ดุเดือด

ตั้งแต่คู่มือการจ้างโสเภณีใน "เซกชั่นสำหรับผู้ใหญ่ของหนังสือพิมพ์" ไปจนถึงรายงานการสืบสวนสอบสวน คอลัมน์โดยนักเศรษฐศาสตร์และนักเขียนนวนิยาย มันเป็น "บุฟเฟ่ต์" ที่มุ่งเป้าไปที่ "ผู้อ่านทุกกลุ่ม" ฟรานซิส ลี ศาสตราจารย์ด้านวารสารศาสตร์จากมหาวิทยาลัยจีนแห่งฮ่องกงกล่าว

อดีตบรรณาธิการและพนักงานพูดถึงการให้กำลังใจของไหล ที่เขาเคยกล่าวเชิงว่า "ถ้าคุณกล้าที่จะทำ ผมก็กล้าที่จะให้คุณทำ" รวมถึงอารมณ์ของเขา โดยคนหนึ่งบอกว่าไหลมักจะกล่าวคำสบถ

พวกเขาอธิบายว่าไหลเป็นคนนอกกรอบ และเป็นผู้มีวิสัยทัศน์ที่ไม่กลัวที่จะเดิมพันกับการทดลอง "แม้กระทั่งก่อนที่ไอโฟนจะเปิดตัว เขาก็ยังพูดอยู่เสมอว่าโทรศัพท์มือถือจะเป็นอนาคต" บรรณาธิการคนหนึ่งของหนังสือพิมพ์เล่า พร้อมเสริมว่าเขามีไอเดียมากมาย "ราวกับว่าเขาขอให้เราสร้างเว็บไซต์ใหม่ทุกวัน"

ทัศนคติเช่นเดียวกันนี้เกิดขึ้นเช่นกันเมื่อตอนที่ไหล เป็นเจ้าของแบรนด์เสื้อผ้า "เขาไม่กลัวที่จะเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรม และเขาไม่กลัวที่จะสร้างศัตรู" เฮอร์เบิร์ต โชว์ อดีตผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดของแบรนด์คู่แข่งกล่าว

นั่นเป็นทั้งจุดแข็งและจุดอ่อนของเขา โชว์กล่าวว่า "มิฉะนั้น ก็คงไม่มีหนังสือพิมพ์แอปเปิล เดลี่ และแน่นอนว่าเขาคงไม่ประสบความสำเร็จอย่างทุกวันนี้"

โฆษณาทางทีวีช่วงแรก ๆ ของหนังสือพิมพ์แอปเปิล เดลี่นำเสนอภาพของไหลในวัย 48 ปี กำลังกัดผลไม้ต้องห้ามขณะที่ลูกศรนับสิบลูกพุ่งเป้ามาที่เขา

มันกลายเป็นคำทำนายที่เกิดขึ้นจริง

การหลบหนีออกมาจากจีน

การได้ลิ้มรสช็อกโกแลตครั้งแรกของเขาเป็นสิ่งที่ดึงดูดให้ไหลเดินทางไปฮ่องกงตั้งแต่ยังเด็ก

หลังจากที่เขาช่วยยกกระเป๋าเดินทางของผู้โดยสารที่สถานีรถไฟในประเทศจีน ไหลได้รับทิปและช็อกโกแลตแท่งหนึ่ง เขาจึงลองชิมดู "ผมถามเขาว่ามาจากไหน เขาบอกว่ามาจากฮ่องกง ผมเลยบอกว่า 'ฮ่องกงคงเป็นสวรรค์แน่ ๆ' เพราะผมไม่เคยลิ้มรสอะไรแบบนี้มาก่อน" ไหลกล่าวถึงเหตุการณ์นั้นในสารคดีที่ออกฉายเมื่อปี 2007 เรื่อง "The Call of the Entrepreneur" (หรืออาจแปลเป็นไทยได้ว่า "เสียงเรียกจากผู้ประกอบการ")

ชีวิตในประเทศจีนยุคเหมา เจ๋อตุง เต็มไปด้วยการรณรงค์ปราบปรามหลายระลอก ทั้งเพื่อเร่งการพัฒนาอุตสาหกรรมของจีนในชั่วข้ามคืน และเพื่อกำจัด "ศัตรูทางชนชั้น" ของนายทุน ครอบครัวไหล ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นครอบครัวนักธุรกิจถูกขึ้นบัญชีดำ พ่อของเขาหนีไปฮ่องกง ทิ้งพวกเขาไว้ข้างหลัง ส่วนแม่ของเขาถูกส่งไปยังค่ายแรงงาน

หลายทศวรรษต่อมา ไหลเขียนเล่าถึงเหตุการณ์ที่เขาและน้องสาวถูกลากออกจากบ้านเพื่อไปดูฝูงชนบังคับให้แม่ของพวกเขานั่งคุกเข่า ขณะที่ถูกผลักและเยาะเย้ย ซึ่งเป็นการประจานต่อหน้าสาธารณชนที่โหดร้ายและกลายเป็นเรื่องปกติในเวลาต่อมา ในครั้งแรกนั้น ไหลเขียนว่า มันน่ากลัวมาก "น้ำตาของผมไหลอาบเสื้อ ผมไม่กล้าขยับตัว ร่างกายของผมร้อนผ่าวด้วยความอับอาย"

แต่คุณยายของเขากลับไม่หวั่นไหว และเธอมักจะพูดในตอนจบของทุกเรื่องราวด้วยข้อความเดียวกันว่า "ลูกต้องเป็นนักธุรกิจ ถึงแม้ว่าจะขายแค่ถั่วลิสงปรุงรสก็ตาม !"

ดังนั้น เมื่ออายุ 12 ปี ไหลจึงออกเดินทางไปยังฮ่องกง พร้อมกับผู้คนนับล้าน ที่หนีออกจากแผ่นดิน

ในวันที่เขามาถึงฮ่องกง บนท้องเรือประมงพร้อมกับผู้โดยสารที่เมาเรือประมาณ 80 คน เขาได้รับการว่าจ้างจากโรงงานผลิตถุงมือ เขาบรรยายถึงชั่วโมงการทำงานที่ยาวนานว่าเป็น "ช่วงเวลาที่มีความสุขมาก เป็นช่วงเวลาที่ผมรู้ว่าผมมีอนาคต" ที่นั่นเองที่เพื่อนร่วมงานคนหนึ่งช่วยสอนภาษาอังกฤษให้เขา หลายปีต่อมาไหลก็ได้ให้สัมภาษณ์ หรือแม้กระทั่งให้การเป็นพยานในศาลด้วยภาษาอังกฤษ ที่คล่องแคล่ว

เมื่ออายุได้ 20 ต้น ๆ เขาก็ได้บริหารโรงงานสิ่งทอ และหลังจากทำกำไรจากตลาดหุ้น เขาก็ได้ก่อตั้งบริษัทของตัวเองที่ชื่อว่า Comitex Knitters ตอนนั้นไหลอายุ 27 ปี

ธุรกิจมักนำพาไหลให้เดินทางไปที่นครนิวยอร์ก ของสหรัฐฯ และในการเดินทางครั้งหนึ่ง เขาได้รับหนังสือเล่มหนึ่งที่กลายมาเป็นตัวกำหนดมุมมองโลกของเขา นั่นคือ "ถนนสู่ทาส" (The Road to Serfdom) โดยฟรีดริช ฮาเย็ก นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล ผู้สนับสนุนระบบทุนนิยมแบบตลาดเสรี สิ่งที่ไหลได้จากหนังสือเล่มดังกล่าวคือ "ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติของผู้คน" และ "การแลกเปลี่ยนข้อมูล" สร้างสิ่งที่ดีที่สุดในโลก" และสำหรับเขานั่นคือจุดแข็งของฮ่องกง

หนังสือเล่มนั้นกระตุ้นให้เขามีนิสัยรักการอ่านอย่างมาก เขาจะอ่านหนังสือเล่มเดิมซ้ำหลายครั้ง และอ่านหนังสือทุกเล่มของนักเขียนที่เขาชื่นชม "ผมอยากนำความคิดของนักเขียนเหล่านั้นมาปลูกในสวนหลังบ้านของผม" "ผมอยากซื้อสวน ไม่ใช่เด็ดดอกไม้" เขากล่าวเปรียบเปรยในการสัมภาษณ์เมื่อปี 2009

หลังจากทำงานในภาคการผลิตมานานกว่าสิบปี เขาก็รู้สึก "เบื่อ" และเริ่มก่อตั้งเครือข่ายร้านเสื้อผ้า แบรนด์จิออร์ดาโน (Giordano) ในปี 1981 ทำให้เขากลายเป็นผู้บุกเบิกธุรกิจเสื้อผ้าที่ผลิตสินค้าตามกระแสแฟชัน (fast-fashion) และประสบความสำเร็จอย่างมากจนทาดาชิ ยานาอิ ต้องมาขอคำแนะนำจาก ไหล เมื่อเขากำลังสร้างแบรนด์เสื้อผ้าญี่ปุ่นอย่าง ยูนิโคล่ (Uniqlo)

จากนั้นไหล ก็เริ่มเปิดร้านค้าในประเทศจีน ซึ่งเริ่มเปิดประเทศหลังจากเหมา เจ๋อตุงเสียชีวิต และเขา "ตื่นเต้น" ที่จีน "กำลังจะเปลี่ยนไป เหมือนประเทศตะวันตก" เขากล่าวในสารคดีปี 2007

จากนั้นในปี 1989 รัฐบาลจีนก็ปราบปรามการประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยในจัตุรัสเทียนอันเหมิน ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่ทำให้ตาสว่างสำหรับไหล และฮ่องกง ซึ่งกำลังจะถูกกลับไปอยู่ภายใต้การปกครองของจีนในปี 1997 ภายใต้ข้อตกลงล่าสุดระหว่างจีนและสหราชอาณาจักร

ขณะนั้นแบรนด์จิออร์ดาโน ก็ขายเสื้อยืดที่มีรูปถ่ายของเทียนอันเหมิน ผู้นำการประท้วง และสโลแกนต่อต้านรัฐบาลจีน และติดป้ายสนับสนุนประชาธิปไตยในร้านค้าทั่วฮ่องกง

ประชาชนนับล้านคนเดินขบวนในฮ่องกง เพื่อแสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันกับนักศึกษาผู้ประท้วงในกรุงปักกิ่ง จนถึงปี 2020 ฮ่องกงได้จัดพิธีไว้อาลัยครั้งใหญ่ที่สุดเพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์สังหารหมู่

ไหลกล่าวในภายหลังว่า เขา "ไม่รู้สึกอะไรเกี่ยวกับจีนเลย" จนกระทั่งถึงตอนนั้น ้เพราะเขาอยากลืมช่วงเวลาที่เคยอยู่ในจีนมาโดยตลอด แต่ "ทันใดนั้น มันก็เหมือนกับแม่ของผมกำลังเรียกหาผมในความมืดมิดของยามค่ำคืน"

'ทางเลือกก็คือ เสรีภาพ'

ในปีต่อมา ไหลได้เปิดตัวนิตยสารชื่อเน็กซ์ (Next) และในปี 1994 ได้ตีพิมพ์จดหมายเปิดผนึกถึงหลี่เผิง "นักฆ่าแห่งปักกิ่ง" ผู้มีบทบาทสำคัญในการสังหารหมู่ที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน โดยเขาเรียกหลี่เผิงว่า "ลูกของไข่เต่าที่ไร้สติปัญญา"

นั่นทำให้รัฐบาลจีนโกรธแค้นอย่างมาก โดยในระหว่างปี 1994 ถึง 1996 ร้านค้าจิออร์ดาโน ในกรุงปักกิ่ง และแฟรนไชส์อีก ​​11 แห่งในนครเซี่ยงไฮ้ต้องปิดตัวลง ไหลขายหุ้นของเขาและลาออกจากตำแหน่งประธานบริษัท

"ถ้าผมแค่ทำงานหาเงินต่อไป มันก็ไม่มีความหมายอะไรสำหรับผม แต่ถ้าผมเข้าสู่ธุรกิจสื่อ ผมก็จะส่งมอบข้อมูล ซึ่งนั่นคือทางเลือก และทางเลือกก็คือเสรีภาพ" ไหลกล่าวในสารคดีปี 2007

ในไม่ช้าเขาก็กลายเป็น "ผู้มีส่วนร่วมอย่างแข็งขัน" ในขบวนการเรียกร้องประชาธิปไตยของฮ่องกง โดยเขาได้พบปะกับผู้นำเพื่อหารือเกี่ยวกับกลยุทธ์ ลี วิง ตัต อดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติจากพรรคเดโมแครตกล่าว

เขากลายเป็นนักวิจารณ์พรรคคอมมิวนิสต์จีนอย่างเปิดเผย โดยเขาเคยเขียนไว้ในปี 1994 ว่า "ผมต่อต้านพรรคคอมมิวนิสต์อย่างสิ้นเชิง เพราะผมเกลียดทุกสิ่งที่จำกัดเสรีภาพส่วนบุคคล" เขายังเริ่มแสดงความกังวลเกี่ยวกับการส่งมอบฮ่องกงจากอังกฤษให้จีนในปี 1997 อีกด้วย

เขาเขียนว่า "หลังจากอยู่ภายใต้การปกครองของอาณานิคมมานานกว่าศตวรรษ ชาวฮ่องกงรู้สึกภาคภูมิใจที่ได้กลับคืนสู่อ้อมกอดของมาตุภูมิ แต่เราควรจะรักมาตุภูมิแม้ว่ามันจะไม่มีเสรีภาพหรือ?"

อย่างไรก็ตาม ในช่วงการส่งมอบอำนาจ เจียง เจ๋อหมิน ผู้นำจีนในขณะนั้น ได้ให้สัญญาว่าชาวฮ่องกงจะเป็นผู้ปกครองฮ่องกง และเมืองนี้จะมีอิสระในการปกครองตนเองในระดับสูงเป็นเวลา 50 ปี

ขบวนการร่ม (Umbrella Movement) หรือการชุมนุมประท้วงในฮ่องกงในปี 2014 ซึ่งจุดประกายจากการที่รัฐบาลจีนปฏิเสธ ที่จะอนุญาตให้มีการเลือกตั้งอย่างเสรีในฮ่องกง กลายเป็นจุดเปลี่ยนอีกครั้งสำหรับชีวิตไหล

ผู้ประท้วงยึดครองย่านธุรกิจหลักของฮ่องกงเป็นเวลา 79 วัน โดยไหลเข้าร่วมการประท้วงทุกวันตั้งแต่ 9 โมงเช้าถึง 5 โมงเย็น โดยไม่ย่อท้อ แม้จะมีชายคนหนึ่งขว้างเครื่องในสัตว์ใส่เขา

"ตอนที่ตำรวจเริ่มยิงแก๊สน้ำตา ผมอยู่กับเจ้าอ้วน" อดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติลี เล่า

การเคลื่อนไหวสิ้นสุดลงเมื่อศาลสั่งให้เคลียร์พื้นที่ประท้วง แต่รัฐบาลก็ไม่ยอมอ่อนข้อ ห้าปีต่อมา ในปี 2019 ฮ่องกงก็ปะทุขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เนื่องจากแผนการที่เป็นข้อถกเถียง ซึ่งจะอนุญาตให้ฮ่องกงส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนไปยังจีนแผ่นดินใหญ่

สิ่งที่เริ่มต้นจากการเดินขบวนอย่างสันติกลับกลายเป็นความรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ เปลี่ยนเมืองให้กลายเป็นสนามรบเป็นเวลาหกเดือน ผู้ประท้วงที่สวมชุดสีดำขว้างก้อนอิฐและระเบิดเพลิง บุกเข้าไปในรัฐสภา พร้อมกับจุดไฟเผา ตำรวจปราบจลาจลยิงแก๊สน้ำตา กระสุนยาง ปืนฉีดน้ำแรงดันสูง และกระสุนจริงใส่ผู้ประท้วง

ไหลเป็นแนวหน้าในการประท้วงและถูกจำคุก 20 เดือน ฐานเข้าร่วมการชุมนุมที่ไม่ได้รับอนุญาต 4 ครั้ง ผู้ประท้วงคนหนึ่งบอกกับบีบีซีว่า เขาประหลาดใจที่เห็นไหล "สำหรับผม เขาเป็นนักธุรกิจที่ยุ่งมาก แต่เขาก็ยังมาเข้าร่วม"

หนังสือพิมพ์แอปเปิล เดลี่ นำเสนอข่าวอย่างครอบคลุม หรือที่นักวิจารณ์มองว่าเป็นกระบอกเสียงให้กับขบวนการต่อต้านรัฐบาล

รอนนี ตง ที่ปรึกษารัฐบาลกล่าวว่า ไหลมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการประท้วง เพราะแอปเปิล เดลี่ใช้สโลแกนที่ "เป็นเท็จโดยสิ้นเชิง" คือ การต่อต้านการส่งผู้ร้ายข้ามแดนไปจีน ซึ่ง "ดึงดูดความสนใจของผู้คนที่ต้องการก่อความวุ่นวายในฮ่องกง"

ประเด็นสำคัญในการพิจารณาคดีความมั่นคงแห่งชาติของเขาที่กินเวลานานกว่า 156 วัน คือแอปเปิล เดลี่ มีบทบาทในการปลุกปั่นหรือไม่ และไหลมีอำนาจควบคุมจุดยืนของหนังสือพิมพ์มากน้อยเพียงใด

ตามคำให้การของเชิง คิม-ฮุง อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัทแม่ของแอปเปิล เดลี่อย่าง เน็กซ์ ดิจิทัล (Next Digital) และจำเลยที่ผันตัวมาเป็นพยานฝ่ายโจทก์ ไหลสั่งให้ทีมบรรณาธิการ "กระตุ้นให้ประชาชนออกไปบนท้องถนน" หลังจากกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติมีผลบังคับใช้ หนังสือพิมพ์ถูกบุกค้นสองครั้งและในที่สุดก็ถูกปิดตัวลงในปี 2021

ในช่วงที่การประท้วงรุนแรงที่สุด ไหลได้เดินทางไปสหรัฐอเมริกา เพื่อพบกับรองประธานาธิบดีไมค์ เพนซ์ เพื่อหารือเกี่ยวกับสถานการณ์ในฮ่องกง หนึ่งเดือนก่อนที่กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติจะถูกบังคับใช้ ไหลได้เปิดตัวแคมเปญที่ก่อให้เกิดข้อถกเถียง แม้จะมีการต่อต้านภายใน โดยเรียกร้องให้ผู้อ่านหนังสือพิมพ์แอปเปิล เดลี่ ส่งจดหมายถึงประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ในขณะนั้น เพื่อ "ช่วยฮ่องกง"

ศาลตัดสินว่าทั้งหมดนี้เป็นการเรียกร้องให้รัฐบาลต่างชาติเข้ามาแทรกแซงกิจการภายในของฮ่องกง

"ไม่มีใครที่มีสติสัมปชัญญะควรคิดว่าฮ่องกงจะสามารถดำเนินการปฏิรูปทางการเมืองใด ๆ ได้โดยปราศจากการยอมรับอย่างเงียบ ๆ จากรัฐบาลจีน" ตงกล่าว การประท้วงในปี 2014 และ 2019 "ขัดกับสามัญสำนึกโดยสิ้นเชิง"

ทางการจีนกล่าวว่า ฮ่องกงได้เปลี่ยนจาก "ความวุ่นวายไปสู่การปกครอง" และ "ความเจริญรุ่งเรืองที่มากขึ้น" แล้ว เนื่องมาจากกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติและรัฐสภาที่ประกอบด้วย "ผู้รักชาติเท่านั้น" แต่ผู้วิจารณ์ รวมถึงชาวฮ่องกงหลายแสนคนที่เดินทางออกจากฮ่องกงไปแล้ว กล่าวว่าการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่างถูกปิดกั้น และเสรีภาพของเมืองถูกจำกัดอย่างรุนแรง

ลี สมาชิกสภานิติบัญญัติ ก็เป็นหนึ่งในนั้น "ตอนที่ผมมาถึงสหราชอาณาจักรครั้งแรก ผมฝันร้าย ผมรู้สึกผิดมาก ทำไมเราถึงใช้ชีวิตในที่อื่นได้อย่างอิสระ ในขณะที่เพื่อนที่ดีของเราถูกจำคุก ?"

ครอบครัวของไหลเรียกร้องให้ปล่อยตัวเขามาหลายปีแล้ว โดยอ้างถึงความกังวลเกี่ยวกับสุขภาพของเขาเนื่องจากเขาเป็นโรคเบาหวาน แต่คำเรียกร้องของพวกเขาถูกปฏิเสธมาโดยตลอด รัฐบาลและทีมกฎหมายของไหลในฮ่องกงกล่าวว่าความต้องการทางการแพทย์ของเขาได้รับการดูแลแล้ว

คาร์เมน ซาง ลูกสะใภ้ของไหล ซึ่งอาศัยอยู่ในฮ่องกงกับครอบครัว กล่าวว่าลูก ๆ ของเธอคิดถึงคุณปู่ และคิดถึงงานเลี้ยงอาหารค่ำใหญ่ ๆ ที่เขาจัดขึ้นทุกสองสัปดาห์ เมื่อก่อนเสียงดังของไหลทำให้ลูกของเธอกลัวเขา แต่ "พวกเขารักการไปบ้านคุณปู่... พวกเขาคิดว่าคุณปู่เป็นคนตลก"

แต่เธอชักไม่แน่ใจแล้วว่าฮ่องกงในปัจจุบันจะมีพื้นที่ให้สำหรับไหลหรือไม่

"ถ้ามีฝุ่นเข้าตา คุณก็แค่เอาออกไป ใช่ไหม"